ลงทุนอย่างไร ในภาวะตื่นตระหนก
September 26, 2007
โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ : Siam Intelligence Unit
ในทางส่วนตัว ทุกคนต้องพึ่งพาการหาความรู้และการวิเคราะห์ของตนเอง แต่ถ้าเมืองไทยได้พัฒนา Strategic Information Business (SIB) หรือ “ธุรกิจข่าวสารเชิงกลยุทธ์” ขึ้นมา เราย่อมสามารถพึ่งพามืออาชีพได้ ไม่ใช่แค่ข้อมูลที่ตายซากตามบทวิเคราะห์ แต่สามารถใช้บริการ Knowledge on Demand โดยยอมจ่ายค่าบริการปรึกษาแบบตัวต่อตัว เพื่อปรับการวิเคราะห์ ให้สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของเรา นำไปสู่การสร้างผลตอบแทนการลงทุนที่ดีกว่า
ในสถานการณ์ขณะนี้ เรื่องราวของ วิกฤติ Subprime ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเมืองไทย ซึ่งได้รับผลกระทบไม่มากนัก แต่การปรับตัวลงของหุ้นนั้น เป็นเพราะฝรั่งขาย เพื่อนำเงินที่ได้ไปรองรับปัญหา Subprime ซึ่งเกิดขึ้นในประเทศของตน อย่างไรก็ตาม วิกฤติครั้งนี้ อาจมีผลกระทบทางอ้อมต่อ fundamental ของธุรกิจไทย เนื่องจากเศรษฐกิจอเมริกามีขนาดใหญ่ กระทบ จีน ญี่ปุ่น ยุโรป ไทยย่อมโดนหางเร่ แต่ราคาหุ้นได้สะท้อนข่าวร้ายมากเกินไป นักลงทุนในหุ้นคุณค่า (Value Investor) จึงสามารถเข้าซื้อหุ้นพื้นฐานดี ที่อาจได้รับผลกระทบจากอเมริกาน้อย โดยเฉพาะหุ้นที่ เน้นกำลังซื้อภายในประเทศเป็นเหลัก
อย่างไรก็ตาม การลงทุนในช่วงแห่งความผันผวน ต้องมีการขบคิดให้รอบคอบกว่ายามปรกติ เช่น เราอย่าคิดแบบเหมารวมว่า หุ้นเล็ก น่าจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าหุ้นใหญ่ เพียงเพราะ หุ้นเล็กไม่ต้องพึ่งพากับเศรษฐกิจระดับประเทศ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากปัญหา Subprime หากพิจารณาให้ถ่องแท้แล้ว หุ้นเล็กย่อมมีความเสียเปรียบในการแข่งขัน มีความสามารถในการบริหารและฐานเงินทุนในการรับมือต่อสถานการณ์ เทียบกับหุ้นใหญ่ไม่ได้เลย
อย่างไรก็ตาม หุ้นที่มีศักยภาพในการเติบโต มียุทธศาสตร์ strategy สุดยอด เพื่อเพิ่มความได้เปรียบในการแข่ง ยังเป็นหุ้นที่น่าสนใจในการลงทุน เพราะหุ้นเหล่านี้ย่อมได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาด ในระยะสั้นเช่นเดียวกับหุ้นตัวอื่น ดังนั้นจึงเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนคุณค่า ในการหาจังหวะในการซื้อ เช่น หุ้นในกลุ่มบันเทิงตัวหนึ่ง ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา