ตามหา White Collars ที่หายไป (อย่างเร่งด่วน ก่อนการล่มสลาย)
February 28, 2008
โดย : ฤษณรส
75 ปี เป็นจุดวิกฤต ชี้เป็นชี้ตาย
แต่ทอดตาทั่วแผ่นดิน กลับไม่มีความหวัง
ขุมกำลังต่างๆ แม้ต้องการแย่งชิงความเป็นใหญ่ แต่ไม่มีใครเสนอนโยบายที่ถูกต้องเหมาะสม บางกลุ่มพุ่งเป้าไปที่รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นเพียงกระดาษ บางกลุ่มต้องการล้างแค้นทักษิณ บางกลุ่มต้องการศาสนาพุทธ ฯลฯ แต่ไม่มีกลุ่มใดเลยจะครุ่นคิดว่า “ที่แท้จริง เราต้องการอะไร”
ทำให้ทั่วแผ่นดินเกิดความท้อแท้หดหู่ แต่สิ่งที่อัจฉริยะแตกต่างจากคนเก่งทั่วไปคือ “ความแตกต่างเพียงเล็กน้อย” ในขณะที่คนอื่นสิ้นหวัง มองไม่เห็นทางรับมือ คนเก่งงอมืองอเท้า แต่ยอดคนต้องมองเห็น “แสงสว่าง” ที่คนธรรมดามองข้ามไป และต้องรีบคว้าโอกาสนั้นไว้ ก่อนที่มันจะเลือนหาย
หลิวอวี้ ถูกกดดันบีบคั้นนานา แต่เขามองเห็นแผนการที่คนอื่นมองไม่เห็นเสมอ มีช่วงเวลาที่ท้อแท้สิ้นหวัง แต่เขาปลุกปลอบใจตนเองได้ทันท่วงทีเสมอ เขามองว่า โอกาสที่น้อยนิดนั้น ยังต้องอาศัยความรวดเร็วด้วย ไม่เช่นนั้นโอกาสอาจกลายเป็นวิกฤติ
“โอ…จอมคนแผ่นดินเดือด”
ผมได้รับฟังข่าวของกลุ่มคนที่เสนอทางเลือกไม่เข้าท่าอยู่เรื่อยๆ ทำให้เกิดความสิ้นหวัง แต่เมื่อใจคอสงบนิ่ง กลับพบว่า White Collar อย่างตัวผมที่กำลังหดหู่ อาจไม่ได้มีผมเพียงคนเดียว และ White Collar ที่กำลังตามหาพระผู้มาโปรดไม่ได้มีเพียงคนเดียวWhite Collar ที่คิดจะปฏิบัติการแต่ยังอ่อนด้อย รอผู้นำมาชักจูงเข้าร่วมปฏิบัติการ ไม่ได้มีคนเดียว ท่ามกลางการพัฒนาเศรษฐกิจในรอบ 10 ปี ทำให้ White Collar มีมากขึ้น คุณภาพดีขึ้น รู้จักอ่านหนังสือ ขบคิดใคร่ครวญเพิ่มขึ้น
ณ จุดเปลี่ยน 75 เมืองไทยไม่สิ้นหวัง
ท่ามกลางข้อมูลอันไร้สาระ ท่ามกลางเสียประนามอันโง่เขลา White Collar จึงไม่อยากเข้ามามีบทบาท แต่หากมี White Collar ที่เสนอข้อมูลอันมีคุณภาพ ย่อมเป็นเมือง Oasis กลางทะเลทราย บ่อน้ำจืดท่ามกลางทะเลเค็ม คนจึงพร้อมฝากความหวัง ดุจดังยุค “จอมคนแผ่นดินเดือด” ที่แม้นข่าวลือเรื่อง “หลิวอวี้ยิงธนูจมเรือมังกรซ่อน ประจวบเป็นยามหินลูกไฟตกหล่นจากฟ้า” อาจไม่เป็นความจริงเลย แต่ผู้คนก็อยากจะเชื่อ เพราะหลิวอวี้ แม้ต่ำต้อยด้อยยศถา แต่กอปรด้วยความสามารถบุคลิกยอดคน เป็นความหวังหนึ่งเดียวที่จะช่วยอาณาประชาราษฏร์
ในยามปรกติ หลิวอวี้ เป็นแค่ทหารรับใช้ในกองทัพ ไม่มีคุณค่าอันใด ข้อเสนอให้ช่วยกันดูแลบ้านเมือง เป็นเรื่องระคายหู คร้านที่จะฟัง เป็นคำพร่ำเพ้อ ไร้สาระ แม้แต่สุนัขยังไม่อยากรับฟัง
