ในชะตากรรมประเทศชาติมีชะตากรรมบุคคล
January 15, 2008
โดย “เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์” และ “สุรศักดิ์ ธรรมโม” : Siam Intelligence Unit
ขอขอบคุณทุกสายที่โทรมาให้กำลังใจ ทั้ง Message และข้อความจากญี่ปุ่น ทำให้พวกเรามีกำลังใจที่จะผลิตบทวิเคราะห์ที่กระชับและเป็นประโยชน์ แต่ปัจจุบันรูปแบบและเนื้อหากำลังอยู่ในระหว่างการวาง Platform โดยบทวิเคราะห์ของเราจะมุ่งเน้นไปที่ความเชื่อมโยงของ เศรษฐกิจใหม่ (New Economy) , ตลาดเงิน ตลาดทุน ( Capital Market) เศรษฐศาสตร์การเมือง (Political Economy) และ กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของอภิมหาบรรษัทระดับโลก (Great Corporate’ s Strategy ) เพื่อตอบคำถามว่า โลกในวันนี้เป็นเช่นไรและส่งผลกระทบอะไรต่อประเทศไทย สังคมไทย และธุรกิจไทยโดยเฉพาะ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่สำคัญในฐานะบุคคลเราจะมี ทางเลือกอย่างไร ทางเลือกที่ว่าเป็นไปได้ทั้งทางเลือกในการลงทุน ทางเลือกในการดื่มด่ำกับศิลปะปรัชญาชีวิต ความงามตามธรรมชาติ ความสงบ โดยอาจจะทำเป็น Website หรือจดหมายอีเลกทรอนิกส์ (E-Mail)
บุคคลที่มีทรัพย์สินมหาศาลและเข้าถึงความงาม การดื่มด่ำกับศิลปะธรรมชาติ คือ วอเรนต์ บัฟเฟตต์ ที่ตลอดชีวิตใช้ชีวิตสมถะและบริจาคทรัพย์สมบัติส่วนใหญ่ในนามของมูลนิธิคนอื่น !!! ไม่ใช่ในนามมูลนิธิชื่อตัวเองหรือแม้แต่ภรรยาตัวเอง กล่าวได้ว่าจะก้าวไปที่ตรงนั้นต้องละลายอัตตาของตนเอง ผมและคุณเจริญชัย เราสองคนหวังว่าเราจะละลายอัตตาของตนเองให้ได้เช่นกัน
เจริญชัย
ต้องขอบคุณผู้ฟังที่ให้โอกาสเรา หากต้องการทางเลือก เพื่อไม่ให้ตกอยู่ในชะตากรรมของประเทศ หมายความว่า คุณต้องมีความรู้ ที่สำคัญยุคนี้เป็นยุคแห่งโอกาส แต่โอกาสจะมาถึงผู้มีความสามารถเท่านั้น เราต้องฝึกฝนตนเองเพื่อสามารถใช้โอกาสที่ได้รับอย่างเต็มประสิทธิภาพ
เมื่อได้ฟังเรื่องราวของ Warren Buffet ซึ่งเป็นมหาบุรุษที่ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่งของโลก ผมจึงขอเสริมในประเด็นที่น่าสนใจ และกำลังเป็น Trend ในขณะนี้ บทบาทของอิสตรี ผู้หญิงยุคนี้มีบทบาทขึ้นมาก มีสหายที่รู้จักท่านหนึ่ง ได้อุทิศเวลาว่างในการสร้าง blog ซึ่งไม่ใช่ธรรมดา เธอตั้งใจมาก เธอไม่ได้ถือเป็นการงานอันน่าเบื่อหน่าย ที่หลายคนต้องทนทำกัน แต่เธอถือเป็นงานอดิเรก งานแห่งความรัก ตามนิยามของ Jobs เธอใช้ศัพท์ที่แสนสวยว่า labour of love ผลงานของเธอจึงแตกต่างจากผู้อื่น ซึ่งบางครั้ง ไม่ค่อยมีเนื้อหา มีแต่ความสวยงาม blog เธอครบถ้วนทั้งเนื้อหาที่แน่นเอียด และคุณภาพคับแก้ว มีความเป็นตัวของตัวเองอย่างเลอเลิศ อีกนิดเดียวจะถึงระดับ Originality
ผู้หญิงยุคใหม่เปลี่ยนไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องอยู่กับบ้าน ปิดตัวเองจากโลกภายนอก แต่สามารถแสวงหาความรู้ได้รอบโลก ทั้งในด้านประวัติศาสตร์ การเมือง วัฒนธรรม ภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์ด้านการฟูมฟักพลเมืองโลกในอนาคต ยังคงสำคัญ แต่เธอมีทางเลือกมากขึ้น ในการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ เธอมีอิสรภาพในการเปิดเผยความเป็นตัวตน สร้างศิลปะทางคำพูดและการประพันธ์ จนคนในสังคมอดปลาบปลื้มชื่นชมไม่ได้