มีความพยายามสร้างรายการขึ้นมาทดสอบตลาดอย่างมากมาย โดยอาศัยความได้เปรียบของอุตสาหกรรมนี้ ที่มีต้นทุนต่ำในการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ หากล้มเหลวย่อมไม่เจ็บตัวมากนัก แต่หากพบความสำเร็จย่อมสร้างรายได้ชดเชยความเสียหายทั้งหมดได้ หุ้นเช่นนี้ Work มาก โดยเฉพาะในเชิงพื้นฐานระยะยาว แต่เราต้องไม่ลืมวิเคราะห์กลยุทธ์การซื้อขายในระยะสั้นด้วย
อย่าลืมว่า ตลาดหุ้นในระยะสั้น คือ สงครามและการชิงไหวชิงพริบ แต่ในระยะยาว คือ วิสัยทัศน์ การมองเห็นอนาคตของธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ทั้งสั้นและยาว ล้วนสัมพันธ์กันในระดับหนึ่ง ที่ต้องเตือนผู้ฟังของเราคือ การที่ตลาดหุ้นลงหนักนั้น หุ้นตัวเล็ก ขาดสภาพคล่องต้องระมัดระวัง เพราะรายใหญ่ดูแลไม่เก่ง มีผู้เล่นน้อยราย การดูแลราคาหุ้นทำได้ยากกว่า การซื้อหรือถือหุ้นเหล่านี้ มีความเสี่ยงและอันตรายแฝงเร้น พูดในภาษาพิชัยสงครามได้ว่า “นี่คือข้อห้ามของนักการทหาร” อย่าไว้ใจหุ้นเล็ก เพราะหาจุดซื้อขายยาก ยิ่งถ้ามีคนดูแลน้อยราย เขาจะรู้ได้ทันทีว่าเราเข้าซื้อ จึงไม่ยอมทำราคาขึ้นมา ให้เราขายทำกำไรได้ หุ้นเล็กทั้งหลาย ควรเก็บไว้เล่นตอนตลาดนิ่ง หรือ เมื่อหุ้นใหญ่ขึ้นไปหมดแล้ว คนไม่มีหุ้นเล่นย่อมหันมาสนใจ “หุ้นตัวเล็ก พื้นฐานดี”
สำหรับ หุ้นใหญ่ นอกจากต้องเลือก หุ้นที่มีพื้นฐานกิจการดีเยี่ยมแล้ว ยังต้องพิจารณาหุ้นซึ่งมีคนดูแลที่ชาญฉลาด โดยสามารถสังเกตได้จากพฤติกรรมของหุ้นตัวนั้น ว่ามีการเคลื่อนไหวของราคาและปริมาณการซื้อขายอย่างไร โดยทั่วไปแล้ว หุ้นแต่ละตัวจะมีพฤติกรรมและนิสัยเหมือนคนดูแล จึงมีรูปแบบการเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างแน่นอน บางอาจมีความแตกต่างกันบ้างในบางครั้ง แต่โดยภาพรวมแล้วย่อมมีความคล้ายคลึงกัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องตระหนักและติดตามอยู่เสมอ คือ พื้นฐานของกิจการ หากมีความเปลี่ยนแปลง ย่อมทำให้หุ้นมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ผู้ลงทุนจึงต้องเปลี่ยนแปลงมุมมองที่มีต่อหุ้นตัวนั้นไปด้วย ห้ามยึดติดกับมุมมองเดิมเด็ดขาด
ในภาวะที่ตลาดกลับตัว มีแรงซื้อไล่ราคาเข้ามามากกว่าปรกติ หุ้นใหญ่ ในกลุ่มก่อสร้างและหลักทรัพย์ที่ลงมาแรง ย่อมดีดกลับแรงเช่นเดียวกัน จึงเป็นโอกาสในการทำกำไรให้นักลงทุน
