บทนำ : จอมคนในจอมคน
November 7, 2007
滚滚长江东逝水
น้ำแยงซีรี่ไหลไปบูรพา
浪花淘尽英雄
คลื่นซัดกวาดพาวีรชนหล่นลับหาย
是非成败转头空
ถูกผิดแพ้ชนะวัฏจักรเวียนว่างดาย
青山依旧在几度夕阳红
สิขรยังคง ตาวันยังฉาย นานเท่านาน
白发渔樵江渚上
เกาะกลางชล คนตัดฟืนผมขาว เฒ่าหาปลา
惯看秋月春风
สารทวสันต์เห็นมาเหลือหลายที่กรายผ่าน
一壶浊酒喜相逢
สรวลสุราขุ่นป้านใหญ่ให้ตำนาน
古今多少事都付笑谈中
เก่าเก่าใหม่ใหม่เสพสราญว่ากันไป
นี่คือลำนำในบทเพลง สามก๊ก ที่บทนำของหนังสือจอมคนในจอมคนแผ่นดินเดือด หมื่นวิถีสู่ราชัน ยกขึ้นมาประกอบหนังสือได้อย่างเหมาะสมในยุคสมัยที่เป็นห้วงเวลาแห่งแผ่นดินเดือดในสยามประเทศ ได้อย่างเหมาะสมยิ่งนัก
โปรดเสพชิมอรรถรสเลิศล้ำจากบทนำที่แฝงด้วยแง่คิด พร้อมบทเพลงลำนำสามก๊ก ก่อนไปคว้าหนังสือเล่มนี้ตามร้านหนังสือใกล้บ้านท่านมาอ่านในวันที่ 15 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ โดยพลัน…
…..
ปฐมบท “แผ่นดินเดือด”
“เดิมแผ่นดินเมืองจีนทั้งปวงนั้น เป็นสุขมาช้านานแล้วก็เป็นศึก ครั้นศึกสงบแล้วก็เป็นสุข”
คำกล่าวเปิดเรื่องสามก๊ก ฉบับ “เจ้าพระยาพระคลัง (หน)” ข้างต้นนี้ แสดงออกถึงสัจธรรมแห่งประวัติศาสตร์ได้ลึกซึ้งกินใจยิ่งนัก แต่เรื่องราวภายหลัง “ศึกสามก๊ก” สิ้นสุดลง (ค.ศ 280) แผ่นดินจีนกลับมีเวลาสงบสุขเพียงช่วงสั้นๆเท่านั้นคล้อยหลังเพียง 10 ปี “สุมาเอี๋ยน” ฮ่องเต้ผู้รวบรวม “สามก๊ก” เป็นหนึ่งเดียว ได้เสด็จสวรรคต เปิดฉากความวุ่นวายขึ้นอีกวาระหนึ่ง นับแต่เจี่ยฮองเฮาก้าวก่ายราชกิจ ส่งผลให้เกิดกบฏ 8 อ๋อง จนแผ่นดินจีนอ่อนแอทรุดโทรมยิ่งนัก ชนเผ่านอกด่าน ซึ่งเคยรุกรานแผ่นดินจีนนับตั้งแต่ก่อน “จิ๋นซีฮ่องเต้” สร้างมหาอาณาจักรจีนใหม่ขึ้นมา (ปีที่ 221 ก่อน ค.ศ.) ได้สะสมกำลังเพียงพอ จนสามารถเปิดฉากรุกรานครอบครองดินแดนจงหยวนได้สำเร็จเป็นครั้งแรกแผ่นดินจีนจึงเข้าสู่ยุคสมัย “5 ชนเผ่า 16 ประเทศ” (ค.ศ. 304-439)
ลุล่วงเข้าปี ค.ศ. 317 “สุมายุ่ย” จำต้องนำขุนนางจากอาณาจักรเดิม ถอยร่นลงมายังดินแดนตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเคยเป็นถิ่นพำนักของ “ซุนกวน” แห่ง “ง่อก๊ก” สร้างเมืองหลวงที่มหานคร “เจี้ยนคัง” สถาปนาอาณาจักร “จิ้นตะวันออก” ปล่อยให้ดินแดนทางเหนือตกอยู่ใต้การต่อสู้ช่วงชิงของชนเผ่านอกด่าน โดยในภายหลังอีกหลายร้อยปี ชนเผ่านอกด่าน “ชาวหู” ที่เข้ามายึดครองดินแดนของ “ชาวฮั่น” เหล่านี้ ต่างได้ดูดซับเรียนรู้หลอมรวม “วัฒนธรรมฮั่น” จนกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่อาจแบ่งแยกเป็น “ชาวหู (ป่าเถื่อน)” และ “ชาวฮั่น(อารยธรรม)” อีกต่อไป