แต่หากบ้านเมืองมีภัย ทุกคนล้วนได้รับผลกระทบ ย่อมเป็นโอกาสเดียวที่จะพัฒนาการเมืองให้กับประชาชนในวงกว้าง แต่หากละเลยหรือชักช้า พวกด้อยฝีมือ พวกโห่ร้องอ้างคุณธรรมความดี แต่ไม่เคยมีข้อเสนอที่ชัดแจ้ง เอาแต่พูดคลุมๆเครือๆ เอาแต่อ้างมวลชน อ้างฟ้าดิน จะเข้ามาสร้างความหวังให้ประชาชน เมื่อพวกเขาไม่มีทางบรรเทาความเดือดร้อน ย่อมต้องพึ่งพาคนเหล่านี้ เข้าร่วมสัมมนา เข้าร่วมรับฟัง บางคนตกเป็นเครื่องมือหาประโยชน์ บางคนฟังแล้วได้คิด จึงสิ้นหวัง พาลโกรธเกลียดการเมือง สาบานชาตินี้ไม่ขอยุ่งเกี่ยว
บ้านเมืองจึงจมปลักในหล่มโคลน ทุกคนไม่เห็นความหวัง มองไม่เห็น White Collar ที่จะขึ้นมากอบกู้วิกฤติ ที่น่าอับอายคือ บางคนมีความสามารถทุกประการ แต่กลับทำตัวเหมือน คมช. คือ รอ รอ รอ รอจนสถานการณ์บ้านเมืองสงบแล้วค่อยก่อการ แต่หารู้ไม่ว่า มีแต่วิกฤติเท่านั้น จึงสร้างโอกาส หากไม่เร่งให้การศึกษาในช่วงนี้ White Collar จะมีพัฒนาการช้าไป 10 ปี เพราะปัญหาการเมืองจะทำให้ชาติพัฒนาช้า และยังกดให้พวก White Collar หดหู่สิ้นหวัง
หุ้นดีไม่อาจปราศจากเจ้ามือ ยิ่งถ้าเจ้ามือไม่ยอมลากขึ้นด้วยแล้ว เวลาลงคนจะพร้อมใจกันขาย ไม่สามารถรักษาระดับราคาได้ กลายเป็นหุ้นกเฬวราก หรือหญิงงามผู้อาภัพไป
ตู้เฟิ่งซันกล่าวว่า“แต่ละคนล้วนคิดอ่านเพื่อตัวเอง หลิวอี้กับเห่ออู่จี่เป็นเช่นนี้ บุคคลอื่นก็เป็นเช่นนี้ แต่รอจนพวกมันทำความเข้าใจว่า นอกจากติดตามท่านแล้ว ไม่มีช่องทางอื่นอีก ได้แต่เข้าสังกัดร่มธงของท่าน นี่เป็นเรื่องของกำลัง ท่านเองอาจไม่รู้สึก แท้ที่จริงท่านเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของนครเจี้ยนคัง พลังของท่านมองไม่เห็น เมื่อแสดงออกจะคล้ายสายน้ำทลายทำนบ ไม่มีผู้ใดต้านทานได้”
หลิวอวี้เห็นว่าตู้เฟิ่งซันพอมาถึง สถานการณ์ก็เปลี่ยนไป มันจะช่วยคิดอ่านวางแผนให้กับตนเอง หาได้เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยวเช่นที่ผ่านมาอีก”
เราต้องไปพ้นโลกแบบเส้นตรง ไม่มองว่า White Collar จะเริ่มสะสมกำลังและเป็นไปเอง แม้แนวโน้มจะเป็นเช่นนั้น แต่หากไม่จัดตั้งรวมตัว จะโดนพวกอำนาจเก่ากดดัน ตัดตอน บอนไซ
White Collar เป็นพลังที่น่ากลัวยิ่ง รวมตัวกัน 10 คน ยังก่ออานุภาพน่าตระหนก ดังนั้น การตามหา White Collar ที่มีคุณภาพ จึงไม่ใช่เรื่องที่ควรชักช้า แต่ควรทำอย่างจริงจังฉับไว เพราะถ้าได้ที่มีคุณภาพเพิ่มมาเพียง 1 คน ย่อมติดปีกให้กองทัพมากหลาย และยิ่งตระเวนสายทั่วทุกซอกมุม จะทรงอานุภาพเพียงใด
