จดหมายข่าว Practical Utopia ฉบับที่ 2 - มิถุนายน 51
June 9, 2008
จดหมายข่าว Practical Utopia ฉบับที่ 2 ประจำเดือนมิถุนายน 2551
- วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน โดย SIU มองว่าสถานการณ์ผ่อนคลายลงชั่วคราว ก่อนจะสะสมกำลังเพื่อไปประทุในโอกาสข้างหน้า
- ความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี
- เสนอยุทธศาสตร์ “2 ไม่เอา 2 ต้องทำ” ในช่วงที่สถานการณ์บ้านเมืองกำลังร้อนระอุ ประชาชนควรทำอย่างไร
คลิกเข้าไปอ่านจดหมายข่าวได้ข้างใน (หรือดาวน์โหลดไฟล์โดยตรงที่นี่) ต่อไปจะพยายามออกในตรงเวลาทุกเดือนครับ
Comments
32 Responses to “จดหมายข่าว Practical Utopia ฉบับที่ 2 - มิถุนายน 51”
Got something to say?




เกิดอะไรขึ้น ทำไมผู้ชมเวปของเราหายไปไหนหมด
ไม่เห็นส่งเสียงตอบรับกันดังสนั่นเหมือนเดิมอีกเลย
หรือเวปเรากลับไปสู่ยุคมืดเหมือนเดิมอีกแล้ว
เฮ้อ
เศร้า
เกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทยเราในปัจจุบันนะ
มัวแต่ไปอ่านแต่พวกเวปโป๊ คลิปต่างๆ
การบ้านการเมืองมะอยากจะสนใจกันแล้วหรือไงกัน
เด็กรุ่นใหม่สมัยนี้คงมะอยากที่จะมาปวดหัวมั้ง
เลยปล่อยเลยตามเลย
แต่แล้วก้อมาเขียนด่าว่า การปกครองของไทยในปัจจุบันว่ามะมีดี แล้วงี้
จะไปว่าเขาได้ไง เพราะตัวเองยังไม่สนใจ แล้วยังไปว่าเขาอีก นี่ล่ะนะเด็กไทยในสังคมปัจจุบัน
นิยมแต่ของต่างชาติ จนลืมไปว่าเรานั้นคนไทยควรที่จะทำอะไรกันบ้างดี
อยากให้มีคนตั้งหลักที่จะทำให้ไทยนั้นมีชื่อเสียง แต่ กลับไปให้ความนิยมของประเทศเพื่อนบ้านจนเกินไป
นี่ก้อเป็นปัญหาสังคม ของวัยรุ่นที่ไม่ช่วยเหลือ สังคมจริงๆ
อยากให้มีการ โชว์ออฟ การแต่งกายแบบไทยๆบ้างจัง
อยากให้คนไทย รักคนไทยด้วยกันเอง
อยากให้ปัญหาความวุ่นวาย ในสังคมไทยในปัจจุบันหายไปจัง
อยากให้นักการเมืองทุกคน หันหน้าเข้าหากัน เพื่อปรึกษากันมากกว่าที่จะมา แย่งที่นั่งกันเอง
เงินมีความหมายอะไร ถ้า ทุกคนไม่ช่วยกัน ต่อไป คนไทย ก็จะกลายเป็น พลเมืองยากจน มากกว่าประเทศเพื่อนบ้านแน่ๆ
ขอขอบคุณค่ะ ที่ให้ที่ระบาย มา ณ ที่นี้
ทำไม เศรษฐศาสตร์ ตลาดสด web ผจก.online ไม่update
ขอโทษทีครับ พอดีช่วงนี้ไม่ได้ไปจัดรายการ เพราะเวลาจะต้องอุทิศให้การต่อสู้ทางการเมือง (ทั้งๆที่รายการเราไม่เกี่ยวกับการเมือง 555)
ผมพยายามจะหาคลื่นวิทยุ หรือโทรทัศน์ อื่นๆ ควบคู่ไปด้วย เพื่อตอบสนองศรัทธาผู้ฟัง
