บทเรียนจาก “รัฐประหาร 19 กันยายน”
September 29, 2007
โดย สุรศักดิ์ ธรรมโม : Siam Intelligence Unit
เดือนนี้เป็นเดือนแห่งการครบรอบ 1 ปีแห่งการทำรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 รัฐประหารดังกล่าวได้ส่งผลสะเทือนไปยังโครงสร้างทางสังคม การเมืองไทย อย่างลึกซึ้ง และผลดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นลบหรือบวกจะยิ่งเห็นผลชัดเจนในระยะยาวมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ รัฐประหารดังกล่าวยังสร้างความแปลกใจแก่ผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศ รวมทั้งนักลงทุนต่างประเทศในประเทศไทย
รัฐประหารยังได้สร้างบทเรียนหลายบทเรียนที่น่าสนใจ ดังจะอภิปรายในด้านล่างนี้
1) ถ้ากลไกการตรวจสอบทั้งจากภาครัฐ ภาคการเมือง ภาคประชาชน ทำหน้าที่ตามที่ควรจะเป็นจะลดโอกาสการเกิดรัฐประหาร เช่นองค์กรจากภาครัฐ อาทิ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ฯลฯ ทำหน้าที่ตรวจสอบบุคคลในภาคการเมืองโดยไม่ถูกขัดขวางและแทรกแซงจากพรรคการเมืองโดยเฉพาะพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาล องค์กรจากภาคการเมือง เช่นพรรคฝ่ายค้านได้ทำหน้าที่เช่นอภิปรายทั่วไปและสามารถอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาผู้แทนราษฎร การตรวจสอบของวุฒิสภา และภาคประชาชนโดยการทำหน้าที่ของสื่อสารมวลชนโดยเฉพาะโทรทัศน์ที่เป็นอิสระและพ้นไปจากการแทรกแซงของภาคการเมือง ถ้าทั้งสามภาคส่วนไม่ถูกแทรกแซงจากพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลจะลดโอกาสการเกิดรัฐประหารและป้องกันการทุจริตของพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลซึ่งสั่งสมเรื่องอื้อฉาวจนมาเป็น “ทุนความชอบธรรม” ของคณะทหารในการแทรกแซงการเมืองไทยด้วยการทำรัฐประหาร
2) รัฐประหารไม่ได้แก้ไขความขัดแย้งของคนในชาติ เพราะกลไกดังกล่าวไม่มีความชอบธรรมเพียงพอ และสุ่มเสี่ยงที่ความแตกแยกของคนในชาติจะดำเนินต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ารัฐบาลสมัยหน้าไม่สามารถบริหารเศรษฐกิจประเทศให้มีอัตราการเจริญเติบโตในระดับสูงและนำส่วนเกินทางเศรษฐกิจในภาคเมืองส่งไปให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ นอกจากนี้ รัฐประหารไม่เป็นที่ยอมรับในต่างประเทศ รวมทั้งกลไกการใช้อำนาจของรัฐบาลรักษาการณ์หลังรัฐประหารยังไม่ได้รับการตรวจสอบ
3) รัฐประหารทำให้เศรษฐกิจไทยชะงักและถอยหลังไปหลายปี ที่สำคัญคือการสูญเสียโอกาสในการวางรากฐานการปรับปรุงประสิทธิภาพเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็งในช่วงที่เศรษฐกิจโลกขยายตัวในระดับสูงอย่างต่อเนื่องมาหลายปี ( IMF ประเมินว่าในปี 2548 2549 และ 2550 เศรษฐกิจโลกขยายตัวที่ร้อยละ 4.9 ร้อยละ 5.1 และร้อยละ 4.9 ตามลำดับ) ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญความเสี่ยงในปีหน้า นอกเหนือจากปัญหาค่าเงินบาทที่มีทิศทางแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ก็คือปัญหาวิกฤติหนี้อสังหาริมทรัพย์สำหรับผู้ที่มีความน่าเชื่อถือต่ำในสหรัฐฯ (Subprime) ซึ่งมีแนวโน้มที่ปัญหาจะขยายตัวจนส่งผลลบต่อการส่งออกของประเทศไทย ที่สำคัญ การทำรัฐประหารได้เพิ่มต้นทุนความเสี่ยงของประเทศไทยในสายตานานาชาติให้สูงขึ้นไปอีกหลังจากที่ประเทศไทยว่างเว้นจากรัฐประหารมากว่า 15 ปี