การมี White Collar จะยิ่งตามหา White Collar เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบทวีคูณ ไม่ใช่เส้นตรง อาศัยห้วงวิกฤติ เป็นสายลมพัดเปลวไฟ แต่หากช่วงวิกฤติผ่านพ้น White Collar จะหมกมุ่นกับปัญหาเฉพาะตัว เศรษฐกิจเฉพาะหน้า จะไม่มีวันหันหัวให้การเมือง พวกที่มุ่งหวังว่า White Collar ที่มีจิตสำนึกทางการเมือง จะค่อยๆเข้าร่วมแบบเส้นตรงนั้นย่อมคิดผิด ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ มีแต่ทวีคูณ หรือไม่ก็ถดถอยนิ่งซึม เพราะโลกเป็นเช่นนี้ เมื่อมีความต้องการจะต้องการพร้อมกัน เมื่อไม่ต้องการก็คือไม่ต้องการ
ควรหรือยังที่เราจะทุ่มกำลังเดินสายเพื่อเก็บเกี่ยวในช่วงนี้ให้มากที่สุด และยามบ้านเมืองสงบ เราค่อยใช้ White Collar ที่จัดตั้งได้ ให้รวมกลุ่มกันพัฒนาต่อไป

ภาพจาก Flickr.com : Terracotta Warrior โดย David Wilmot
สหายท่านหนึ่งตั้งคำถามว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ มีจุดสูงสุดอยู่ที่ไหน มีจุดต่ำสุดอยู่ที่ใด ผมตอบว่า “บอกไม่ได้” เพราะมีตัวแปรที่คำนวณไม่ได้อยู่ ตัวแปรนั้นคือ พวกเรา เพราะหากพวกเราเข้าร่วมเปลี่ยนแปลง สถานการณ์ย่อมเปลี่ยนแปลงไป เรามีส่วนกำหนดบทบาท เราเป็นตัวรวบรวม ไพร่พล White Collar ที่กระจัดกระจาย รอคอยคนมาให้รับใช้ รอคอยจอมคนมาบัญชาการศึก
คนเก่งย่อมรู้ใจกัน คนโง่เขลาย่อมคิดการสั้น ดังนั้น การที่ White Collar ดูมีบทบาทน้อย อาจเพราะยังไม่พอใจต่อกลุ่มกำลังต่างๆที่ช่วงชิงความเป็นใหญ่ในขณะนี้ พวกเขากำลังรอคอยขุมกำลังใหม่ ที่มีข้อเสนอใหม่ ซึ่งมีคุณค่า เป็นอาหารจานโปรด ที่น่าเสพน่าทาน เป็นผู้หญิงหุ่นดี ขาว สวย หมวย อึ๋ม เต็มด้วยความฉลาดน่ารัก ไม่ใช่โสเภณีที่ขายตัวอยู่เกลื่อนกลาด มีสมองโง่ซึมที่เสพแต่สุรา อ้างว่าปลดทุกข์ให้มวลประชา แต่ที่แท้ปลดเปลื้องความใคร่แห่งตน
ควรมีการวางแผนการตลาด ประชาสัมพันธ์ จัดสัมมนาพลวัตเปิด ครั้งที่ 1 พูดถึงทิศทางประเทศไทย พูดถึง ภูมิปัญญาของ White Collar โดยมีศิลปะแห่งการสนทนา มีการจัดเตรียมงานอย่างดี ถือเป็นการหยั่งกำลัง White Collar ทั่วแผ่นดิน หากได้สัก 50 คน เราย่อมเลือกไม้ดอกงามๆมาได้สัก 10-20 ช่อ ให้ได้ชื่นใจ ให้ได้เชยชมกลิ่มหอม ได้ชื่นจิตชื่
Comments
11 Responses to “ตามหา White Collars ที่หายไป (อย่างเร่งด่วน ก่อนการล่มสลาย)”
Got something to say?




