การเข้าถึง “ข้อมูล” กับตลาดการเมืองไทย

December 21, 2007

โดย ธานี ชัยวัฒน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

[บทความเนื่องในโอกาส งานเปิดตัวเว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลการเมืองไทย วันที่ 21 ธันวาคม 2550 ณ โรงแรมเอเซีย]

รัฐบาลในอุดมคติก็คือรัฐบาลที่ต้องการให้เกิดสวัสดิการสังคมสูงที่สุด ซึ่งการดำเนินการต่างๆ ของรัฐบาลเป็นไปโดยผ่านเครื่องมือทางด้านนโยบาย แต่ปัญหาก็คือผู้ที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาลไม่อาจรู้ว่านโยบายแบบใดที่ดีที่สุดกับสังคม หากพิจารณาในมุมมองของเศรษฐศาสตร์ “ตลาดการเมือง” จึงถูกสถาปนาขึ้นเพื่อให้พรรคการเมืองต่างๆ ในฐานะผู้ผลิตนโยบายเข้ามาแข่งขันกันเสนอขายนโยบายในตลาดที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเป็นผู้ซื้อผ่านการจ่ายด้วยคะแนนเสียงที่ทุกคนมีอยู่เท่าๆ กันให้กับพรรคการเมืองที่เสนอขายนโยบายที่ตนต้องการ และพรรคการเมืองที่ถูกเลือกซื้อมากที่สุดก็ย่อมสะท้อนถึงนโยบายอันเป็นที่ปรารถนาของประชาชนจำนวนมากที่สุด ซึ่งก็เชื่อกันว่านั่นคือนโยบายที่ทำให้สวัสดิการสังคมสูงที่สุดด้วย



แล้วมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ หรือ? คำตอบก็คือเป็นไปได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขอย่างน้อยสองประการ ประการแรกคือพรรคการเมืองต้องพอรู้เบื้องต้นอย่างถูกต้องว่าประชาชนต้องการอะไรจึงจะมีนโยบายอันเป็นที่ต้องการของประชาชนมาเสนอขาย และประการต่อมาคือประชาชนต้องรู้ว่านโยบายของแต่ละพรรคการเมืองจะให้อะไรกับตนเองที่เป็นรูปธรรม หมายถึงทั้งแนวคิดดี ประพฤติดีและปฏิบัติได้ ซึ่งเงื่อนไขทั้งสองประการนี้ต้องการพื้นฐานอย่างเดียวกันคือ “ข้อมูล”
ขอให้พิจารณาจากตลาดการเมืองอย่างง่ายที่มีเฉพาะผู้ซื้อนโยบายก็คือประชาชนและผู้ขายนโยบายก็คือพรรคการเมือง เพราะเป็นผู้อยู่เบื้องหน้าในตลาดการเมือง เมื่อพิจารณาแบบนี้ การซื้อขายหลักในตลาดการเมืองจะมีการกระทำเป็นรอบๆ ไปผ่านการเลือกตั้ง แม้เราจะเชื่อกันว่าการมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่เป็นอยู่มันยังไม่เป็นเช่นนั้นอย่างแท้จริง เราจึงต้องไปคาดหวังให้ประชาชนจะเลือกผิดพลาดน้อยที่สุดเพื่อให้ได้ตัวแทนที่ดีที่สุด

แล้วจะทำอย่างไรประชาชนจึงจะได้ตัวแทนที่ดีที่สุด? ในระยะสั้น ก่อนวันที่ 23 ธันวาคมนี้ จะเห็นว่า พรรคการเมืองที่ดำเนินการทางการเมืองอยู่มีจำนวนมาก และการที่พรรคการเมืองเหล่านี้ต้องการได้รับคะแนนเลือกตั้งมากที่สุด จึงจำเป็นต้องเสนอขายนโยบายที่คาดว่ามีประชาชนจำนวนมากที่สุดเป็นผู้ซื้อ นโยบายของทุกพรรคจึงแทบจะเหมือนกันไปหมด โดยหากจะแตกต่างกันก็แทบจะไม่ได้เกิดจากอุดมการณ์ใดใด หากเป็นความต่างที่มองเห็นตลาดที่มีลูกค้ามากที่สุดไม่เหมือนกันเท่านั้น และในที่นี้พรรคการเมืองก็ไม่ได้ผิดอะไร เพราะการแสวงหาฐานคะแนนเสียงมากที่สุดก็เป็นสิ่งที่พรรคการเมืองพึงกระทำอยู่แล้วในฐานะผู้ผลิตนโยบาย

หากว่าตลาดการเมืองมีประสิทธิภาพจริง ความแตกต่างที่แม้จะเล็กน้อยก็จะกลายเป็นจุดตัดสินจากประชาชนว่านโยบายของพรรคการเมืองใดเป็นที่ต้องการของประชาชนส่วนใหญ่มากกว่ากัน ซึ่งจะเป็นเช่นนั้นได้ เงื่อนไขสำคัญที่สุดคือการมีและสามารถเข้าถึงได้ตามที่ต้องการของ “ข้อมูล” ของทั้งข้อมูลเชิงแนวคิดและนโยบาย รวมทั้งควรจะมีทั้งข้อมูลที่เป็นทางการและข้อมูลที่มาจากความคิดเห็นของสังคมโดยไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ใดใด