ผมพยายามฝึก Zcn เพื่อทำลายอัตตา แต่ผมไม่ได้ทำลายอัตตา เพื่อผลทางศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่ทำเพื่อให้สามารถวิเคราะห์มองโลกได้อย่างเป็นจริง ปราศจากอคติ เพราะหากเรามีอัตตา เท่ากับเรายึดตัวเองเป็นหลัก แทนที่จะยึดความจริงของโลก และเมื่อเราทำอะไรฝืนความจริง เท่ากับเป็นการสร้างความผิดพลาด และพ่ายแพ้ในที่สุด
น่าแปลกใจที่ผมเกิดความรู้สึกว่า บุคคลที่เข้าถึงความเป็น Zen ท่านหนึ่ง คือ มหาเศรษฐีอันดับ 2 ของโลก
Warren Buffet ด้วยเหตุผลหลายประการ แต่อยากทิ้งให้ผู้อ่านทุกท่านไปขบคิดหาเหตุผลเป็นการบ้านชิ้นโต
ผมเคยพูดให้คุณสุรศักดิ์ฟังเสมอว่า บางคนเกิดมาพร้อมมันสมองอัจฉริยะ ด้วยเฉพาะพวกนักวิชาการที่ใช้ความคิดอย่างลุ่มลึกในงานเขียน แต่สุดท้ายไม่สมารถใช้ออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างผลงานถึงความเป็นเลิศ ไม่ใช่เพราะฉลาดน้อย แต่เพราะอัตตา ได้บดบังเขาให้ออกจากความจริง ความคิดเฉียบคมที่สร้างขึ้น จึงวนเวียนอยู่แต่ตรรกะในหัวของเขา โดยโดดลอยจากความจริงของโลก ความแหลมคมและงดงามของงานเขียน จึงกลายเป็นความงามเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถใช้ประโยชน์จริงได้
เราจะค่อยๆ นำเสนอวิธีการในการสร้างทางเลือกให้ชีวิตมาให้ผู้ฟังของเราประยุกต์ไปใช้
สุรศักดิ์
ปัญหา Subprime และ ปัญหาการเมือง อาจจะทำให้คนบางคนหดหู่ สิ้นหวัง
ในชะตากรรมประเทศชาติมีชะตากรรมบุคคล แต่นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ในประวัติศาสตร์ บรรพบุรุษเราเผชิญกับชะตากรรมประเทศชาติที่กระทบต่อชะตากรรมบุคคล อาทิ ชาวจีนที่หนีปัญหาความแร้นแค้นและสงครามกลางเมือง อันเกิดจากความขัดแย้งของผู้มีอำนาจ ชาวจีนอพยพมาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
คนไทยในช่วงสงครามเย็น ไปหาชีวิตที่ดีกว่าในต่างประเทศ เช่น สหรัฐ ยุโรป สวีเดน เยอรมัน ญี่ปุ่น รวมถึงแรงงานไทย พี่น้องอีสานร่วมชาติที่ไปขายแรงงานในตะวันออกกลาง อาหรับ อิสราเอล ไต้หวัน สิงคโปร์
ผมเองสักสิบปีที่ผ่านมา เผชิญกับชะตากรรมประเทศชาติในปี 2540 จนบ้านล้มละลาย ผมต้องออกมาทำงานช่วยครอบครัวและใช้หนี้แทน โดยสถานะจากติดลบมากๆกลับมาติดลบเล็กน้อยใกล้เคียงศูนย์ เรียกได้ว่าต้องสร้างเนื้อสร้างตัวใหม่ เรื่องแต่งงานหรือมีครอบครัว เป็นเรื่องไกลตัว ไม่กล้าฝัน
ในตอนนั้นนะครับ คุณเจริญชัย ผมแค้นใจนักการเมืองและธนาคารแห่งประเทศไทย ที่บริหารจัดการเศรษฐกิจจนประเทศชาติเราพังทลาย ผมสาบานว่าผมจะไม่ปล่อยให้ชีวิตผมถูกบงการโดยคนกลุ่มนี้อีก เพราะถึงที่สุด คนกลุ่มนี้ไม่ใช่คนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพี่น้องคนส่วนใหญ่ของชาติ
ในตอนนั้น ผมเชื่อว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมประเทศชาติได้ เราต้องรับสภาพ ต้องยอมจำนน หรือไม่ต้องหนีไปหาสังคมหรือประเทศที่ชะตากรรมไม่ถูกกำหนดโดยผู้มีอำนาจที่เห็นแก่ตัวและกระทำทุกอย่างเพื่อตนเอง