I listen to K.Charoenchai and K.Surasak last 2 weeks from manager radio. You two made me thought about economic and business, I have no any knowledge about it before, then I try to listen all of your show and did a lecture, I’m your student.
เราต่างก็เรียนรู้ซึ่งกันและกัน
ผู้ฟังของผมเก่งๆทุกคนเลยนะ ไม่เชื่อลองอ่านความคิดเห็นของพวกเขา
ว่าแต่คุณ Lakkamol ทำไมจึงมาฟังรายการเล็กๆอย่างเราได้ละครับ เพราะเหตุอันใด
It’s a long long story….By the way, I like your style, it’s a unique show. Most people read or watch histories and movies for entertaining, but never think about it. That’s way your show was attracted me to want to study more and more…….
So, What time will you have a seminar at CP Tower? I cannot join but someone want to na kha.
ขอบคุณมากๆๆครับ คุณ Lakkamol ผมฟังคำชมจนหน้าแดงเลย
ถามความรู้สึกจริงๆ ผมชอบรายการ 2-3 มีนาคม 2551 มากที่สุดเลย
มันให้ความลึกซึ้งดื่มด่ำ และที่สำคัญ Uniq อย่างที่คุณให้ความเห็นไว้
สำหรับกำหนดการณ์นั้นเป็นดังนี้
7 มีนาคม 2551
หัวข้อ “คนรุ่นใหม่กับนิยายกำลังภายใน”
วิทยากร “เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์”
เวลา 14.30-16.30 น.
จัดโดย
อาศรมสยาม-จีนวิทยา
โทรศัพท์ 02-631-0231 ต่อ 1008,1009 (สายตรง ) 02-677-1008 , 02-677-1009
สถานที่
ห้องประชุม 1111 A
313 อาคารซีพีทาวเวอร์ ชั้น 11 ถ.สีลม บางรัก กรุงเทพ ฯ 10500
ฝากประชาสัมพันธ์กันด้วยนะครับ
ผมเป็นแฟนรายการคุณทั้งสองนะครับฟังตลอดมาได้ 2-3เดือนแล้ว
ชื่นชมในความรอบรู้ ใฝ่รู้ของคุณทั้งสอง
แต่แนวคิดส่วนตัวของผม ขัดแย้งกับแนวคิดของคุณทั้งสองพอสมควรเลยครับ
นิยายจอมคนแผ่นดินเดือด คุณอาจจะถือว่าเป็นตำรากลยุทธของคุณ แต่สำหรับผม ผมคิดว่ามันเป็นวรรณกรรมชั้นกลาง ดาดๆ อาจจะบอกว่าหวงอี้เขียนตำรากลยุทธผ่านทางนิยายกำลังภายใน ซึ่งในแง่ฝีมือการประพันธ์ มันยักแย่ยักยันพิกล ทุกอย่างตรงไปตรงมา ตัวละครฉลาดเท่ากันทุกคน บุคลิกยิ่งไม่ต่างกันในบรรดาคนระดับผู้นำ ผมแยกไม่ออกระหว่าง เซี่ยเสียนกับเซี่ยอาน ตู้เฟิ่งซัน หรือหลิวอวี้ ถ้าไม่บอกชื่อ บอกแค่บทสนทนา ผมคิดว่าคนๆเดียวกันซะอีก อันนี้ผมวิจารณ์ในเชิงวรรณกรรมนะ