จากยุคสมัย “5 ชนเผ่า 16 ประเทศ” รอนแรมถึง “ราชวงศ์เหนือใต้” แวะหยุดพักผ่อนช่วงสั้นกับราชวงศ์สุย (ค.ศ. 581-618) แผ่นดินจีนต้องอดทนฝ่าฟันผ่าน“ห้วงเวลาแห่งความเจ็บปวดและมืดมน” ยาวนานเกือบ 300 ปี จึงสามารถก้าวสู่ยุคทองอันเรืองโรจน์ของอาณาจักร “ต้าถัง” ซึ่งได้มหาบุรุษที่ปรีชาสามารถอย่าง “หลี่ซื่อหมิน” หรือ “ถังไท่จงฮ่องเต้” มาปกครองและวางรากฐานให้แผ่นดินจีนได้มีวันเวลาที่แสนรื่นรมย์ โดยเฉพาะศักราช “เจินกวน” (ค.ศ. 626-649) ซึ่งพระองค์ทรงครองราชย์ ยังเป็นที่กล่าวขานจดจำของชาวจีนมิรู้ลืม
“หวงอี้” เทพอักษราแห่งบูรพาทิศ ผู้นิยมเขียนนวนิยายกำลังภายในอิงประวัติศาสตร์ ได้หยิบยกเรื่องราวช่วงหนึ่งในยุค “5 ชนเผ่า 16 ประเทศ” ยุคสมัยที่ผู้คนไม่อยากเอ่ยอ้างถึง เพราะมีแต่ภาพอันชวนรันทดหดหู่ มาใส่ชั้นเชิงศิลปะจนกลายเป็น “มหากาพย์” ที่แสนซาบซึ้งตรึงตราแห่งยุคสมัยต้นศตวรรษที่ 21 หวงอี้ไม่เพียงสื่อสารให้คนยุคใหม่เข้าใจถึง “ชาวจีนเมื่อ 1600 ปีที่แล้ว” เท่านั้น แต่หวงอี้ยังใส่จิตใจของ “มนุษย์ในยุคโลกาแบนราบ” (The World is Flat)หรืออีกนัยหนึ่งคือยุคปัจจุบันสมัยซึ่งเส้นแบ่งของชนชาติเบาบางอย่างยิ่ง เข้าไปในตัวละครแห่งอดีตกาลนานโพ้น ได้อย่างแนบเนียนยิ่งนัก จึงทำให้คนรุ่นใหม่อดเกิดความรู้สึกสะทกสะท้อนหวั่นไหวใจไปกับนิยายของหวงอี้ไม่ได้ นับเป็นเสน่ห์มนต์ขลัง เรียกเสียงปรบมือเกรียวกราวดังสะท้านไปทั่วใต้หล้า
“จอมคนแผ่นดินเดือด” คือ ชื่อเสียงเรียงนามในภาคภาษาไทยของนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ยุคสมัย “5 ชนเผ่า 16 ประเทศ” ซึ่งหวงอี้ได้ทุ่มเทกำลังภายในทั้งมวลประพันธ์ขึ้นจนกลายเป็น “จุดสุดยอดใหม่” ที่ก้าวพ้นขอบเขตความงามอลังการเดิมในมหากาพย์ “มังกรคู่สู้สิบทิศ” ซึ่งเป็นเรื่องราวการช่วงชิงแผ่นดินในปลายสมัยราชวงศ์สุย จนในที่สุด “หลี่ซื่อหมิน” ได้รับชัยชนะสามารถนำพาแผ่นดินจีนกลับคืนสู่ความสงบสุขหลังจากที่แผ่นดินจีนผ่านความเจ็บปวดบอบช้ำอันยาวนาน