แต่หายังไม่ได้ ช่วงนี้ก็ยุ่งมากๆๆ
ขอบคุณที่ถามถึงครับ
บทความเนื้อหาดีนะคะ ชอบ แต่ดิฉันอ่านแล้วยังไม่เข้าใจอยู่ดี หากสรุปให้ชัดเจนจะเข้าใจได้ง่ายกว่านี้คะ
นี่ไงพี่บิ๊ก … http://www.listen2myradio.com … เว๊บไว้เป็น server วิทยุรองรับได้ 500 คน ใช้ไม่ยาก ลงไดร์เวอร์ sopcast ก็ใช้ได้แล้ว ลองศึกษาดูแล้วกันครับ
สรุปง่ายๆคือ
1. สถานการณ์การเมือง ต้องการบอกว่า มีปัจจัยที่สลับซับซ้อน มีหลายฝ่ายที่เข้ามาเกี่ยวข้องกำหนด เราอย่ามองแบบง่ายๆ เราให้ข้อมูลที่ลึกซึ้งรอบด้าน เพื่อให้ท่านสามารถนำไปวิเคราะห์ต่อได้
2. สงครามธุรกิจ ชี้ให้เห็นว่า การแข่งขันไม่ได้มีแต่การเมือง แต่มีเศรษฐกิจ ธุรกิจด้วย ซึ่งแม้จะมีคนเจ็บปวด แต่ก็นำมาซึ่งความก้าวหน้า ความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน
3. แม้เศรษฐกิจจะย่ำแย่ แต่ถ้าเราช่วยกัน เราก็จะฝ่าวิกฤตไปได้ บ้านเมืองเราหลังปี 40 มีการปรับโครงสร้างไปมากแล้ว มีคนเก่งรุ่นใหม่มากเพียงพอที่จะเข้ามาสร้างวิถีใหม่ให้สังคม เพียงแต่ต้องรอระยะหนึ่ง และอาจต้องผ่านความเจ็บปวดจากพิษน้ำมัน เงินเฟ้อ ข้าวของแพง รวมถึงการเมือง เราต้องมียุทธศาสตร์เพื่ออยู่ให้รอด เพื่อรอวันที่สดใสกว่า
4.ยุทธศาสตร์ 2 ไม่เอา 2 ต้องทำ ต้องการบอกว่า เราอย่าจมปลักกับข้อมูลที่สื่อกระแสหลักบอกเรา จนเราไม่สบายใจ จนเราต้องเลือกข้างใดข้างหนึ่ง ในโลกสมัยใหม่อันซับซ้อน มีทางเลือกมากกว่า 1 และ 2
เราสามารถมีทางเลือกที่ 3 และ 4 ได้ อย่างไรก็ตาม เราสามารถสร้างแนวทางที่ 5 ของเราเองขึ้นมาก็ได้ เพราะโลกยุคปัจจุบัน มีระบบที่เอื้อให้เราทำได้ด้วยต้นทุนต่ำ
ขออภัยล่วงหน้า
โดยส่วนตัวผมว่า บทวิเคราะห์การเมืองชิ้นนี้ มีแต่น้ำครับ
ประเด็นหลักเรื่องสองไม่เอา ก็ไม่ค่อยชัดในรายละเอียด
ผมคิดว่าหลักๆ คุณกานต์ อาจจะไม่ได้สนใจสองไม่เอามากนักด้วยซ้ำ
ผมอ่านแล้วรู้สึกว่า ไม่ได้อะไรเท่าไหร่
ในเรื่องเศรษฐกิจ บางเรื่องไกลเกินและไม่ค่อยได้ประโยชน์
สรุปในความคิดผม สำหรับบทความนี้
คือ ไม่น่าสนใจ
คลื่นลูกที่ 1,2, 3, และ 4 ที่คุณเจริญชัย แบ่งไว้ในมุมมองของผม มองเศรฐกิจและสังคม เบบเชิงเปรียบเทียบนะครับ 1 ทรายผง แร้งแค้นยากไร้ในสังคม ที่จะเติบใหญ่ได้มีแต่ตะบองเพรช ลำต้นเก็บน้ำมีแต่หนามแหลมคม สร้างกำแพงสูงใหญ่ล้อมรอบบ้านตน 2 ดงหญ้าคา ผังรากทนทาน ใบคม แต่ก็ยังดี ที่ปกคลุมหน้าดิน (หากแต่ที่พระราชาทรงมีพระประสงค์คือดงหญ้าแฝก) เปรียบยุคสมัยปัจจุบัน 