แต่ในปัจจุบัน ผมไม่ได้เชื่อเช่นนั้น แม้ว่าผมและคุณเจริญชัยเป็นคนธรรมดา แต่เราไม่เชื่อว่าพวกเราจะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ คนตัวเล็กๆอาจจะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมตนเอง ชะตากรรมสังคม หรือชะตากรรมโลกได้ ถ้ามีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าและวิถีที่ถูกต้อง ยกตัวอย่างเช่น วิถีแห่ง Open Source
ถึงที่สุด เราไปไหนจากประเทศไทยไม่ได้ เพราะเราเกิดที่นี่ เข้าถึงสุนทรียภาพทางความงามในภาษาไทยและสิ่งไทยได้ลึกซึ้งกว่าตะวันตก เพราะรากเง่าเราอยู่ที่นี่
เจริญชัย
ผมอยากจะเสริม ในเรื่องความร่วมมือของคนในชาติ โดยหยิบยกความร่วมมือที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในยุคนี้ คือ Social Open Source ขึ้นมาเป็นตัวอย่างที่สำคัญ แต่ผมจะไม่ยึดติดกับต้นแบบ คือ Open Source ทางคอมพิวเตอร์มากนัก เพราะไม่อยากซ้ำรอยความผิดพลาดของเศรษฐศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์ ที่พยายามเลียนแบบวิทยาศาสตร์มากเกินไป จนทำให้วิชาเหล่านี้เกิดปัญหาอย่างไม่น่าให้อภัย
เมื่อไม่นานมานี้ ผมเริ่มเข้าใจถึงพลังของ Open Souce หรือความร่วมมือทางความคิด เพื่อสังเคราะห์ภูมิปัญญา หากเราคิดเพียงง่ายๆ แค่นำคนมารวมกัน และพูดคุยแลกเปลี่ยน เท่ากับเรากำลังเผาพิณต้มกระเรียน และเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี ให้คนอื่นมองว่า การประชุมระดมความคิดเห็น เป็นเรื่องเสียเวลาเปล่า ความจริงแล้ว การระดมความเห็นต้องมี methodology ที่ถูกต้อง
สิ่งจำเป็นอันดับแรก ในการสร้าง Social Open Source คือ การรวบรวมกลุ่มคนที่มีความรู้ยิ่งยวด เพราะถ้าวัตถุดิบไม่มีคุณภาพแล้ว ย่อมไม่อาจสร้างผลงานที่มีคุณภาพ คนที่เลือกสรรมานอกจาก ต้องมีความรู้ชั้นเลิศแล้วยังต้องมีจิตใจที่เปิดกว้างด้วย เฉกเช่น ทีมฟุตบอลและวงออเคสตร้า (Orchestra) ที่ต้องเล่นอย่างสอดประสานกันจนเกิดพลังสร้างสรรค์อันน่าสะพรึงกลัว ดังนั้น ศิลปะในการประสานวง จึงมีความจำเป็น เพื่อทำให้ความคิดประสานกันอย่างถึงที่สุด จนสังเคราะห์ความรู้สุดยอด ในการใช้ต่อสู้เพื่อผลักดันสังคมไปสู่ความเจริญก้าวหน้า แต่ที่สำคัญ การประสานนั้นจะต้องนำมาซึ่งความรู้สึกที่ดี จึงจะเกิดความร่วมมืออย่างจริงใจ และนำไปสู่พลังผลักดันที่แหลมคมในการแก้ปัญหาของชาติได้
ศิลปะในการประสานวง ซึ่งอาจใช้ในการประชุมหรือพูดคุยกันคนทั่วไป ให้เกิดรสชาติที่งดงามเกินบรรยายนั้น บางครั้งคุณต้องใจนิ่ง เปิดโอกาสให้วงเลื่อนไหล อย่ายึดความจริงมากเกินไป เพราะการที่คุณไปขัดแย้งเขา อาจทำให้ความคิดดีๆของเขาสะดุดลง แต่ถ้าปล่อยให้เขาพูดมากเกินไปโดยไม่ขัดแย้ง อาจได้ความคิดที่ไม่เฉียบคมพอ ดังนั้น การขัดแย้ง ต้องทำในจังหวะพอดี ผมใช้คำว่า “อย่าขวางกระแส” ซึ่งหากเราทำได้ดี วงสนทนาจะมีพลังเข้มข้น แม้คนในวงจะไม่เก่งมากนัก แต่เนื่องจากพลังของวงที่สอดประสานส่งเสริมซึ่งกันและกัน ย่อมสร้างสรรค์ความคิดดีๆมากมาย จากประสบการณ์ส่วนตัว ตอนแรกผมไม่ชอบวิธีการแบบนี้ โดยเฉพาะเมื่อมองเห็นอย่างชัดแจ้งว่า ถ้าผมขัดแย้งพวกเขาในตอนนั้น และใส่ความคิดผมลงไปช่วยเสริม