อย่างไรก็ตาม ในบางมุม การเลือกซื้อนโยบายก็ไม่ควรจะต่างไปจากกระบวนการเลือกซื้อสินค้าและบริการ เพราะประชาชนควรจะสนใจรูปธรรมของนโยบายด้วย โดยอาจพิจารณาจากนโยบายที่พรรคการเมืองเคยเสนอขายในครั้งที่ผ่านๆ มาว่า ทำได้จริงหรือไม่ ได้ทำหรือไม่ และทำได้ดีแค่ไหน ซึ่งวิธีการประเมินที่ดีที่สุดในเวลานี้ คงต้องกลับไปดูประวัติที่ผ่านมาของตัวบุคคลในพรรคการเมือง ไม่ใช่การพิจารณาเฉพาะตัวพรรคการเมือง เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า ในสังคมไทย ตัวบุคคลน่าจะบ่งบอกถึงแนวคิดและอุดมการณ์ได้ดีกว่าตัวนโยบายเสียอีก และสิ่งที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการตัดสินใจของประชาชนก็ยังหนีไม่พ้น “ข้อมูล” ของตัวนักการเมืองอยู่ดี

ในระยะยาว รากฐานของการพัฒนาประชาธิปไตยที่ดีที่สุด แท้จริงแล้วคือการเข้าถึง “ข้อมูล” ที่ถูกต้องและรอบด้าน แล้วจึงประกอบเข้ากับการตัดสินใจอย่างอิสระของประชาชนแต่ละคน ณ ปัจจุบัน เรามักจะพูดกันถึงว่า สส.ควรมีจำนวนเท่าไหร่ดี ควรมี สส.สัดส่วนหรือไม่ ยุบเขตหรือรวมเขตดี แต่เราแทบจะสนใจน้อยมากกับกระบวนการเข้าถึงข้อมูลที่มีประสิทธิภาพของประชาชน เพื่อนำไปสู่การมีส่วนร่วมอย่างชอบธรรมและไม่ถูกนักการเมืองออกมาตราหน้าว่าไม่รู้เรื่อง ซึ่งในที่นี้ผมกำลังพูดถึงกระบวนการเข้าถึงข้อมูลของประชาชน ไม่ได้พูดถึงกระบวนการให้ข้อมูลที่สื่อมวลชนทำหน้าที่อยู่ เพราะหากทั้งสองส่วนไม่สมดุลกันมันก็จะกลายเป็นการยัดเยียดข้อมูลและสื่อมวลชนก็จะกลายเป็นจำเลยของพรรคการเมืองไปในทันที

หากการเข้าถึงข้อมูลของประชาชนทำได้ง่ายขึ้น เราอาจไม่ต้องเสียงบประมาณจำนวนมากในการเปลี่ยนรัฐบาลอยู่บ่อยๆ เพราะประชาชนจะรู้ความต้องการนโยบายของตน และเมื่อเขามีข้อมูลมากพอ เขาจะตัดสินใจได้เองที่จะเลือกทางที่หนึ่งคือพรรคการเมืองขนาดใหญ่ในการเสนอขายนโยบายแบบรวมๆ หรือพรรคการเมืองเล็กที่เสนอขายนโยบายเฉพาะด้านและมีความเชี่ยวชาญในพื้นที่ ซึ่งอาจจะเป็นแนวโน้มในอนาคต เช่นเดียวกับที่บริษัทเล็กๆ แต่มีความสามารถเฉพาะทางกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ หรืออาจจะเป็นทางเลือกที่สองที่เหลือแค่พรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่เสนอขายนโยบายบนตราสินค้าที่ชื่อว่าอุดมการณ์แบบสุดขั้ว เราอาจจะมีความเห็นได้ว่าแบบไหนที่เหมาะกับสังคมไทย แต่ไม่มีใครรู้หรอกว่าแบบไหนเป็นที่ต้องการของทั้งสังคม และไม่ว่ามันจะออกมาในรูปแบบไหนก็ตาม “ข้อมูล” ยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนสิ่งที่เราเรียกกันว่า “การพัฒนาทางการเมือง”

โดยสรุป “ข้อมูล” ที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายเป็นหัวใจสำคัญของความมีประสิทธิภาพในตลาดการเมือง เพราะจะทำให้ประชาชนเลือกพรรคการเมืองได้อย่างถูกต้อง และเมื่อเป็นเช่นนั้น การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระยะยาวจะถูกกำหนดโดยตรงจากความต้องการของประชาชนเอง นอกจากนี้ การเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายยังช่วยตอบสนองความต้องการข้อมูลและลดความไม่เท่าเทียมกันของการรับรู้ข้อมูลระหว่างประชาชนในแต่ละกลุ่มที่สื่อมวลชนกระแสหลักก็ได้ทำหน้าที่นี้ไปแล้วในระดับหนึ่งเช่นกัน
การจัดตั้งศูนย์ข้อมูลการเมืองไทยและการใช้สื่ออินเตอร์เน็ตของ politicalbase ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ อีกจุดหนึ่งของสังคมที่เข้ามาร่วมกันทำหน้าที่ให้ข้อมูลที่เข้าถึงได้ง่าย ตอบสนองได้ทุกเมื่อที่ต้องการ และยังมีลักษณะของ opensource คือให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลร่วมกัน ณ วันนี้โครงการคงทำหน้าที่ได้อย่างดีพอสมควรในการให้ข้อมูลเบื้องต้นกับการตัดสินใจในการเลือกตั้งที่จะถึง แต่ผมเชื่อว่าความตั้งใจของคณะผู้จัดทำทั้ง 7 คนและการสนับสนุนของมูลนิธิ Friedrich Naumann ประกอบกับรูปแบบของเว็บไซต์ที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมของสังคมจะทำให้เว็บไซต์นี้เป็นแหล่งข้อมูลที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในอนาคต เช่นเดียวบันทึกข้อมูลทางด้านประวัติศาสตร์ที่เป็นกลางและรอบด้านย่อมจะมีคุณค่ามากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป

Comments

Got something to say?