“จอมคนแผ่นดินเดือด” เปิดฉากตระการตาด้วย “ยุทธการแม่น้ำเฝยสุ่ย” (ค.ศ. 383) ซึ่งเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในช่วงตอนกลางของยุคสมัย “5 ชนเผ่า 16 ประเทศ” และรูดม่านสิ้นสุดลงด้วยการก้าวขึ้นเป็นผู้บัญชาการกองกำลังเป่ยฝู่ของหลิวอวี้ โดยได้ปราบปรามการกบฏของ “หวนเสียน” ในปี ค.ศ. 404 ปิดฉากมหากาพย์อันลือลั่นของหวงอี้อย่างแสนอาลัยอาวรณ์
“ศาสตราดีคู่ควรวีรบรุษ” ฉันใด “งานศิลปะชั้นเลิศย่อมคู่ควรผู้มีสายตาเฉียบคมลึกซึ้ง” ฉันนั้น การเสพรับวรรณกรรมระดับโลกเยี่ยง “จอมคนแผ่นดินเดือด” จึงไม่อาจซึมซับคุณค่าได้อย่างง่ายดายนัก
หากต้องการเสพรับความบันเทิงใจ “จอมคนแผ่นดินเดือด” ย่อมสามารถอภินันทนาการผู้อ่านได้อย่างดียิ่ง เหนือล้ำกว่านวนิยายธรรมดาทั่วไปอย่างเทียบไม่ได้ แต่หากต้องการคุณค่าที่ล้ำลึกกว่านั้น ท่านจะต้องมีภูมิปัญญาในการวิเคราะห์ถอดความ เปรียบเทียบเจาะลึกเพื่อดื่มด่ำในพลังคุณค่าที่ผู้เขียนบรรจงสลักเสลาขึ้นมาทั้งที่เปิดเผยและซ่อนเร้น ยังไม่นับการประยุกต์ใช้ต่อยอดซึ่งต้องอาศัยความรู้ในศาสตร์แขนงอื่นผนวกเข้าไปด้วย
“จอมคนในจอมคนฯ หมื่นวิถีสู่ราชันย์” จึงถือกำเนิดขึ้นมา เพื่อจุดมุ่งหมายในการเสริมสร้างการเสพรับคุณค่า “จอมคนแผ่นดินเดือด” ให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยยิ่งขึ้น โดยผู้เขียนต้องขอออกตัวแต่เบื้องต้นว่า ไม่ได้มีภูมิปัญญาที่ยิ่งใหญ่จนสามารถแสร้งทำเป็นผู้รู้เจนจบได้ ผู้เขียนเพียงแต่หลงรักในผลงานชั้นยอดนี้ จึงอาสาตัวด้วยความเจียมกายเจียมใจ ในการเป็นหินก้อนแรกหรือผู้บุกเบิกด้วยการปฏิบัติดูดซับภูมิปัญญาที่แฝงอยู่ใน “จอมคนแผ่นดินเดือด” เพื่อช่วยสร้าง “เครื่องมือ” ให้ผู้อ่านทั้งหลายได้มีแง่มุมที่หลากหลายในการขบคิดต่อยอด สามารถเสพรับคุณค่าในตัวงานได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น งดงามยิ่งนัก