3 ป่ากล้วย เป็นยุคสมัยที่เราพยายามที่จะสร้างขึ้น เพราะกล้วยเป็นประโยชน์ทวี แก่ผืนแผ่นดิน และ ผู้คน ความยากลำบากอยู่ที่เราปลูกป่ากล้วย บนผืนดินเดียวกันกับที่เป็นดงหญ้าคา 4 ห้วยลึก จะพัฒนาจากป่ากล้วย ไม้ใหญ่ยืนต้น จะเกิดและเติบโต เก็บกักน้ำใว้ ทำให้ป่าอุดมสมบูรณ์ เกิดเป็นลำธาร ลำห้วย ใหลรวมกันเป็นห้วยลึก เป็นลำธารใสใหลเย็น ยังความชุ่มชื่นแก่ สิ่งมีชีวิต มากมาย สำหลับผมแล้วนี่คือเป้าหมายครับ แบบไม่มีน้ำนะครับ หวังเสมอว่า เราจะสังเคราห์ วิธีการ ที่จะนำมาใช้แก้ปัญหาบ้านเมืองได้นะครับ ยินดีที่ได้แลกเปลี่ยนความคิดครับ
ผมไม่ได้เป็นคนเขียนเรื่อง ยุทธศาสตร์สองไม่เอา โดยตรง แต่งานชิ้นนี้เป็นผลสังเคราะห์ร่วมของทีมงานครับ
ความจริงถ้าคุณ nutjubjub จะกรุณาสักนิดหนึ่ง เนื่องจากผมช่วยเขียนในส่วนการเมืองอยู่ไม่น้อย ก็อยากจะให้ช่วยกรุณาชี้แนะว่า ที่ว่ามีแต่น้ำนั้นเป็นอย่างไร และมุมมองคุณเห็นแย้งในลักษณะอย่างไร ผมจะได้ปรับปรุงให้ดีขึ้นในครั้งต่อไป
ผมมีความคิดอยากจะอธิบายอยู่ แต่เกรงว่าอาจจะยังไม่เข้าใจคำวิจารณ์ได้ดีพอ เลยอยากทราบรายละเอียดให้ดีเสียก่อน
อย่างไรก็ตามผมก็ขอขอบคุณที่ช่วยให้ความเห็นแบบตรงไปตรงมาครับ
ที่หายไป คง งงๆ กับ รูปแบบ ของ web ใหม่มั่ง แบบว่า มันไม่เคยชิน นะ ยังไม่หลุดจากความคุ้นเคย และ เคยชิน กับ web เก่า นะค่ะ คิด ว่า คนอื่น ก็คงเป็นเหมือนกัน อยากได้ web แบบง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ดูไม่รก รุงรัง ตรงประเด็น และ เรื่อง ร้อนๆ ที่ไม่มีใครกล้า พูด กล้า วิจารณ์ นอกจาก web นี้
ขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจจะตำหนิ แต่พอดีเมื่อวานมันส์มือไปหน่อยเลยดูเหมือนแรง ขออภัยด้วยครับ
ที่ผมคิดว่าน้ำ เพราะอ่านหนังสือพิมพ์เอาก็ได้ครับ เลยรู้สึกอ่านแล้วไม่ได้อะไร
ผมคงไม่มีความสามารถพอจะวิเคราะห์ได้ดีนัก แต่ไม่อยากให้คิดว่าแค่เข้ามาแต่ตำหนิเฉยๆ
เลยต้องอธิบายตามแต่สติปัญญาที่มีนะครับ
1 ความเสี่ยงในการแตกหัก ส่วนตัวคิดว่ามันจะมากขึ้นเรื่อยๆ ฝ่ายหนึ่งไม่ยอมแน่ อีกฝ่ายก็ยังหาทางยุติสถาณการณ์ไม่ได้ อันนี้รู้ๆกันอยู่ สุดสูงสุดผมว่ายังไม่ถึงนะ แค่จุดอันตรายเฉยๆ จุดสูงสุดอยู่ที่อยู่ที่ไพ่สุดท้ายของอดีตนายกมากกว่า ผมวิเคราะห์ว่าคุณสมัครและคุณเฉลิมไม่มีนำยาและใจไม่ถึงครับ