โครงเรื่องก็ไปเรื่อย ไม่มีลุ้น ไม่มีพลิกแพลง เราอ่านแล้วเรารู้หมดว่าจะเป็นไงต่อไป
แต่ในเชิงกลยุทธ์ ผมคงไม่ชำนาญเท่าคุณทั้งสองยากจะวิจารณ์ แต่ในความเห็นไอ้กระจอกอย่างผม ผมคิดว่า งั้นๆแหละครับ
เห็นดัวยกับ คุณ Paganini นะ อ่านแล้วสนุกดี แค่สนุกก้พอสำหรับสุแล้ว ได้ลืมโลกที่โหดร้าย เข้าไปอยู่ในหนังสือ ก็เป็นอีกมิติหนึ่ง เท่านั้น แต่ถึงขั้นประทับใจกับหนังสือเรื่องนี้แล้ว ยังไม่ประทับใจนะ แต่ก้ต้องเปิดกว้างรับรู้อะไรให้มากที่สุด ถ้าเราสนุกกับการรับรู้ ก้อน่าจะโอเค บางช่วง บางตอน ของคุณเจริญชัย กับ คุณสุรศักดิ์ ก้อไม่สนุกกับการรับรู้ นะ ถึงแม้จะมีประโยชน์ แต่ก้อ ทำให้น่าเบื่อเพราะไม่สนุก ถ้าเรามีความสุขกับการฟัง และฟังจนจบ อยางอื่น มันจะตามมาเอง
น้อมรับความเห็นของคุณ Paganini ครับ
ในเรื่องจอมคนแผ่นดินเดือด ต้องรอนักกลยุทธอย่างคุณเจริญชัยมาตอบ
โดยส่วนตัวในเชิงกลยุทธ ผมชื่นชอบตำราพิชัยสงครามซุนวู ครับ
เพราะครอบคลุมระดับปฏิบัติการจุลภาคและกรอบการเคลื่อนไหวที่เป็นระบบ
ผมพึ่งกลับไปอ่านหนังสือ ชอลิ้วเฮียง ของโก้วเล้ง อีกครั้งแหมมันเต็มไปด้วยคำคม ความคิด และกลเม็ดเด็ดพรายในการประพันธ์ของท่านมังกรโบราณผู้นี้ โครงเรื่องที่ไม่ซับซ้อนมาก แต่รังสรรค์อย่างแยบยลจนผู้อ่านต้องทึ่งในปัญญาของผู้แต่ง
โก้วเล้งทำให้ผู้อ่านติดตามอย่างสนใจ บางคราวก็น้ำตาไหลด้วยความซาบซึ้งใน ปณิธาน และความคมคาย ในอรรถรส
คงไม่ว่ากระไร ถ้าผมจะบอกว่าหวงอี้ เทียบไม่ได้เลยในแง่การประพันธ์นะครับ กับปรมาจารยอย่างกิมย้ง โก้วเล้ง แม้หวงอี้พยายามจะนำเสนอสิ่งที่แตกต่างจากนักเขียนยุคเก่า ซึ่งเขาทำได้ ไม่เลวในเรื่องเจาะเวลาหาจิ๋นซีและมังกรคู่ฯ แต่พอมาถึงเรื่องนี้ จอมคนแผ่นดินดับ มันเหมือนเขาเขียนถึงอาชาพันลี้ แต่คนอ่าน(โดยเฉพาคนอ่านอย่างผม อาจจะเป็นเรื่องสติปัญญาด้วยมั๊ง สงสัยผมมีไม่พอที่จะเข้าใจความลึกซึ้งของมัน) กลับไพล่ไปนึกถึง ฬ่อ (ลูกผสมระหว่างม้ากับลา)ซะนี่
ผมอ่านจอมคนฯเล่มแรกๆอย่างสนุกสนาน ผมยังฉงนกับที่คุณก่อศักดิ์มีความเห็นแย้งกับท่าน น.นพรัตน์ โดยที่คุณก่อศักดิ์ชอบ จอมคนฯมากกว่า แต่ฝ่ายหลังกลับบอกว่าสู้มังกรคู่ไม่ได้ พออ่านๆไปกลับเห็นด้วย ยิ่งกว่าเห็นด้วยกับคุณ น.นพรัตน์เลยครับ