ย่อมสร้างความคิดที่ดีกว่าขึ้นมา และสามารถนำมาพูดคุยต่อไป จนทำให้เป็นทางลัด เสียเวลาในการพูดคุยลดลง แต่จากความเจนจัดพบว่า สิ่งที่คิดว่ามีประสิทธิภาพ กลับขาดประสิทธิภาพ ทางออกที่ดีที่สุด คือ รออย่างเลื่อนไหลให้ถึงจังหวะที่เหมาะสมแล้วเราค่อยแทรกเข้าไปอย่างมีศิลปะ ซึ่งจะกลายเป็นจุดที่พอดีถึงขีดสุด ความรู้ที่ได้จากวิธีนี้ จะเป็นความรู้ที่มีคุณภาพเปี่ยมล้น นอกจากนี้ เรายังได้สัมผัสบรรยากาศของวงสนทนาที่มีรสชาติ แสนสุขสนุกสนาน ความงดงามเกิดขึ้นในทุกย่างก้าวแห่งการสนทนา จนทุกคนเกิดความสัมพันธ์ที่ซาบซึ้งอย่างคาดไม่ถึง อาจนำไปสู่ความร่วมแรงร่วมใจ จนสามารถผลักดันประเด็นทางสังคมจนสำเร็จลุล่วง
หากยืมศัพท์ ดร.สุวินัย ที่เขียนในเรื่อง “ภูมิปัญญามูซาชิ” ในบทที่ว่าด้วยการเดินหมากล้อมนั้น เราต้องพูดว่า “ไม่เดินหมากที่อ่อนหรือหนักเกินไป” จึงสามารถเข้าถึงศิลปะในการประสานวงที่วางมือพอดีอย่างถึงที่สุด ก่อเกิดพลังผนีกพลังลมปราณที่น่าตระหนก
สุรศักดิ์
ดังตัวอย่างปัญหาโลกร้อน พิธีสารเกียวโต เพื่อลดก๊าซที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก ไม่ได้เกิดจากนักการเมืองมาร่วมผลักดันอย่างจริงจัง แต่เกิดจากความร่วมมือกันของคนธรรมดาตัวเล็กจำนวนมาก ซึ่งได้ใช้พลัง Open Source ร่วมกันผลักดันวาระของโลกจนเป็นผลสำเร็จ
ดังนั้น ทำไมพวกเราจะสร้างความร่วมมือเพื่อพัฒนาสยามประเทศให้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรบ้างไม่ได้
ประสบการณ์ของผมและเจริญชัย ที่ไปร่วมสัมมนากับวงๆหนึ่ง ได้รับแรงบันดาลใจ จนค้นพบว่า ความร่วมมือของคนธรรมดา ทำอะไรได้มากมายกว่าที่ประเมินไว้
เจริญชัย
ในทางปฏิบัติผมได้นำ “ศิลปะการประสานวง” ไปทดลองใช้จริง พบว่าได้ผลเกินคาด สามารถประสานคนที่แตกต่างให้ร่วมมือกันสังเคราะห์ความรู้ ผมสามารถทำหน้าที่เป็นพิธีกรอย่างไม่เป็นทางการในการเปิดโอกาสให้คนส่วนน้อยได้พูดคุยส่งเสียง ถักร้อยประสานถ้อยคำ เพื่อให้แต่ละฝ่ายมีจุดเชื่อมต่อ ความขัดแย้งจึงลดลง แต่ประสานเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่ยิ่งใหญ่ ประสบการณ์สอนให้รู้ว่า ความขัดแย้งแตกต่างทางความคิดเป็นเรื่องดี แต่ต้องขัดแย้งอย่างมีศิลปะ หลายครั้งความขัดแย้งเกิดจากการสื่อสารที่ผิดพลาด การนิยามศัพท์ ให้ความหมายที่ไม่ตรงกัน ผู้ประสานวงต้องเข้าไปช่วยในส่วนนี้
ผมเคยมีความเชื่อว่า การคิดคนเดียว ทำคนเดียวมีประสิทธิภาพมากที่สุด ดังนั้น การแยกกันทำงานจะได้ผลลัพธ์ 1+1 = 2 ขณะที่ร่วมมือกัน อาจได้ผลลัพธ์เป็น 0.5 เพราะเกิดความขัดแย้ง แต่นั่นเพราะผู้ปฏิบัติงานไม่มีศิลปะ ในอดีตผมกับคุณสุรศักดิ์ร่วมมือกันคิด ร่วมมือกันทำ ผลที่ได้ออกมาน่าประทับใจ 1+1= 3 ผมพึงพอใจอย่างยิ่ง ไม่ได้คิดอะไรไกลไปกว่านี้ ผมยังไม่กล้าประยุกต์ใช้กับคนอื่น เพราะกลัวเป็นเหมือนเดิม คือ 1+1+1 = 0.5 แต่เมื่อมาเจอกลุ่มพิเศษ ซึ่งนำโดยคุณกานต์ ยืนยง ได้สร้างวงประสานที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมา ผมพบว่า 1+1+1+1+1+1+1+1 แทนที่จะเป็น 8 หากแยกกันทำ จะผสานจนกลายเป็น 50 ได้ อย่างไม่ยากเย็นเลย หากมีศิลปะประสานวงที่ถูกต้องลงตัว