CK เป็นหุ้นที่มีพื้นฐานดี มีคนดูแลราคาที่ดี แต่เล่นยากกว่า เพาะไม่ค่อยลากราคาขึ้นไป ต้องรอให้ STEC และ ITD ซึ่งมีพื้นฐานด้อยกว่า และมีความน่าสงสัยต่อความสามารถในการทำกำไร แต่เจ้ามือดูแลดีกว่า ไล่ราคาขึ้นไปก่อน CK จึงยอมไล่ราคาตามขึ้นไป
ขณะที่ LH แม้จะมีปัญหาการทำกำไรในระยะสั้น แต่ด้วยความแข็งแกร่งและความสามารถในการบริหารงาน การสร้างวิสัยทัศน์จัดวางยุทธศาสตร์ในการแข่งขันเพื่อเอาชนะคู่แข่งของผู้บริหาร ย่อมทำให้พื้นฐานกิจการยังดูสดใส มีโอกาสพลิกฟื้นความสามารถในการทำกำไรในอนาคตได้ ที่สำคัญมีการดูแลราคาที่ดีกว่า CK มีความพฤติกรรมเป็น “ตัวนำ Lead” กลุ่มแรก ในการไล่ราคาขึ้นไป เมื่อตลาดกลับตัวอย่างมีนับสำคัญ นอกจากนี้ ยังหาจังหวะในการเข้าซื้อขายได้ง่ายกว่า CK ดังนั้นจึงน่าเล่นกว่า
Phatra แม้จะมีข่าวร้าย กำไรช่วงสั้นอาจมีปัญหา แต่นักลงทุนส่วนใหญ่ รวมถึงผู้ดูแล ยังคงมั่นใจในพื้นฐานระยะยาวของหุ้นตัวนี้ เจ้ามือจึงพร้อมลากขึ้นเสมอ หุ้นจึงสามารถดีดกลับเพื่อชี้นำตลาดเสมอ เช่นเดียวกับ หุ้นแกร่งอย่าง LH
MCOT พิจารณาในระยะยาวยังมีความไม่แน่นอนสูง แต่ในระยะสั้น คนดูแลดี มีการผันผวนของราคาพอสมควร สร้างจังหวะการเข้าซื้อขายที่สร้างกำไรได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญ เราต้องระลึกให้ดีว่า คนดูแลไม่ใช่คนโง่ เขาน่าจะเห็นบางสิ่งใน MCOT จึงยอมลากขึ้นให้นักลงทุนรายย่อยได้ชื่นใจ
IRPC โดยปรกติเป็นหุ้นที่เล่นยาก เจ้ามือมีความเขี้ยวพอสมควร อย่างไรก็ตาม เมื่องบไตรมาส 2 ออกมา ให้เห็นโฉมหน้าอันสดใส พฤติกรรมหุ้น ซึ่งสะท้อนการดูแลของเจ้ามือ เริ่มน่าสนใจ ทำให้กลายเป็นหุ้นเด่นที่เล่นง่าย ทัดเทียมกับ LH, PHATRA และ MCOT ปรากฏการณ์นี้ แสดงให้เห็นว่าคนดูแล ส่วนใหญ่เป็นคนฉลาด รู้ว่าเมื่อพื้นฐานเปลี่ยนแปลง การซื้อขายหุ้นย่อมต้องปรับพฤติกรรมตาม อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรไว้ใจหุ้นที่พึ่งเปลี่ยนพฤติกรรมมากนัก ควรติดตามสักระยะหนึ่ง เพื่อให้แน่ใจในความสามารถเสียก่อน
สรุป คือ เวลาหุ้นดีดตัวขึ้น หลังจากลงอย่างหนัก เราควรเลือกหุ้นเหล่านี้ โดยเฉพาะ หุ้นพื้นฐานดีเยี่ยม เล่นง่าย เพราะมีเจ้ามือที่ดีดูแลหุ้น
นักลงทุนที่ต้องการประสบความสำเร็จ ต้องสามารถปรับเปลี่ยนมุมมองทั้งในส่วนย่อยและส่วนรวม สำหรับตลาดขาลง ต้องเน้นการซื้อหุ้นให้มีราคาต่ำเข้าไว้ อาจต้องอดทนรอคอย แต่หากตลาดกลับมุมมอง กลายเป็นตลาดขาขึ้น นักลงทุนต้องกล้าที่จะซื้อในราคาที่สูงกว่าเดิม นี่คือ จิตวิทยาตลาดหุ้น