ใช่แล้ว จอมคน ดูไม่สมบูรณ์ แต่ก็พอใช้สำหรับศึกษารูปแบบการวางแผนกลยุทธ์ได้
ในสถานการณ์จริง จะใกล้เคียงกับ “ศึกรักแดนสนธยา” ผลงานเล่มใหม่ของหวงอี้มากกว่า
โลกความจริงคือ โลกที่ไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะข้อมูล ผู้นำนั้นต้องตัดสินใจท่ามกลางความไม่สมบูรณ์นั้น
ส่วนเรื่อง โกวเล้ง หวงอี้ กิมย้ง ใครเหนือกว่านั้น 555 คงต้องแล้วแต่รสนิยมครับ
The Best นั้น บางทีก็ยากตัดสินเหมือนกัน
The Beatles, The Eagles และ Bee Gees ผมก็ไม่กล้าวิจารณ์ว่าใครเหนือกว่า แต่ในความเห็นผมต้องเป็น “4 เต่าทอง” แน่นอน
ฉันใดก็ฉันนั้น
กลยุทธ์ซุนวูก็สุดยอด แต่ยังไม่จัดหมวดแยกประเภท ทำให้ควรอ่าน 36 กลยุทธ์เพิ่มเติม
แต่ผมว่ารากฐานทั้งหมดอยู่ที่ I Ching สำหรับในตะวันตกนั้น ผมแนะนำ Chaos
จริงๆ กลยุทธ์ สุดท้ายก็ต้องเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ แต่ถ้าพอกล้อมแกล้มก็เรียนรู้จากประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะฉบับที่มีการวิเคราะห์อย่างลุ่มลึก เช่น “ประวัติศาสตร์จีน” ของ ทวีป วรดิลก
อ่านแล้วก็มาสนทนากับมิตรสหาย รวมถึงทดลองใช้จริง น่าจะเข้าใกล้ความจริงได้ดีครับ
ผมงงว่า Chaos เกี่ยวข้องกับอี้จิงหรือ 36 กลยุทธ์ตรงไหน
ว่างๆคุณเจริญชัยกับคุณสุรศักดิ์ช่วยพูดเรื่อง Chaos and Fractal in Financial Market ก็ดีนะครับ เป็นหัวข้อที่น่าสนใจทีเดียว เพราะในอดีต นักเศรษฐศาสตร์ มักจะสร้างโมเดลจากความเป็นเชิงเส้นซึ่ง ไม่ใช่ของจริงในธรรมชาติ
ขอบคุณครับ
555 ต้องไปฟังการบรรยายของผม ที่อาศรมไทย-จีนวิทยา เมื่อวันที่ 7 มีนาคม
36 กลยุทธ์ มีรากมาจากคัมภีร์ I Ching
ส่วน Chaos นั้นเน้นที่ความเปลี่ยนแปลงอันสลับซับซ้อนเลื่อนไหล ไม่เป็นเส้นตรง
ปัจจัยเล็กบางประการอาจก่อผลยิ่งใหญ่ Butterfly effect
36 กลยุทธ์ เน้นไปที่การใช้น้อยชนะมาก ใช้อ่อนชนะแข็ง
I Ching ก็พูดถึงความเปลี่ยนแปลงที่ไม่เป็นเส้นตรง มีความพลิกผัน แปรเปลี่ยนไม่สิ้นสุด พิสดารพันลึก
นี่คือ ความคล้ายกันที่ผมมองเห็น แต่อาจจะผิดก็ได้