เมื่อ 2-3 วันที่แล้ว ผมได้พูดคุยกับรุ่นน้องในหลายประเด็น ทั้งเรื่องจุดอ่อนของประเทศเรา และการสร้างหนทางที่มีประสิทธิภาพในการนำพาประเทศชาติข้ามพ้นจากหล่มปัก ผมพบว่ามีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ คนไทยไม่แยกเรื่องส่วนตัวจากเรื่องงาน จึงทำให้ประเทศเราไม่สามารถพัฒนาผลงานระดับโลกได้
The Bealtes , The Eagles เป็นตัวอย่างอันดี ในช่วงท้ายของความสัมพันธ์แบบวงดนตรี ก่อนที่จะแยกกันเดินตามเส้นทางของแต่ละคน สมาชิกในวงมีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง จนถึงขั้นไม่อยากมองหน้ากัน ไม่ยอมอยู่ร่วมฟ้าเดียวกัน แต่เพื่อทำงานให้สำเร็จลุล่วง พวกเขาจึงต้องกลับมาร่วมงานกัน บางคนวิเคราะห์ในแง่ร้ายว่า พวกเขาฝืนใจทำเช่นนี้เพราะความเห็นแก่เงิน แต่เราอย่าลืมว่า ผลงานที่ได้รับยังคงมีคุณภาพชั้นครู การกระทำเช่นนี้จึงยังดีกว่า การปล่อยให้ความรักชอบส่วนตัวมาบดบังการทำงานร่วมมือกันเพื่อสร้างสรรค์ จนทำให้ชาวโลกต้องขาดผลงานที่ดีเลิศไป
ยิ่งพูดคุย ผมยิ่งเกิดความรู้สึกลึกล้ำสุดหยั่งคาด มองเห็นความลับที่ผมดูเหมือนจะมองเห็นหลายครั้งก่อนหน้านี้ แต่กลับพลาดไปอย่างน่าเสียดาย มาบัดนี้ทุกอย่างกระจ่างชัดจนผมต้องรีบจดไว้
“ผลงานดี ไม่เคยสิ้นสุดในตัวเอง แต่มีผลกระทบยาวไกล” เพราะของดีนั้นย่อมดึงดูดให้ผู้คนสนใจซื้อหา สนใจเรียนรู้ ทำให้เกิดการเลียนแบบและพัฒนาต่อยอด ที่สำคัญ เป็นแหล่งแรงบันดาลใจ ให้กับชนรุ่นหลัง ซึ่งไม่ยอมหยุดอยู่แค่ระดับเดิม แต่ต้องยกระดับให้ทัดเทียมหรือเหนือกว่าความเป็นเลิศของสิ่งที่ตนได้สัมผัสมา ดังนั้น ความสำเร็จของคนหนึ่ง จึงเป็นแรงบันดาลใจให้คนอีกหลายร้อยคน บุกบั่นฝ่าตะลุยอุปสรรคทั้งมวล เพื่อบรรลุมาตรฐานเดียวกัน
การประเมินผลงานชั้นเลิศ จึงไม่อาจคิดแบบเส้นตรงว่ามีค่าสิ้นสุดลงในตัวเอง เท่ากับผลงานธรรมดา 10 ชิ้นบวกกัน แต่เราต้อง Revalue ให้ถูกต้องว่า มันมี effect ยาวไกล เรียกว่า The Best aggregate the goods กลายเป็น Series of The Best ดังนั้น ของดีจึงอาจส่งผลสะท้อนจนมีค่าเท่ากับ ของธรรมดา 100 ชิ้นบวกกัน ขณะที่อาจลงแรงเพียง 5 เท่าของการผลิตของธรรมดา 1 ชิ้น เท่านั้น
หาก Beatles และ Eagles ไม่ละเลยความรักชังส่วนตัว เพราะเห็นแก่เงินแล้ว อาจไม่มีผลงานดีๆ เพิ่มขึ้นมาอีกหลายชิ้น จนเป็นแบบอย่างให้ชนรุ่นหลังได้ซาบซึ้งดื่มด่ำ เป็นแรงบันดาลใจให้รุ่นน้องเจริญรอยตาม ผลิตงานชั้นเลิศไม่แพ้กันขึ้นมา อย่างเช่น Oasis และวงอื่นๆ ได้พิสูจน์ให้เห็นถึง “แรงบันดาลใจและผลสะท้อนยาวไกลจากสินค้าชั้นเลิศ”
ดังนั้น Steve Jobs จึงคมคายอยู่เสมอ ที่เน้นให้มนุษย์เรา ทุ่มเททำแต่งานที่รัก ไม่ว่ามันจะมีต้นทุนมากมายเพียงใด เพราะแม้จะมีต้นทุนเพิ่มสูงกว่าการผลิตของธรรมดาถึง 5 เท่า แต่ผลที่ได้จะเป็น 10 เท่า และส่งผลสะท้อนยาวไกลอีก 9 เท่า รวมเป็น 100 เท่าพอดี ซึ่งทำให้สังคมได้กำไรถึง 20 เท่า
พวกเราสองคนอาจเป็นผลผลิต หรือ Series หนึ่งของ Jobs นั่นเอง
สุรศักดิ์
ไม่ว่าเป็นอย่างไร พวกเราจะ “ไม่ยอมจำนน” เฮมิงเวย์ บอกไว้ว่า“But man is not made for defeat. A man can be destroyed but not defeated.”