ขณะเดียวกัน หุ้นดี จะมีแรงซื้อหนุน ทั้งในภาวะตลาดดีและไม่ดี เราต้องจับตาดูหุ้นเหล่านี้ หุ้นที่คล้ายกัน ตัวที่มีแรงซื้อหนุน แม้ราคาจะลงน้อยกว่าโดยเปรียบเทียบ แต่น่าซื้อมากกว่า เพราะกลับตัวเร็วและแรง แม้ราคาเริ่มต้นจะสูงกว่าก็ตาม การดูแรงขายแรงซื้อเป็นส่วนสำคัญหนึ่งของการเล่นหุ้น บางครั้งแรงขายมาก ทำให้หุ้นไม่ขึ้น แต่พอแรงขายชุดนั้นหมดลง หากพื้นฐานคงเดิม ไม่มีข่าวร้าย หุ้นจะกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง การขึ้นจะแข็งแกร่ง รวดเร็ว เราต้องปรับเปลี่ยนมุมมองให้ทัน
ผมได้ใช้ประสบการณ์ส่วนตัว ศึกษาหากลเม็ดเด็ดในการลงทุน นับเป็นต้นทุนการเรียนรู้ ใครอยากทราบต้องมีค่าธรรมเนียม อาจมีการให้ความรู้ ผ่านการตีพิมพ์หนังสือ “ศาสตร์และศิลป์ แห่งการลงทุน” อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นความรู้ทั่วไป แต่หากต้องการความรู้เฉพาะ ตามบริบท ต้องใช้บริการ Knowledge on Demand อย่างที่ได้นำเสนอแนวคิดไป
การวิเคราะห์หุ้น โดยใช้ P/E และ P/B เป็นความมักง่ายเกินไป และหากทำไม่ดีย่อมมีอันตรายแฝงเร้น เช่น LH เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น เศรษฐกิจชะลอตัว คนหวั่นวิตกเทขาย โดยให้ความสำคัญกับ P/E มากเกินไป แต่หุ้นชั้นดี ย่อมทนทาน ราคาหุ้นที่ต่ำ จึงน่าสนใจ ฝรั่งสามารถทำราคากลับขึ้นไปได้เสมอ โดยเฉพาะหากคิดในมุมใหม่ Rethink ว่าการที่ผลประกอบการตกต่ำ ทำให้ P/E สูงนั้น ได้ทำให้จุดนี้เป็นจุดที่ผลประกอบการต่ำสุด รอเพียงการฟื้นตัวในอนาคต ราคาหุ้นที่ลดลงมาย่อมเป็นจุดต่ำสุดเช่นกัน ที่สำคัญ ยังมีข่าวดีซ่อนอีกมาก โดยเฉพาะ LH Bank HMPRO ซึ่งมีความแข็งแกร่งในเชิงธุรกิจ เป็นยุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาด เราอาจ Revalue คุณค่าของหุ้น ด้วยข่าวดีนี้ได้เช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม บางคนอาจวิเคราะห์ตรงนี้ประกอบด้วย แต่พอมองเห็นพฤติกรรมการขายที่หนักหน่วง จึงเชื่อว่ากิจการไม่ดีแล้ว Cut loss เพื่อเล่นรอบดีกว่า โดยหารู้ไม่ว่า หุ้นยอดนิยม มั่นคงเช่นนี้ สามารถนำอนาคตมาเป็นข่าวดีในการไล่ราคาขึ้นไปได้ ดังนั้น จึงไม่ต้องรอถึงไตรมาสหน้า อาจเพียงแค่รอบหน้าเท่านั้น ราคาหุ้นย่อมพลิกฟื้นได้
แต่สำหรับหุ้นเล็ก อาจไม่สามารถคิดเช่นนี้ได้ เพราะผู้บริหารกิจการของหุ้นใหญ่เก่งกว่า สามารถปรับปรุง Model ธุรกิจ วางกลยุทธ์เหนือชั้น เพื่อกลับมาทำกำไรได้อีกครั้ง ส่วนบริษัทเล็ก เสียเปรียบด้านเงินทุน และวิสัยทัศน์ อาจไม่สามารถฟื้นตัวได้ เช่นเดียวกับหุ้นใหญ่ การเล่นหุ้นเล็ก จึงต้องระมัดระวังสูง