“การเมืองชนชั้นล่าง” ได้พยายามสร้าง “หน่วยวิเคราะห์ Unit of Analysis” เพื่อให้ผู้อ่านสามารถมองเห็นความลึกซึ้งที่แฝงอยู่อย่างเด่นชัดใน “จอมคนแผ่นดินเดือด” ซึ่งแตกต่างจากงานชิ้นอื่นของหวงอี้ โดยการเมืองชนชั้นล่างนั้น ไม่ได้จำกัดเพียง “ทัพเทพศาสดา” ที่เป็นรูปธรรมชัดเจนของชาวบ้านยากไร้ที่ถูกกดขี่รีดเร้นจากผู้ปกครองนครเจี้ยนคัง แต่ยังกินความไปถึง “เฉินกงกง” ซึ่งแฝงตัวเข้าไปในศูนย์กลางอำนาจ เพื่อรอคอยโอกาสในการแก้แค้น และโดดเด่นที่สุด คือ “หลิวอวี้” ซึ่งมองผิวเผินดูเหมือนแตกต่างจากชนชั้นล่างทั่วไป แต่ด้วยการเติบโตไต่เต้าจากชนชั้นล่าง “หลิวอวี้” จึงเป็นผู้นำที่มีความเข้าใจในการเมืองชนชั้นล่างอย่างดียิ่ง จึงสามารถใช้ความได้เปรียบนี้ในการต่อสู้และสถาปนาตนเองขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ใต้ได้สำเร็จ
“หมากล้อมจอมคน” มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างรูปธรรมให้กับการต่อสู้ช่วงชิงในเรื่อง “จอมคนแผ่นดินเดือด” โดยผู้เขียนตระหนักดีว่า “ความจำกัดของหมากล้อม” ไม่อาจสะท้อนเกมการเมืองแห่งอำนาจของแผ่นดินได้ครบถ้วน แต่ข้อดีของการนำหมากล้อมมาเปรียบเทียบ คือ ระบบและความชัดเจน ซึ่งทำให้ผู้อ่านที่ขาดความเจนจัดในการชิงไหวชิงพริบหักเล่ห์ชิงเหลี่ยม ได้มี “เครื่องมือ” ในการวิเคราะห์ และภายหลังจากมองผ่านแว่นตาของหมากล้อมได้ระยะหนึ่ง ผู้อ่านย่อมมีความลึกซึ้งจัดเจนเพียงพอในการ “ทลายข้อจำกัด” ของหมากล้อม เพื่อซึมซับในความลุ่มลึกของเนื้อหาการประลองกำลังประลองปัญญาที่สุดแสนคู่คี่ก้ำกึ่งถึงใจใน “จอมคนแผ่นดินเดือด” ได้อย่างเต็มเปี่ยม จนถึงขั้นสามารถประยุกต์ใช้ในยุคโลกาภิวัตน์ซึ่งทั้งประเทศและบุคคลกำลังเผชิญภาวะการแข่งขันโอบล้อมอย่างรอบด้านได้อย่างมียุทธศาสตร์ ไม่ตกเป็นฝ่ายถูกกระทำเพียงอย่างเดียว
“เปียนฮวน เมืองแห่งแรงบันดาลใจ” นับเป็นบทหนึ่งที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจและความใฝ่ฝันให้กับผู้อ่านทุกท่านในยุคโลกาแบนราบ (The World is Flat) ซึ่งต้องเผชิญการรุกล้ำแข่งขันในทุกฝีก้าว แต่พวกเราในยุคนี้ย่อมสามารถสร้างอาณาจักรอิสระเฉกเช่นเมืองเปียนฮวน เมืองสมมติในเรื่อง “จอมคนแผ่นดินเดือด” ขึ้นมาได้ บางทีโลกนี้อาจไม่ยุติธรรม แต่การตัดสินผู้คนด้วยความสามารถ ย่อมกระตุ้นการต่อสู้และพัฒนาของมนุษย์ได้ดีกว่าการตัดสินจากเชื้อชาติ ชนชั้น เพศ ศาสนา ฯลฯ อย่างแน่นอน ผู้อ่านจึงไม่ควรหยุดยั้งเพียงแค่การเสพรับความสนุกสนานในบรรยากาศอันรื่นรมย์ของเมืองเปียนฮวนเท่านั้น แต่น่าสนใจที่จะวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งถึงธาตุแท้การแสวงหาอิสรภาพในใจมนุษย์ที่มีมาตลอดสมัยประวัติศาสตร์อันยาวนาน ณ จุดที่เรายืนภาคภูมิอยู่นี้ บรรพบุรุษของเราต้องนำหยาดเหงื่อเลือดเนื้อเข้าแลกไปมากมายเพียงใด เราต้องสานต่อภารกิจนี้จนกว่ามนุษย์จะได้รับเสรีภาพโดยสมบูรณ์