ประวัติศาสตร์อารยธรรมของมนุษย์ชาติ คือการต่อสู้ ต่อสู้กับธรรมชาติและอำนาจฝ่ายต่ำในจิตใจ สะท้อนจากพัฒนาการของวิทยาการ ปรัชญา หลักคิด แนวปฏิบัติทางศาสนา และวันพรุ่งนี้ วันต่อๆไป มนุษย์ชาติยังคงต่อสู้ต่อไป
สุดท้ายบทสนทนาของเราวันนี้ขออุทิศให้กับพี่ใหญ่ท่านหนึ่งของเราที่จะอพยพจากกรุงเทพฯ ไปพำนักที่เชียงใหม่
หวังว่า พวกเราจะมีโอกาสขึ้นไปเยี่ยมและแลกเปลี่ยนบทสนทนากับพี่สมศักดิ์ เกียรติชวนชัย
ที่เสี้ยวส่วนใหญ่ของชีวิตได้รับผลสะเทือนจากชะตากรรมของประเทศชาติ
เจริญชัย
ผมกับคุณสุรศักดิ์ รู้สึกอาลัยอาวรณ์มาก แต่เมื่อนึกถึงเรื่อง “จอมคนแผ่นดินเดือด” ตอนที่เอี้ยนเฟย ตู้เฟิ่งซัน ต้องอำลากับหลิวอวี้ โดยเอี้ยนเฟยกล่าวประมาณว่า “คงไม่มีวันได้พบกันอีก” ผมงงว่า ทำไมจึงต้องตัดรอนขนาดนั้น หวงอี้ไม่เคยเขียนนิยายให้เศร้าขนาดนี้ แต่คิดคำนวณไปมา กลับพบว่า นี่อาจเป็นปริศนา Zen ซึ่งมีความหมายลึกซึ้ง
“สักวันหนึ่งคนเราต้องแยกจาก เราไม่ควรยึดติดร่ำไห้มากนัก ยิ่งในยุคแผ่นดินเดือด เราต้องอดทนเข็มแข้ง จึงสามารถตอบแทนความคาดหวังของอีกฝ่ายและอาณาประชาราษฏร์ได้ หากมัวแต่เศร้าเสียใจ เจ็บปวดกับการสูญเสีย ซึ่งเกิดขึ้นทุกวันในยุคอันมืดมน เราย่อมไม่อาจมีพลังแรงใจในการต่อสู้เพื่อคืนวันที่ดีกว่าได้”
เมื่อคิดได้ดังนี้ ผมจึงค่อยสบายใจขึ้น และตระหนักในภารกิจของตนเองกว่าเดิมว่า เราต้องทำหน้าที่เพื่อประเทศให้ดีที่สุด อย่าให้ พี่ซ่งศักดิ์ฟง หรือพี่สมศักดิ์ของพวกเราผิดหวัง
ซ่งเป่ยฟงจากไปยังแดนหลิงหนันทางตอนใต้ของจีน หรือทางตอนเหนือของประเทศไทย พี่สมศักดิ์จากไปยังเชียงใหม่ ซึ่งคล้ายกันโดยบังเอิญ ที่สำคัญ พวกเรายังมีโอกาสไปเยี่ยมเยียนท่านเสมอ เหมือนกับที่เอี้ยนเฟยจะกลับมาเยี่ยมหลิวอวี้ที่เมืองเปียนฮวนอีก 3 ปีถัดมา อย่างไรก็แล้วแต่ พวกเราสัญญาว่า จะไม่ทำให้พี่สมศักดิ์ผิดหวังครับ
Comments
7 Responses to “ในชะตากรรมประเทศชาติมีชะตากรรมบุคคล”
Got something to say?




พูดยากเหมือนกันนะ เรื่องชะตากรรมเนียะ บางครั้งรู้ทั้งรู้ ก็ยังฝืนไม่ได้ ตรรกะ กับชะตากรรม ก็ไม่ต่างอะไรกันหรอก นะค่ะ ทำอะไรก้ได้ที่หัวใจเราปรารถนา และมีความสุขกับมันอย่างเต็มเปี่ยม และล้นออกมานอกใจ เมื่อนั้นแหละ เราจะเกิดความรู้สึก ที่อยากจะหยิบยื่นความสุขที่เรามีอยู่ให้คนอื่นได้รับบ้าง และเมื่อถึงจุดนั้น ก้อคือความร่วมมือ ร่วมใจกัน การแบ่งปัน เรียบ ๆ ง่าย ๆ ไม่มีอะไร
ขอบคุณ คุณสุวรรณี ที่เข้ามาเยี่ยมชมพวกเราสม่ำเสมอครับ
“…ทำอะไรก้ได้ที่หัวใจเราปรารถนา และมีความสุขกับมันอย่างเต็มเปี่ยม และล้นออกมานอกใจ เมื่อนั้นแหละ เราจะเกิดความรู้สึก ที่อยากจะหยิบยื่นความสุขที่เรามีอยู่ให้คนอื่นได้รับบ้าง และเมื่อถึงจุดนั้น ก้อคือความร่วมมือ ร่วมใจกัน การแบ่งปัน เรียบ ๆ ง่าย ๆ ไม่มีอะไร”
ผมชอบความคิดแบบนี้จัง
แต่ตอนหลัง ศึกษามากขึ้น ค้นพบว่า เรื่องของชะตากรรมนั้น อาจมีวิธีการหลีกเลี่ยงหรือทำให้ดีขึ้นได้ ได้บางส่วนยังดีกว่าไม่ได้ พยายามดีกว่าไม่ทำอะไรเลย
หนังสือเล่มหนึ่งที่ยอดเยี่ยมน่าสนใจ คือ “เกิดเพราะกรรมหรือความซวย”
เขียนโดย ทันตแพทย์สม สุจีรา