ยังมีตัวอย่างอีกมาก แต่ผมคงไม่มีเวลาอธิบายได้ทั้งหมด ที่สำคัญ นี่คือ ช่องทางในการทำกำไรส่วนตัว ซึ่งบางทีต้องสงวนไว้ เพราะโลกนี้ไม่มีอะไรฟรี ที่นำเสนอไปเพื่อดึงดูดเรตติ้งรายการ ช่วยเหลือคุณวริษฐ์
หากสนใจจริงๆ โปรดติดต่อ 085-839-2718 บอกว่าเป็น แฟนรายการเศรษฐศาสตร์ตลาดสด ผมจะรับพิจารณาเป็นพิเศษ เพื่อประชาสัมพันธ์รายการ ผมต้องขอโทษจริงๆ ที่ไม่สามารถเผยแพร่ความรู้ได้ทั้งหมด เพราะข้อมูลมีผลต่อความเคลื่อนไหวของผู้เล่นในตลาด มีผลต่อราคาหุ้น หากเผยแพร่เป็นการส่วนตัวอาจกระทบไม่มากนัก
Peter Lynch เขียนหนังสือหลายเล่ม แต่ภายหลังจากที่เขาอำลาวงการนี้แล้ว Soros เขียนหนังสือ ทฤษฎีเล่นหุ้น แต่ไม่พูดถึงการลงทุนของตัวเอง โดยเฉพาะเคล็ดลับ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจกระทบต่อการเล่นหุ้นในปัจจุบันและอนาคตของเขา ดังนั้น ข้อมูลมีค่าดังทองคำ ต้องมีการลงทุนซื้อหาด้วยราคาที่เหมาะส
Related story:Comments
8 Responses to “ลงทุนอย่างไร ในภาวะตื่นตระหนก”
Got something to say?




ไม่มีความเห็นอะไร แต่ขอเป็นกำลังใจให้ครับ
พวกเราจะตั้งใจทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ
ให้สมกับที่ผู้ฟัง และผู้อ่าน ให้การสนับสนุนเราครับ
ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับแนวคิดคุณเจริญชัยในการลงทุนในหุ้นครับ ว่าหุ้นดีต้องมีเจ้ามือดูแล ที่บ้านผมนิยม เล่นหุ้นประเภทนี้เช่นกันครับ โดยเฉพาะ BANPU เล่นยังงัยก็ไม่ขาดทุนครับ
แต่ก่อนผมค่อนข้างที่คลั่งไคล้การลงทุนแบบ VI แต่เมื่อผ่านการวิพากษ์จากประสบการณ์ตัวเอง+ กับฟังรายการเศรษฐศาสตร์ตลาดสด+อ่านใน SIU พบว่าการลงทุนในหุ้น VI มันน้อยมากเลยครับที่จะให้ผลตอบแทนดี เพราะว่าพื้นฐานของมันจริงๆ……..ถ้าได้เยอะส่วนใหญ่จะเพราะว่าโดนปั่น……..แต่ส่วนใหญ่แล้วหุ้นเล็กมักจะไม่ไปไหน หรือไม่ก็หล่นแบบไม่มีคนรับจนหน้าใจหาย
อยากจะคุยเรื่องข้อมูลการลงทุนครับ ผมเห็นด้วยว่าข้อมูลที่ Broker ให้มานั้นมัน Junk ส่วนตัวผมเป็นคนนึงที่พร้อมจะจ่ายเพื่อข้อมูลที่ดี เพราะว่าผมคิดว่าไม่เคยงกกับของพวกนี้
ผมจบป.โทจากประเทศอังกฤษ พบว่าฝรั่งให้ความสำคัญกับข้อมูลเป็นอย่างมาก เขาถึงพัฒนาไปไกลกว่าเรามาก เอกสารแค่ 10 หน้า ราคาเป็นเป็นพันๆ