“จอมคนนอกกระแส” รจนาขึ้นเพื่อผู้อ่านในยุคโลกาแบนราบ (The World is Flat) โดยเฉพาะ ตลอดเรื่อง “จอมคนแผ่นดินเดือด” เราย่อมพบเห็นบทบาทของ “จอมคนนอกกระแส” ที่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมสำคัญในการกำหนดชัยชนะหรือแพ้พ่ายของขุมกำลังทั้งหลาย จึงนับเป็น “หน่วยวิเคราะห์” ที่น่าสนใจศึกษายิ่งนัก หากจัดประเภทอย่างกว้างขวางแล้ว บางทีเราอาจต้องผนวก “เอี้ยนเฟย” เข้าเป็นหนึ่งในผู้นำของ “จอมคนนอกกระแส” เพราะเอี้ยนเฟยมีความคิดและพฤติกรรมหลายประการที่แตกต่างจากความเห็นความเชื่อของผู้คนส่วนใหญ่ในท้องเรื่อง การวิเคราะห์ต่อยอดเช่นนี้ จึงยิ่งทำให้เห็นว่า “การเป็นคนนอกกระแส” อาจมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อช่วยทัดทานความผิดพลาดของลัทธิสุดขั้ว ซึ่งอคติของผู้คนได้ร่วมกันสร้างสมขึ้นมา
ทอดตาในยุคสมัยปัจจุบัน “นอกกระแส” กลับเป็นเรื่องที่ยอมรับกันได้ง่าย และสร้างประโยชน์อย่างอเนกอนันต์ให้กับสังคม ซึ่งได้ยกย่องเชิดชูความสดใหม่สร้างสรรค์ ทุกคนจึงได้รับโอกาสในการพัฒนาความเป็นตัวของตัวเองอย่างอิสระเสรี ขอเพียงแต่สร้างคุณค่าและไม่เบียดเบียนผู้อื่น ย่อมเพียงพอต่อการเป็น “จอมคนนอกกระแส” ได้อย่างเต็มภาคภูมิ “จอมคนแผ่นดินเดือด” จึงให้แรงดลใจอันแรงกล้าในการใช้ชีวิตพัฒนาความเป็นเลิศในสิ่งที่รักให้ถึงจุดสูงสุด ไม่ต้องเกรงว่าจะแตกต่างจากผู้คนส่วนใหญ่ในสังคม จนถูกลงโทษอย่างรุนแรงเหมือนในอดีตที่ผ่านมา
“ความซาบซึ้งตรึงตราในห้วงยามแผ่นดินเดือด” มุ่งประเด็นไปที่ “รากฐาน” ศิลปะการประพันธ์ของหวงอี้ ซึ่งสามารถเขียนชีวิตของผู้คนในยุคต่อสู้ห่ำหั่นได้อย่างมีเสน่ห์สีสัน ตัวละครซึ่งดูภายนอกอาจต้องทุกข์ทนจากการต่อสู้ กลับสามารถสร้างจิตใจที่เปิดกว้างเบิกบาน เพื่อแสวงหาความสุขจากความทุกข์ในความสับสนวุ่นวายของยุคสมัยได้ และเมื่อมาถึง “จอมคนแผ่นดินเดือด” ความรันทดปวดร้าวบีบเค้นยิ่งเข้มข้นกว่าเรื่องใดของหวงอี้ที่ผ่านมา