ท่านอธิบายเรื่องกรรมในมุมมองที่น่าสนใจมาก อยากแนะนำให้แฟนรายการไปอ่านดูนะครับ แล้วพบอาจนำมาพูดถึงในรายการ เมื่อโอกาสอำนวย
แนวคิดของท่านมีส่วนคล้าย “หยวนซิวเจิน” ในเรื่อง “ศึกรักแดนสนธยา” ของหวงอี้ คือ กรรม ไม่อาจควบคุมเราได้ทั้งหมด เพียงแต่บงการควบคุมเราผ่านความคิดของเราเท่านั้น ซึ่งผมกำลังอ่านเล่ม 3 อยู่ ยังไม่จบสมบูรณ์(มีทั้งหมด 4 เล่ม) เลยยังไม่รู้ว่า สุดท้ายหวงอี้จะมีมุมมองเรื่องกรรมในภาพรวมอย่างไร ยังไม่กล้าวิจารณ์ แต่เท่าที่เห็นบางส่วนก็คล้ายกับ “ทันตแพทย์สม”
ผมจะติดต่อคุณสุวรรณีกลับไปเพื่อมอบหนังสือให้นะครับ
ขอบคุณอีกครั้ง ที่ช่วยแสดงความคิดเห็น สนับสนุนรายการของเรา
ชอบมาก ที่ถอดเสียงสนทนามาลงอย่างนี้ เป็นการทำให้คลื่นเสียงสิ่งที่ลอยเคว้งคว้าง ให้ผู้คนสามารถจับต้องสัมผัสได้ ให้ผู้อ่านสามารถพิจารณานำเนื้อหาบางส่วนในบทความนี้ ไปใช้อ้างอิงเป็นการเผยแพร่ความรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์ ที่มาจากการประมวลผลองค์ความรู้ของคนรุ่นใหม่ เชื่อว่า แนวคิด และแนวทางต่าง ๆ ของพิธีกรทุกท่าน จะขยายไปสู่สังคม ให้เกิดเป็นพลังไปขยับเขยื้อนภูผาได้อย่างแน่นอน ในอีกไม่ช้านี้
ผมขอบคุณ คุณเจริญชัยและคุณสุรศักดิ์มากครับ
ที่กรุณาจะมอบ ของขวัญให้
คือหนังสือ จอมคนในจอมคน(แผ่นดินเดือด)หมื่นวิถีสู่ราชัน
ผมไม่รู้ว่าจะเสียดายดีไหม
คือผมมีแล้วน่ะครับ
(เพราะเห็นคุณทั้งสอง ยกย่อง วรรณกรรมเรื่องนี้ของหวงอี้มากในรายการ เลยขออุดหนุนหนังสือผลงานคุณเจริญชัยไปแล้ว )
ก่อนที่จะทราบว่า จะได้รับ ไม่นาน
รู้แบบนี้ไม่ซื้อดีกว่า รอของฟรี 55
ผมอ่านหนังสือของคุณเจริญชัยจบแล้ว แต่คาดว่าคงไม่ได้รับสารทั้งหมดที่คุณเจริญชัยพยายามนำเสนอ
เพราะผมยังไม่ได้อ่านวรรณกรรมเรื่อง จอมคนแผ่นดินเดือด เลย
แต่คิดว่าจะลองอ่านดูครับ เพราะคุณทั้งสองกระตุ้น จนอยากลองมากมายจริงๆ
ผมเคยอ่านหนังสือของหวงอี้เล่มเดียวในสมัยก่อน
คือเรื่อง เจาะเวลาหาจิ๋นซี แต่ก็อ่านไม่จบ เพราะไม่ได้ซื้อครับ ใช้ยืมเพื่อนอ่านเอา
กะว่าถ้าอ่านจอมคนแผ่นดินเดือดจบ คิดว่าคงได้รับสาร ในหนังสือจอมคนในจอมคนฯ ครบถ้วนครับ (อยากจะอิ่มเอมแบบคุณทั้งสองบ้าง
ผมชอบคำว่าThe Best aggregate the goods นะครับ ที่คุณทั้งสองนำมาพูดบ่อยครั้ง
แม้ไม่เข้าใจกระจ่างนัก แต่ก็อยากมีส่วนร่วมด้วย
เลยจะขอทำตัวร่วมกับ Social Open Source บ้างตามแต่สติปัญญานะครับ
ผมอ่านบทความ ในชะตากรรมประเทศมีชะตากรรมบุคคล แล้ว
ผมคิดได้แค่เรื่องของ ชะตากรรม คำเดียว เอง
เรื่องอื่นก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่
เรื่องของชะตากรรม บางครั้งก็ทำให้ผมและคนส่วนใหญ่ เข้าใจว่ามีเรื่องของดวงและสิ่งที่มองไม่เห็นมาเกี่ยวข้องด้วย
คนรอบตัวผม และคนที่ผมต้องร่วมงานด้วยส่วนมาก ก็จะเชื่อนะครับ
มักจะเปรียบให้ผมฟังเสมอว่า
การทำอะไรตามดวงหรือตามที่ลิขิตมา จะเหมือนว่ายตามน้ำ
แต่ถ้าทำฝืนดวง ก็จะเหมือนว่ายทวนน้ำ
ทำได้ แต่เหนื่อย ไม่คุ้มค่าหรอก
ผมก็มีเชื่อบ้าง
แม้ชีวิตจริงๆ จะไม่เชื่อการดูหมอดูหรือการทำนายอะไรเลย
ผมเรียนมาทาง การออกแบบ
ก็จะมีเรื่องของฮวงจุ้ยซึ่งคาบเกี่ยวกับความเชื่อและวิทยาศาสตร์มาปนๆกัน