พร้อมจะให้การสนับสนุนทีมงานคุณเจริญชัย ในการทำงานด้านวิเคราะห์ข้อมูลการลงทุนครับ อีกคำถามที่อยากจะถามครับว่า ถ้าผมต้องการซื้อข้อมูลประเภทนี้ คงไม่มีโอกาสใช่มั้ยครับ เนื่องจากว่าผมไม่ได้เป็นนักลงทุนรายใหญ่หรือสถาบันที่มีเงินเยอะๆ
เรื่องข้อมูลวิเคราะห์หลักทรัพย์แบ่งเป็นสองระดับจริงๆครับ ถ้าเป็น Retail จะได้ข้อมูลอีกประเภทซึ่งความละเอียดและคุณภาพจะต่ำกว่าข้อมูลที่เตรียมไว้ให้ลูกค้าที่เป็นสถาบัน
ผมและคุณเจริญชัย เราคิดเรื่องการทำข้อมูลอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่อาจจะต้องใช้เวลาในการเตรียมทีม และจัดเตรียมทรัพยากรตลอดจนเครือข่ายข้อมูลด้วย เพราะในประเทศไทยนั้นความจริงแบ่งเป็นสองระดับ คือระดับชาวบ้านกับระดับ Elite ที่เป็นเช่นนี้เพราะวัฒนธรรมของเราและกฏหมายของเราไม่ส่งเสริมการค้นหาความจริง แต่นัลกงทุนต่างประเทศเขาพร้อมที่จะเข้าใจเมืองไทยในเชิงลึก
ผมอ่านรายงานประเทศไทย จาก EIU (Economist Intelligence Unit) ค่อนข้างบ่อย รวมทั้งอ่าน วิเคราะห์ของโบรกชั้นนำจากต่างประเทศและข่าวประเทศไทยจาก Bloomberg ผมอดสมเพชไม่ได้ เพราะคนต่างชาติเขารู้เรื่องเมืองไทยดีกว่าเราคนไทยเองเป็นอย่างมาก เขารู้ระดับรายได้ประชาชาติของไทยในอดีตและคาดการณ์ไปในนอาคต เขาเห็นโครงสร้างสังคมไทยที่ประชากรเป็นผู้สูงอายุ เขาเห็นถึงการเมืองไทยที่ Players จริงๆ มันเหนือกว่าที่หนังสือพิมพ์ไทยเขียน เขาเห็นถึงขีดจำกัดของอุตสาหกรรมและโครงสร้างกฏกติกาของเรารวมทั้งจุดอ่อนกฏหมายของเราด้วย
แก่นแท้พิชัยสงครามบอกเสมอว่า “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง” เราไม่รู้เขา เรื่องของเราเอง เราก็ไม่รู้ และจะไปชนะอะไรกับเขาได้ ในสมัยญี่ปุ่นสร้างประเทศก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับข้อมูลมาก มีการจารกรรมข้อมูล คล้ายๆกับที่จีนกำลังทำกับสหรัฐฯ ในวันนี้ ดังนั้น ชาติที่ให้ความสำคัญกับข้อมูลจะมีแนวโน้มเป็นชาติมหาอำนาจ เวียดนามในปัจจุบันกำลังจะเป็นเช่นนั้น
ผมเข้าเวป Boston Counsulting Group และ Mckinsey บ่อย ได้อ่านเอกสารที่ free downloadable แล้วยิ่งเห็นคุณค่ามากขึ้นว่า ของฟรียังมีข้อมูลที่ Intelligence ขนาดนี้ ของไม่ฟรีจะขนาดไหน
ถ้าคุณปอนด์อยากได้ข้อมูล รบกวนทิ้ง E-Mail Address ครับ ผมจะจัดส่งให้
ขอบคุณในน้ำใจทีมงานคุณสุรศักดิ์และคุณเจริญชัยที่มีต่อผู้ฟังมากเลยครับ ผมอยากอ่านแหล่งข้อมูล Boston Consulting Group และ Mckinsey มากเลยครับ หลังจากได้ยินคุณสุรศักดิ์เล่ามา รบกวนคุณสุรศักดิ์ส่ง link ให้ผมได้ที่ jesada.th@googlemail.com