ต่อจากนี้ไป ภาคต่างประเทศและหน่วยงานจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ (Credit Rating Agency) จะจัดความเสี่ยงดังกล่าวเป็นความเสี่ยงเฉพาะประเทศไทย (Country Risk) และจะส่งผลต่อต้นทุนการระดมเงินทุนของประเทศไทยจากตลาดการเงินระหว่างประเทศในอนาคต และต้นทุนการประกอบธุรกิจของต่างชาติในประเทศไทยที่ต้องบวกความเสี่ยงดังกล่าวในการประกอบธุรกิจในประเทศไทย และที่สุดต้นทุนดังกล่าวจะส่งต่อไปยังทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจไทยทำให้เศรษฐกิจไทยมีต้นทุนเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็นและสวัสดิการสังคมของประเทศไทยจำต้องปรับลดจากต้นทุนประเภทดังกล่าว
4) รูปแบบการบริหารจัดการประเทศที่ล้มเหลวของคณะรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร รูปแบบของรัฐบาลที่ผู้นำมาจากทหาร และคณะรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลที่มีภูมิหลังจากภาควิชาการ ระบบราชการโดยเฉพาะในหน่วยงานบริหารนโยบายเศรษฐกิจ หรือ เทคโนแครต พิสูจน์แล้วว่ารูปแบบดังกล่าวล้มเหลวในการบริหารจัดการเศรษฐกิจประเทศ อันที่จริง ระบบดังกล่าวได้พังครืนลงไปในปี 2540 การนำมาใช้ใหม่ในรอบเกือบปีที่ผ่านมา ยิ่งยืนยันชัดเจน ว่าระบบดังกล่าวไม่เหมาะสมกับประเทศไทยในยุคปัจจุบัน
5) มรดกจากคณะรัฐประหารทำให้ประเทศไทยอ่อนแอในอนาคต รัฐธรรมนูญ 2550 ถูกออกแบบให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอ่อนแอ ไร้เสถียรภาพและเน้นบทบาทของระบบราชการ ซึ่งจากประสบการณ์เชิงประจักษ์ที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าระบบที่มีข้าราชการเป็นแกนนำในการบริหารประเทศไม่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของประเทศไทยและโลกในยุคปัจจุบัน
6) รัฐประหารจะส่งผลให้ภาคการเมืองและภาคสังคมในอนาคตจะคุมกองทัพในระดับที่เข้มงวดกว่าเดิม แม้ว่ารัฐประหาร 19 กันยายน จะถูกนับว่าเป็นความสำเร็จของกองทัพในสายตาของผู้นำคณะรัฐประหารในแง่ของการรื้อฟื้นเกียรติภูมิของกองทัพที่หายไปตั้งแต่ พฤษภาคม 2535 แต่ในระยะยาว เมื่อภาคการเมืองกลับมาเข้มแข็ง ภาคการเมืองและภาคประชาชนจะเข้ามาตรวจสอบและควบคุมกองทัพในระดับที่สูงยิ่ง ซึ่งเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยที่ กองทัพจะต้องอยู่ภายใต้อำนาจการบัญชาการของรัฐบาล กองทัพไม่ใช่องค์กรอิสระตามจินตนาการของผู้นำกองทัพและผู้สนับสนุนกองทัพ
บทเรียนจากรัฐประหาร 19 กันยายน ควรได้รับการประเมินจากภาคส่วนของสังคมทั้งในแง่ต้นทุน-ผลได้ จากรัฐประหาร โดยใช้วิธีวิทยาในการประเมินจากสาขาเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ และนิติศาสตร์ หรือประเมินในแง่ของสหสาขาที่กล่าวมาในข้างต้น เพื่อท้ายที่สุดจะได้เป็นบทเรียนให้สังคมไทย ก้าวเดินไปข้างหน้าโดยไม่ต้องหวนกลับมาใช้เครื่องมือแก้ปัญหาที่ล้าสมัยเช่นรัฐประหาร ซึ่งไม่เพียงพิสูจน์แล้วว่าล้มเหลว ทว่า ในระยะกลางและระยะยาวต้นทุนจากรัฐประหารไม่เพียงจะสูงกว่าผลได้จากการทำรัฐประหารเท่านั้น หากแต่ต้นทุนดังกล่าวจะสุ่มเสี่ยงที่ทำให้สังคมไทยตกอยู่ในหล่มปลักอีกหลายปี
Comments
5 Responses to “บทเรียนจาก “รัฐประหาร 19 กันยายน””
Got something to say?