อาจารย์ทุกคนตอนที่เรียน
ก็จะบอกว่าการใช้ศาสตร์ความเชื่อในสมัยโบราณ คือการอธิบายวิทยาศาตร์และหลักเหตุผลแบบง่ายๆ แต่ได้ผลสูง(อันนี้ผมก็ไม่รู้ว่าจริงไหม)
ซึ่งมันก็ทำให้ผมโยงไปกับเรื่องของดวงและชะตากรรมหรือไสยาศาสตร์ ว่าอาจจะเป็นลักษณะแบบข้างต้น(คือเชื่อว่าคงมีหลักการแต่เราไม่รู้เพราะคนโบราณ มันกั๊ก)
ผมก็เลยคิดว่า จะเชื่อบ้างละกัน ถ้าพอเดาๆเหตุผลออก
แต่บางอย่างก็เดาไม่ออกจริงๆว่ามันเกี่ยวกันยังไง
เช่น การทำนายว่า คนเกิดวันจันทน์จะเป็นแบบนี้ คนเกิดวันอังคารจะเป็นแบบนี้
หรือการดูฤกษ์ยาม ผมก็ไม่ค่อยเชื่อ เพราะหาเหตุผลไม่เจอ
เช่น ว่าวันไหนเหมาะ วันไหนไม่เหมาะ ถ้าบอกว่าเป็นฤดูกาล หรือเวลาเช้า สาย ค่ำ อันนี้ยังพอเข้าใจ
แต่ก็พยายามคิดว่าคงมี แต่คนโบราณขี้เกียจอธิบาย(เหมือนเดิม)ก็แล้วกัน
ล่าสุดผมได้อ่าน หนังสือของ คุณบัณฑิต ที่เป็นไวทยากร ที่เกี่ยวกับดวงและโชคชะตา
ก็คิดว่าคล้ายๆแนวทางที่เคยคิดไว้
ก็เลยพยายามจะเชื่อแบบนั้นต่อไป
แต่ถ้าถามว่า ที่บอกว่าเราฝืนดวงได้ ผมเชื่อไหม
ผมว่าคนส่วนใหญ่ก็เชื่อ
แต่ความเป็นจริงผมว่า คนส่วนใหญ่นั้นก็ฝืนดวงไม่ได้
ผมเลยคิดของผมเองว่า เรื่องของชะตากรรมมันน่าจะมีจริง
ถ้าถามว่าเรื่องการฝืนชะตากรรม ผมเชื่อไหม
ผมก็เชื่อว่าคงทำได้ แต่ต้องยากยิ่งกว่าการว่ายทวนน้ำมากมาย
ผมคิดของผมเองว่า คุณสองคนพูดเรื่องชะตากรรมบุคคล เพราะอยากให้ทุกคนช่วยกันแบบ the goods aggregate the goods หรือเปล่า(อันนี้ผมมั่วเอาเอง)
เพราะถ้าไม่อยากเหนื่อยก็ใช้คนมากๆ มันก็อาจจะง่ายขึ้น (อันนี้ผมก็มั่วเอาเอง)
พิมพ์ซะยาวจบดีกว่าครับ
555 ฝืนชะตากรรมไม่ได้หรอกครับ ยิ่งฝืนยิ่งผิด
วิธีการที่ง่ายกว่า คือ ปรับปรุงชะตากรรมนั้นให้เป็นประโยชน์ต่อเรามากที่สุด
แปรวิกฤตเป็นโอกาส
แปรความถนัดเป็นสินทรัพย์
Umm…I see!
ต้องขอบคุณ คุณ NutJubJub ที่ช่วยจำต้นชนปลาย(จับแพะขนแกะ!?!:))ต่อยอดให้ค่ะ
ตรงย่อหน้าสุดท้าย
“ผมคิดของผมเองว่า คุณสองคนพูดเรื่องชะตากรรมบุคคล เพราะอยากให้ทุกคนช่วยกันแบบ the goods aggregate the goods หรือเปล่า(อันนี้ผมมั่วเอาเอง)
เพราะถ้าไม่อยากเหนื่อยก็ใช้คนมากๆ มันก็อาจจะง่ายขึ้น”
สิ่งที่แว่บขึ้นมาของดิฉันแทนประโยคสุดท้าย(ดูว่าแตกต่างก็ได้ จะว่าเสริมก็ใช่)ก็คือว่า
เมื่อหลายคนช่วยกัน มันจะกลายเป็นชะตากรรมส่วนใหม่..ที่เกิดขึ้นมา..แทรกซึม..กับชะตากรรมที่ดำเนินอยู่ ยิ่งเข้มมากขึ้นเท่าไร(ด้วยจำนวนคน ความชอบ หรือคุณภาพของกลุ่ม)ก็จะยิ่งข้นมากขึ้นเท่านั้น
และยิ่งชะตากรรมใหม่เข้มข้นเท่าไร ก็จะยิ่งแผ่ขยายการแทรกซึมจนกระทั่ง อาจแทรกแซง/เบียดบัง ชะตากรรมที่มีอยู่ก่อน ได้มากขึ้นเท่านั้นค่ะ…มันคงเหนื่อยน้อยลง ง่ายขึ้นน่ะค่ะ
เล่าแล้วพลันไปนึกถึง หยดกาแฟหรือสีน้ำลงบนกระดาษแข็ง อย่าลืมกะส่วนผสมให้พอนะคะ
555 ผมชอบจริงๆ ที่ผู้อ่านมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ต่อยอด
ผมคิดว่าเป็นไปได้ว่าเราจะใช้จำนวนคนเพื่อให้เหนื่อยน้อยลง
แต่ขั้นตอนที่จะนำคนเยอะๆมารวมกัน และบริหารจัดการให้เกิดพลังผนึกนั้น
คงเป็นขั้นตอนที่หนักหน่วงยิ่ง
แต่อย่างไรเราก็ไม่ท้อถอย พลิกแพลงทุกทางเพื่อชัยชนะ