ใจจริงผมอยากจะวิพากษ์เรื่องประเทศไทยกับคุณสุรศักดิ์ครับ แต่ว่าถ้าพูดกันตรงนี้มันอาจจะแรงหรือไม่เหมาะสมไป ไว้ถ้าผมทราบ email คุณสุรศักดิ์ผมจะเขียนไปคุยครับ
สุ อยากจะเรียนเชิญ คุณ สุรศักดิ์ และคุณเจริญชัย ไปเป็นวิทยากร ให้กับองค์กรของสุ จังเลย ไปพูดให้ ฝ่ายบริหาร และ ฝ่ายจัดการ ฟังถึงสภาพ ความเป็นจริงของ การดำรงอยู่ของธุรกิจ การปรับตัวให้ทันกับกระแสโลก ทุกวันนี้ สุ มององค์กร สุ แล้ว รู้สึกหดหู่ ต่างคนต่างทำงาน ต่างมุ่งหาผลประโยชน์ ต่างเอาตัวรอด แบ่งแยกกัน สุ ฟังคุณทั้งสอง แล้ว สุอยากเห็น องค์กร ที่สุ อยู่ เจริญ รุ่งเรือง ทุกวันนี้ก็ได้แต่ประคับประคอง กันไปเท่านั้นเอง จริงๆ แล้ว มันก็ไม่ใช่เรื่องอะไร ของสุ หรอก แค่ทำงานไปวัน ๆ ก็พอ แต่มันก็ทนไม่ได้ นะ ยิ่งได้ ฟ้งคุณทั้งสองพูดแล้ว ยิ่งอยากพัฒนาองค์กร สุ ให้ดี ขึ้น ตอนนี้สุอ่าน จนคนแผ่น ดินเดือด จบไปเล่ม หนึ่ง แล้ว นะ ก้สนุกดี และหวังว่า สักวันคงมีโอกาสแนะนำคุณ ให้รู้จักกับผู้ใหญ่ของสุ
ยินดีมากครับ คุณสุ
หาก “มันสมองสีเทาน้อยๆ” ของพวกผมจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ
พวกผมก็สู้เต็มที่
ยิ่งทราบว่าองค์กรของคุณสุ มีความต้องการจะพัฒนาปรับปรุงตนเอง มีผู้บริหารเปี่ยมวิสัยทัศน์สร้างสรรค์ กล้าคิด กล้าทำ
ผมต้องระดมสรรพกำลังเพื่อไม่ให้ผิดหวังต่อความตั้งใจของคุณสุ
ขอบคุณอีกครั้งครับ
ดีใจจริงๆ ถ้ายังไง ไปสัมภาษณ์ ท่านประธานสหกรณ์การเกษตรปากเกร็ด นายเทียม เพชรจั่น เพื่อทำความรู้จักสนิทสนมกัน ก่อนจะดี กว่ามั๊ยค่ะ และสุ จะนัดให้ หลังจากนั้น จะมีการกำหนด การวางแผนการสัมมนา ทุกปี ปีละ 2 ถึง 3 ครั้ง สำหรับแผนกลยุทธ์ ขององค์กร ทุกปี ส่วนปีนี้ วิสัย ทัศน์ ขององค์กร คือ พัฒนาคน พัฒนางาน พัฒนาองค์กร อย่างมีประสิทธิภาพ โทรติดต่อท่านประธาน โดยตรงเลยก็ได้ ที่เบอร์ ที่ออฟฟิต 02-5837638 ท่านเปิดกว้างเสมอ มีสถาบันมาสัมภาษณ์ ท่านเยอะ มาก แต่เพื่อที่จะเอาข้อมูลจากท่านไปทำวิทยานิพนธ์ เท่านั้น เอง หรือเพื่อให้ตัวเองมีผลงาน เท่านั้น แต่ที่จะมาวิเคราะห์ หรือนำเสนอแนวทางความคิดใหม่ ไม่ติดกับความเคยชิน นั้นไม่มีเลย จนบางครั้งท่านรู้สึกท้อ ถ้าได้คุณทั้งสองช่วยให้ท่านมีกำลังใจ จะดีมากๆ เลย ถึงจะเก่งแค่ไหนแต่ก็ต้องมีแรงสนับสนุนและกำลังใจที่ดี ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