ตัวละครในเรื่องจึงยิ่งต้องปลุกเร้าจิตใจกันอย่างร้อนระอุ บุกตะลุยฝ่าฟันจนถึงสมรภูมิสุดท้าย ไม่ท้อถอยแม้นต้องเผชิญกับอุปสรรค ความปวดร้าวระหว่างทาง หากมองเพียงผิวเผิน “ทัวปากุย” เป็นคนโหดร้ายไร้น้ำใจ แต่หากพิจารณารอบด้านผนวกด้วยความในใจที่จอมคนท่านนี้ถ่ายทอดให้ “เอี้ยนเฟย” สหายรักรับฟัง พวกเราย่อมอดเห็นใจในความบีบคั้นของสถานการณ์ไม่ได้
เราต้องฝึกจิตใจให้มองเห็นความงามซาบซึ้งในห้วงความทุกข์ยาก จึงสามารถเสพรับคุณค่าจาก “จอมคนแผ่นดินเดือด” ได้อย่างเต็มอัตราศึก เมื่อพัฒนาถึงจุดหนึ่ง เราย่อมสามารถตระหนักสัมผัสถึงความงามอลังการในภาพรวมของงานศิลปะชิ้นนี้ที่หวงอี้ได้บรรจงรจนาร้อยเรียงขึ้นมา มิใช่สัมผัสเพียงแต่ละตัวอักษร แต่ละเรื่องราวอีกต่อไป
“จุดประกายจอมคน” คือ บทประยุกต์ร้อยเรียงของ 5 บทที่ผ่านมา เพื่อให้ผู้อ่านได้มองเห็นแนวทางการประยุกต์ใช้ “จอมคนแผ่นดินเดือด” ในการต่อสู้แข่งขันบนโลกแบนใบนี้ เราไม่ควรมองข้ามการเชื่อมโยงนิยายอิงประวัติศาสตร์กับโลกปัจจุบัน เพราะขึ้นชื่อว่ามนุษย์ย่อมมีธาตุแท้ที่คล้ายคลึงกันทุกยุคทุกสมัย ที่สำคัญ หวงอี้น่าจะมีจุดประสงค์บางประการในการสอดใส่อารมณ์ความรู้สึกของผู้คนในปัจจุบันเข้าไปในจิตใจและการต่อสู้ของ “จอมคน” ในยุค “แผ่นดินเดือด” ทั้งที่มีตัวตนและไม่มีตัวตนในประวัติศาสตร์ ดังนั้นเราจึงไม่ควรมองข้ามการวิเคราะห์ต่อยอดเพื่อประยุกต์ใช้ต่อสู้ยืนหยัดในยุคสมัยแข่งขันอันโหดร้ายเช่นในปัจจุบัน
ผู้เขียนเชื่อว่า หากผู้อ่านได้ประยุกต์ใช้ “จอมคนแผ่นดินเดือด” ในการดำรงชีวิตและการทำงาน นอกจากผู้อ่านจะได้ประโยชน์จากภูมิปัญญาอันเจิดจรัสของหวงอี้แล้ว ยังอาจเกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อเนื้อหาและตัวละครในเรื่องอย่างที่การอ่านหนังสือเพียงอย่างเดียวไม่อาจประทานให้ได้ และคงเป็นจุดสูงสุดของการซึมซับ “จอมคนแผ่นดินเดือด” ที่หวงอี้น่าจะภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ในแรงศรัทธาที่แฟนนักอ่านของท่านมอบให้