2 การเมืองสูง ผมพอจินตนาการได้ แต่ไม่น่าเกี่ยวครับ ทหารที่ไม่เล่นด้วยผมว่าเพราะใจหนึ่งเอาใจช่วย พธม มากกว่าและไม่อยากเปลืองตัว ที่จะเกี่ยวกับการเมืองสูงผมว่าไม่ใช่ประเด็นมากเท่าไหร่ ส่วนตำรวจถ้าสั่งก็ทำแต่ที่ไม่ทำเพราะทำไปก็แพ้
3ลักษณะคนเข้าร่วม ผมว่ามันมีรายละเอียดมากกว่านั้น มีทั้งคนออกและคนเข้า ข้อ3นี้ผมว่าวิเคราะห์ไม่ครบ
4พรรคร่วมขู่ไหม ผมว่าถ้าเห็นท่าไม่ดีก็ถอนได้ครับ ดูกระแสอยู่ พรรคอย่างชาติไทย และเพื่อแผ่นดิน ถ้าใน พปช มีแตกคอ ผมว่าก็ย้ายแกนได้โดยอาจจะดึงบางคนมา แต่โอกาสเกิดยาก ยังไงก็ตามผมว่าไม่ใช่ขู่ครับ แต่เกาะกระแสมากกว่า เผื่อเปลี่ยนทางก็มีการปูไว้แล้ว แต่ตอนนี้ก็อยู่ไปก่อนรอดู สถาณการณ์ อันนี้อ่านข่าวเอาก็พอรู้ว่า พวกนี้ไม่มีอะไร
5.ใครได้ใครเสีย ผมเห็นด้วยว่า สถาณการณ์ยังไม่สุกงอม แต่คงต้องทำเพราะ 1 สนธิเงินหมด 2ถ้าแก้รัฐธรรมนูธ สำเร็จ คุณทักษิณก็รอด พธม จะแพ้ยาวเลย ดังนั้นแม้ไม่สุกงอมก็ต้องออกมา
คำถามในใจผมคือ ทำไม กรณีคุณจักรภพ ออกแล้ว และการแก้ไขก็ถูกเลือน ถึงยังคงทู่ซี้อยู่ต่อทำไมไม่พักไปก่อน อันนี้ไม่แน่ใจครับว่าทำไม แต่คุณสนธิคงมีอะไรบางอย่างทำให้ต้องสู้ครั้งนี้แล้วเอาให้จบ อาจจะเรื่องคดีในศาสหรือเปล่าไม่แน่ใจ
จากข้อ5นี้เองที่ผมผิดหวังบทความชิ้นนี้ ทำให้เหมือนมีแต่น้ำ
คือจากที่สรุปว่า พธม จะค่อยๆซาไปเพราะ คนชั้นกลางไม่เอาด้วย แต่ผมไม่คิดแบบนั้นตั้งแต่แรก คนชั้นกลางอาจจะไม่เอาด้วย แต่astv ปั่นกระแสเก่ง ผมว่าดูถูก พธม มากไป แต่ พธม ก็เดินเกมได้ไร้สติมาก ในความคิดผม ผมอยากรู้ว่าเบื้องหลังคืออะไร และคุณทักษิณเตรียมความพร้อมเรื่องคดีของตัวเองมากแค่ไหนถ้าต้องขึ้นศาลเดือน กรกฏาคม
6 จบยังไง
ในระดับสังคมแตกแยกอยู่และจะแตกแยกมากขึ้นต่อไป อันนี้รู้ๆอยู่
ในระดับหัว ผมคิดว่า
เป้าหมาย พธม คือ ลากคุณทักษิณขึ้นศาลแบบไม่แก้ รัฐธรรมนูธ
เป้าหมาย พปช คือ แก้รัฐธรรมนูธ ปลดล๊อก ทุกอย่าง
เป้าหมาย พรรคร่วม หาเงิน
เป้าหมายคุณสมัคร หาเงินก่อนเกษียณ
เป้าหมายคุณเฉลิม สร้างconectionและโชว์ผลงานให้นาย
เป้าหมายคนใน111 ก็หาทางปลดล๊อก ถ้าไม่ได้ก็เข้าข้างคนชนะ
เรื่อง ลบหลู่เบื้องสูง เรื่อง เขาพระวิหาร ก็สร้างให้มีstory ไปเรื่อยๆหมดกรณีเขาพระวิหาร เดี๋ยวก็มีอันใหม่ได้
การดึงมวลชน ดูจาก สื่อหนังสือพิมพ์ แตกเป็นสองขั้วชัดเจน ไทยรัฐ ยังยืนสองทาง nation มาทางพธม เดลินิวส์ มาทาง พธม มติชน กั๊กๆ ไทยโพสท์ พธม posttoday อันนี้ไม่แน่ใจ วัฐฐะ รัฐบาล