ผมคิดว่า ประเทศไทยอาจต้องการ การปฏิรูปตั้งแต่ฐานความคิด ฐานความรู้ รากฐานโครงสร้างทางเศรษฐกิจการเมืองและสังคม จนถึงแก่นกันเลยทีเดียว สาเหตุจากการที่เราผ่านช่วงที่รุ่งโรจน์และผ่านจุดตกต่ำโดยไม่ได้ทำการเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงจุดอ่อนที่เรามี และยังเพิ่มปัญหาให้เกิดความซับซ้อนลงไปอีก ทำให้ ปัญหาทุกวันนี้ที่เกิดขึ้นยากที่จะแก้ไขได้ภายใน10ปี
วิกฤตทางการเมืองในระยะ 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้เราอาจต้องกลับมานั่งดูประเทศเราหันหน้าไปทางไหนระหว่าง ประเทศพม่า กับประเทศเวียดนาม ซึ่งจะเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดในปีหน้า ว่าเราจะไปทิศทางไหนกันแน่
แต่ถ้าดูกันตามตรงแล้วจะเห็นว่า สถานการณืแวดล้อมทางการเมืองและปัจจัยทางเศรษฐกิจอาจจะเป็นตัวเร่งให้เราต้องรีบปฏิรูป แต่ผมยังคิดว่านักการเมืองและข้าราชการคงไม่ใช่ผู้นำทางการเปลี่ยนแปลง แต่น่าจะเป้นชนชั้นกลาง ที่มีความรู้ และ นายทุนหัวก้าวหน้าที่ไม่ได้เกิดมาจากการผูกขาด เป็นผู้ริเริ่ม เพราะถ้ายังช้าในการปฏิรูป เรายังไม่สร้างแรงจูงใจ พลังการปฏิรูปลึกถึงระดับวิญญาณแล้วละก็
สงสัยว่าอีกไม่นาน เราต้องมาคอยมองคนอื่นแซงเราไปเรื่อยๆ
ความล้มเหลวของรัฐบาลชุดนี้ หากมองว่าเป็นอุปสรรคก็อาจเรียกว่าใช่ แต่คงไม่ใช่ทั้ง100 เปอร์เซ็นต์หนัก(ในความคิดของกระผม) แต่อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงหรือแม้กระทั้งอาจเป็นโอกาสให้กับใครบ้างคน อาจเป็นจุดเปลี่ยนแปลงให้บริษัทที่รับจ้างผลิตสินค้าให้กับต่างชาติ จะต้องหันมาผลิตสินค้าในตราของตัวเองซึ่งแน่นอนว่าจะมีเรื่องต้นทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนจากเรื่องการสร้างตราสินค้าที่เกิด ต้นทุนทางการตลาดที่ต้องทำตลาดภายในประเทศ แต่นั้นก็เป็นทางออกที่ดี หากวันหนึ่งต่างชาติไม่ได้จ้างผลิต เห็นได้จากบริษัทพรานทะเล ที่มีทั้งในเรื่องการส่งที่เป็นส่งออก รับจ้างทำสินค้าให้กับต่างประเทศ และก็ไม่ลืมที่จะทำตลาดภายในประเทศไปด้วย เมื่อใดที่ท้องฟ้าต่างประเทศปิด พรานทะเลก็ยังมีท้องฟ้าที่เมื่องไทยรองรับ จากวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดอาจทำให้เกิดบริษัทแบบพรานทะเลขึ้นมาก็ได้ และที่สำคัญอาจเป็นกำลังที่สำคัญในการที่จะออกไปสู่รบกับต่างชาติในวันข้าง ดังนั้น “เมื่อท้องฟ้ปิดจงเตรียมพร้อม เพราะหากเมื่อใดที่ท้องฟ้าเปิด จะได้มีกำลังในการแข่งขั้น”