“จอมคนในจอมคนฯ หมื่นวิถีสู่ราชันย์” เป็นเพียงความพยายามเล็กๆ ที่จะสร้างรากฐานการอ่านอย่างลึกซึ้งให้สังคมไทย โดยไม่ปล่อยให้ “วรรณกรรมชั้นเลิศ” ได้รับการชื่นชมเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง และสุดท้ายต้องเลือนหายไป โดยสาเหตุสำคัญไม่ได้เกิดจากเนื้อหาล้าสมัย หรือคุณค่าสิ้นสุดเพียงเท่านี้ แต่เพราะไม่มีผู้คนสืบสานต่อยอด แตกแขนงการขบคิดวิเคราะห์ใคร่ครวญออกไปอย่างยาวไกลสร้างสรรค์ เพาะสร้างกระบวนการประเมินมูลค่าใหม่ (Revalue) ให้ผู้คนเกิดความซาบซึ้งซึมซ่านในทุกห้วงความรู้สึก สามารถย้อนคิดใหม่ (Rethink) ในผลงานชั้นยอด จนเกิดมุมมองที่แตกต่างหลากหลาย นำไปสู่การถกเถียงพัฒนาภูมิปัญญา ช่วยเสริมสร้าง “ระบบวิธีคิด” ของคนไทยให้มีความรู้ความสามารถเพียงพอในการยืนหยัดต่อสู้บนสมรภูมิโลกาภิวัตน์ได้อย่างสวยงามยั่งยืน
เรื่องราวของ “สามก๊ก” ที่ผู้เขียนได้ยกมาเปิด “ปฐมบทแผ่นดินเดือด” เป็นตัวอย่างของ “วรรณกรรมชั้นเลิศ” ที่ได้รับการสืบสาน วิเคราะห์วิจารณ์ต่อยอด จนยกระดับสู่ “วรรณกรรมอมตะ” ซึ่งมีการพูดคุยเอ่ยอ้างไม่สิ้นสุด ในทุกบรรยากาศการสนทนา แต่เราไม่ควรหยุดยั้งความเจริญทางภูมิปัญญาไว้ที่ “สามก๊ก” เช่นเดียวกับที่ไม่ควรหยุดการพัฒนาประเทศไว้ที่ยุทธศาสตร์ผลิตสินค้าส่งออกด้วยค่าแรงราคาถูก ซึ่งทำให้คนไทยต้องเจ็บช้ำจากวิกฤติค่าเงินบาทแข็งในปี 2549 และ 2550 เราต้องร่วมกันสร้างบทวิเคราะห์สนทนาแตกแขนงต่อยอดให้กับหนังสือดีมากมายในเมืองไทย ไม่ใช่เพียงยกขึ้นหิ้งบูชาเท่านั้น
“น้ำแยงซี รี่ไหล ไปบูรพา คลื่นซัดกวาดพา วีรชน หล่นลับหาย ถูกผิดเเพ้ชนะ วัฎจักร เวียนว่างดาย สิงขรยังคง ตะวันยังฉาย นานเท่านาน เกาะกลางชล คนตัดฟืนผมขาว เฒ่าหาปลา สารทวสันต์ เห็นมาเหลือหลาย ที่กลายผ่าน สรวลสุราขุ่น ป้านใหญ่ ให้ตำนาน เก่าๆใหม่ๆ เสพสราญ ว่ากันไป…”
Comments
3 Responses to “บทนำ : จอมคนในจอมคน”
Got something to say?




ไม่ทราบว่าหนังสือสามารถซื้อได้ที่ไหนครับ
ตามร้านหนังสือทั่วไปก็มีครับ
Book smile ของ 7-11
se-ed
ฯลฯ
ถ้าซื้อ Book Friend ร้านในเครือสำนักพิมพ์จะได้ลด 10 % พร้อมห่อปกครับ
ขอโทษที่มาตอบช้าไปครับ
ได้ยินมานานแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสได้อ่านเลยค่ะ เพราะอยู่ต่างประเทศ แล้วไม่มีใครที่เมืองไทยช่วยส่งมาให้อ่าน
แต่ถ้ามีโอกาสกลับเมืองไทยเมื่อไร จะไม่พลาดที่จะอ่านหนังสือเล่มนี่้เป็นเล่มแรก (ถ้าทำได้)