ส่วนใหญ่เข้าข้าง พธม ส่วนน้อยเข้าข้าง รัฐบาล
มวลชน ส่วนใหญ่ข้างรัฐบาล แต่คนส่วนใหญ่ก็ไม่มีพลัง
มวลชน พธม ส่วนน้อย แต่เรียกได้สั่งได้ คนนำม๊อปพธมเก่งกว่า ของรัฐบาล เช่น นปก และกลุ่มอื่นๆ
6.1 ไม่ทราบ คุณจำลองคงพยายามทำ แต่ไม่น่าจะสำเร็จ
6.2 อันนี้คุณสนธิชอบใช้ แต่แนวโน้มส่วนตัวผมว่ายังไม่น่าสำเร็จเช่นกัน
6.3 อันนี้ยิ่งเลือนลาง
ทัศนะ ส่วนตัวขออภัยที่เหมือนไม่เห็นด้วยครับ
ขออภัยแต่ขอเสนอความเห็นอย่างตรงไปตรงมานะครับ
ต่อในส่วนของสองไม่เอานะครับ
เหมือน siu จะไม่เข้าข้างไหนเลย จึงเกิดเป็น สองไม่เอา ซึ่งก็คือพวกเดียวกับนักวิชาการส่วนใหญ่
แต่จะต้องทำอะไรบ้างนั่นก็แล้วแต่จะว่ากันไป
คำตอบของคนส่วนใหญ่ ผมว่าก็คือสองไม่เอา เบื่อการทะเลาะ เบื่อการทำเพื่อตัวเอง
แต่คำถามของคนส่วนใหญ่ คือแล้วสองไม่เอาส่วนใหญ่จะรอดูเฉยๆ และได้แต่วิจารณ์ไป
เพราะไม่ว่าพวกไหนก็ไม่น่าเชียร์ทั้งนั้น และคนที่น่าเชียร์ก็ยังไม่ออกมา
สองไม่เอาบางคน ก็เลือกข้างไปแล้วแต่ก็ยังสองไม่เอาอยู่ซึ่งก็มีอยู่ทั้งสองข้าง
และสองไม่เอาที่พอจะทำอะไรก็ออกมาในลักษณะ ริบบิ้นสีขาว สมานฉันท์ หรือเสนอทางออกเช่นคุณชวลิตหรือคุณหมอประเวศ ซึ่งส่วนใหญ่ที่ออกมาพูดก็เลือกข้างไปแล้วแต่เสนอทางออกแบบสองไม่เอา ผมงงจริงๆ
คำถามของคนส่วนใหญ่ของสองไม่เอาคือ แล้วสรุปว่า สองไม่เอาอยากให้มันจบยังไงดีล่ะ
คำว่า สมาณฉันท์ ผมว่าดีแต่ไร้สาระในทางปฎิบัติไปแล้ว
ถ้าจะสองต้องทำ สามควรทำ หรือ สี่ทำกันเถอะ ในความเห็นผมเป็นสิ่งที่ดี
แต่ในทางปฎิบัติก็คล้ายๆกับแนวทางริ้บบิ้นสีขาว คือดีแต่คำถามคือในสถาณการณ์นี้จะทำอะไรที่สร้างสรรค์ได้ล่ะ
หมู่คนทำธุรกิจ ตอนนี้ทำอะไรไม่ได้ การเมืองไม่มีความเสถียร ก็ไม่ทำอะไรอยู่แล้ว
หมู่นักสร้างสรรค์ ถ้าถามผม ตอนนี้ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะการเมืองมีผลกับความคิดดีๆที่จะทำอะไรไม่ว่าจะในวงการธุรกิจหรือทางสังคมก็ตาม
คำถามสุดท้ายที่ผมอยากรู้คือแล้วสองไม่เอาจะสามารถ นั่งกินข้าว ทำงานอยู่ในบ้านที่กำลังมีคนทะเลาะกันได้อย่างไร และตอนนี้คนสองกลุ่มจะเริ่มเผาบ้านแล้วด้วย
สองไม่เอา อย่างผมอยากรู้ว่า ในความเห็นนักวิเคราะห์ คิดว่ามันจะจบยังไง และควรทำอะไร เพื่อเป็นการเตรียมการณ์กับสิ่งที่จะเกิดขึ้น มากกว่าจะบอกว่าไม่ต้องสนใจและทำสิ่งที่อยากทำไปเถอะ