การทำรัฐประหารแต่ละครั้ง ถ้าอ้างอิงทฤษฎีเกมส์แห่งอำนาจ ซึ่งประกอบไปด้วย
ก. มีผู้แข่งขัน ตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไป
ข. ต่างฝ่าย ต่างพยายามอ่านกลยุทย์ฝ่ายตรงข้ามให้แตก
ค. การแข่งขันมีกติกา
ง. หากฝายใดละเมิดกติกา จะมีกรรมการเป็นผู้ตัดสิน
รัฐประหาร จึงน่าจะเป็นการล้มกระดาน ให้ตนมีโอกาสเป็นผู้กำหนดกติกาขึ้นใหม่ การอ้างเหตุผลพฤติกรรมนานาประการของรัฐบาลเก่า ก็เพื่อให้การกระทำของคณะรัฐประหารมีความชอบธรรม (Legitimacy) ในสายตาของประชาชน
หลักประชาธิปไตยประกอบด้วย อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน เสรีภาพ เสมอภาค การยอมรับเสียงข้างมาก และนิติรัฐ
องค์ประกอบสุดท้ายที่เรียกนิติรัฐ อุปมาอุปไมหมายถึง ปวงชนทุกคนรวมถึงรัฐาธิปัตย์ ต้องอยู่ภายใต้ร่มเงากฎหมาย หรืออยู่ภายใต้หลังคาเดียวกัน แม้แต่สถาบันกษัตริย์ วันดีคืนดี ทหารลากอาวุธหนัก และขับรถถังขึ้นไปทำการรื้อหลังคาทิ้ง โดยอ้างว่า ทหารได้มองเห็นน้ำฝนกำลังรั่วจากหลังคาที่ติดตั้งไว้ไม่สมบูรณ์ หากปล่อยทิ้งไว้ หลังคาที่รั่วอาจพังทลายลงมาทั้งแผง ก่อความเสียหายแก่ปวงชนภายใต้ร่มเงามากกว่านี้
ทั้ง ๆ ที่ สถานการณ์การเมืองที่ถูกบ่มเพาะโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กำลังสุกงอม เพียงพอที่กำลังจะมีการซ่อมแซมหลังคาได้ตามกติกาเดิม ก็ตาม แต่รัฐประหารก็ยังคงเกิดขึ้นจนได้
การกำหนดกติกาขึ้นใหม่ในแต่ละครั้ง ทำให้นึกถึงคำกล่าวของใครคนหนึ่งที่ว่า ผู้ใดที่กำหนดกติกา ผู้นั้นย่อมเป็นผู้ชนะ
*****
วันที่ 07-07-50 พิธีกรได้อ้างคำกล่าวทำนองว่า การปฏิบัติที่ไร้ซึ่งทฤษฎี ถือเป็นความว่างเปล่า (Empty) และทฤษฎีที่ปราศจากข้อเท็จจริง (Fact) ถือเป็นความมืดบอด (Blind) ทำให้ผมนึกถึงคำกล่าวทางรัฐศาสตร์ที่ว่า คำพูดของนักรัฐศาสตร์ใดที่ปราศจากแนวคิดทฤษฎี คำพูดของนักรัฐศาสตร์นั้นมีค่าเพียงขยะกองหนึ่งเท่านั้น
เสนอแนะให้พิธีกรรายการเศรษฐศาสตร์ตลาดสด พิจารณาให้มีการถอดเสียงเป็นตัวหนังสือ เพื่อให้ผู้อ่านในเว็บไซต์นี้ สามารถนำไปใช้อ้างอิงเป็นการสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมได้กว้างไกลยิ่งขึ้น
i agree with Mr Bomb 99.9%
ข้อเสนอของคุณ Bomb น่าสนใจครับ และขอบคุณสำหรับคำแนะนำที่มีให้มาตลอด