และสุดท้ายที่ผมไม่เข้าใจ คือสองไม่เอา อยากให้ฝ่ายในชนะครับ คำว่าจับมือจูบปากกันนั้นมันไม่มีอยู่แล้ว
ในฐานะที่คุณกานต์ และทีมงานsiu ร่วมเขียนบทวิเคราะห์ชิ้นนี้ ผมก็อยากทราบว่าแนวความคิดว่า “อยากให้จบยังไง”
ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้บทความ จะมีเนื้อหาที่พอจับต้องได้มากกว่านี้ครับ
คุณ nutjubjub สุดยอด
ชัดเจน ตรงประเด็น แหลมคม
SIU ควรจะเชิญ คุณ nutjubjub มาร่วมทีมแล้วเรียนรู้จากเขานะครับ
ส่วนผมเองเข้ามาอ่านดูนานๆครั้ง ก็รู้สึกเช่นเดียวกับคุณ nutjubjub แต่ด้วยว่าด้อยกว่าในภูมิปัญญาเลยไม่รู้จะแสดงออกยังไง
คุณ AI : เรื่องลูกคลี่นทางสังคมนี่คงต้องรอคุณเจริญชัยมาตอบครับ แกชอบเรื่องนี้
คุณ Suwannee : เห็นด้วยว่าคงเป็นเรื่องรูปแบบเว็บที่ยังไม่ชินๆกันครับ โดยเฉพาะส่วน comment ที่แสดงในหน้าแรก ที่ในช่วงแรกหายไป แต่ตอนนี้กลับมาแล้วครับ หวังว่าคงจะสร้างความคึกคักมากขึ้น ส่วนเรื่องร้อนๆ เนี่ย กลัวครับ ไม่กล้าพูด “ทั้งหมด” หรอกครับ ฮา
คุณ Paganini : ไม่ต้องเกร็งมากก็ได้ครับ มีความคิดยังไงก็เสนอมาได้เลย ทุกคำติชมจากผู้อ่านเรานำเอามาพิจารณาและปรับปรุงงานชิ้นต่อๆไปให้ดีขึ้นอยู่แล้วครับ ส่วนเรื่องเรียนเชิญคุณ nutjubjub เนี่ยะ ก็อยากอยู่ครับ ไม่ทราบคุณ nutjubjub จะยินดีร่วมเสวนากับพวกเราหรือเปล่า แต่ความจริงก็อยากจะช่วยคุณเจริญชัย กับคุณสุรศักดิ์ จัดงานสัมมนาเล็กๆ ที่เงื้อว่าจะจัดกันมานานแล้วซักทีครับ เผื่อจะได้พบกันหมดเลยทุกๆท่าน
คุณ nutjubjub : ผมไม่ได้เห็นว่าเป็นคำตำหนิหรอกนะครับ คือการวิจารณ์บทความต่างๆ นั้นทำได้อยู่แล้ว ไม่มีปัญหาอะไร (เคยเจอแรงกว่านี้เยอะครับ 555) เพียงแต่ว่า อยากทำความเข้าใจคำวิจารณ์ให้ชัดเจนขึ้นเท่านั้นเองครับ ซึ่งคุณ nutjubjub ก็ได้ถือโอกาสอธิบายมาให้แล้ว ด้วยความขอบคุณนะครับ
ผมขอเรียนชี้แจงอย่างนี้ก่อนนะครับ คือความตั้งใจของงานจดหมายข่าว แต่แรกคือต้องการผลิตงานเขียน ที่สามารถ สรุป/วิเคราะห์ สถานการณ์ที่อยู่ในจุดสนใจทางสังคมในขณะนั้นขึ้นมา โดยขณะนี้จำกัดขอบเขตไว้ที่ การเมือง-เศรษฐกิจ-เทคโนโลยี และยังควรต้องทำการคาดการณ์ไปข้างหน้าได้ด้วย สุดท้ายเราตั้งใจจะให้มีบทหนึ่งสังเคราะห์เป็นกลยุทธ์ที่เกิดจากการสังเคราะห์ การ สรุป/วิเคราะห์ สถานการณ์ ในส่วนแรกๆ ของตัวจดหมายข่าว ออกมาเป็นยุทธศาสตร์ให้ได้ครับ
ผมจะพูดถึงเนื้อหาวิเคราะห์การเมือง ก่อน แล้วก็ต่อด้วยเนื้อหากลยุทธ์ในส่วนถัดไป
เป้าหมายหลักของเนื้อหาส่วนวิเคราะห์การเมืองที่ผมกำหนดไว้คร่าวๆคือ
1. ต้องสามารถคาดการณ์สถานการณ์ล่วงหน้าได้ ในขอบเขตที่กำหนด (ซึ่งในที่นี้ผมกำหนด ตามอายุของจดหมายข่าว คือ 1 เดือน +/- 10 วัน) ถ้าการคาดการณ์สถานการณ์ผิดพลาดไปมาก ผมถือว่าสอบตกครับ จำเป็นจะต้องรื้อแนวคิดพื้นฐานใหม่หมดเลย
2. ต้องสามารถอธิบายแก่นแท้ของปรากฎการณ์ต่างๆได้ สถานการณ์บางอย่าง แต่ละ view สามารถตีความได้หลากหลายรูปแบบ แต่เกณฑ์ที่ผมกำหนดคือ ควรต้องอธิบายปรากฎการณ์นี้ให้ใกล้เคียงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะสุดท้ายมันจะนำไปสู่บทสรุปและการคาดการณ์ ผมยกตัวอย่างเรื่อง สมัครออกมาสั่งปราบม็อบ ตามข้อ 1. ในจดหมายข่าว สื่อบางกลุ่มตีความว่า สมัครทิ้งไพ่โง่ แต่บางกลุ่มก็ตีความว่า เป็นแผนให้พันธมิตรเผยกำลังที่สนับสนุนออกมาให้หมด แต่ส่วนของจดหมายข่าว เอง เราตีความอย่างที่เห็น เพราะอะไร อันนี้ดูได้จากตอนที่สมัครโดนสื่อถามเรื่อง 6 ตุลา แล้วเขาก็ออกมาพูดว่ามีคนตายคนเดียว ซึ่งถ้าคนศึกษาประวัติศาสตร์ จะรู้ว่ามันไม่ใช่อยู่แล้ว (อย่างน้อยคนตายก็เป็นหลักร้อย) แต่ที่สมัครพูดอย่างนั้น เพราะเขามีเหตุผลครับ เขาไม่ต้องการให้มีการรื้อฟื้นเรื่อง 6 ตุลาขึ้นมา ซึ่งมันจะกระทบปัญหากับ ผู้ที่เกี่ยวข้อง (โดยเฉพาะคนสำคัญ) ในเวลานั้น
ถ้าสนใจเรื่องนี้ก็ดูได้จาก งานนำเสนอของ ธงชัย วินิจจะกูล ดูครับ http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ID=10331&Key=HilightNews
การวิเคราะห์เรื่องการสั่งปราบม็อบ ก็ออกมาอย่างที่เห็น คือเรามองว่าตอนแรกสมัครตั้งใจปราบจริง แต่ก็มีเสียงคัดค้านออกมามากจึงต้องเปลี่ยนแนวทาง (ตอนหลังผมเห็นการสัมภาษณ์ของ จาตุรนต์ ฉายแสง ในรายการของปลื้มก็ออกมาชัดว่า ไม่เห็นด้วยกับการปราบ)
อันนี้เราก็นำมาเทียบก็จะเห็นว่าคล้ายกัน คือตอน 6 ตุลา สมัครก็ออกมาแก้ทีหลังว่าจะไม่พูดเรื่องนี้ ซึ่งก็เป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพราะเขาเริ่มตระหนักแล้วว่า คำอธิบายแบบ ขวาๆ ที่เคยใช้ได้ในอดีตมันใช้ในปัจจุบัน (โดยเฉพาะสถานการณ์นี้) ไม่ได้อีกแล้ว
3. ผมถือว่าตัว “ทฤษฎี” เป็นแกนกลางของงานวิเคราะห์ชิ้นต่างๆ ครับ
ผมเคยวิเคราะห์ผิดพลาดมาก่อนนะครับ ไม่ใช่ไม่เคย และผมก็โยนทิ้งทฤษฎีไปหลายครั้งแล้ว จำได้ว่าผมเคยใช้ทฤษฎีเกมส์มาวิเคราะห์ความขัดแย้งของ สนธิ และ ทักษิณ ในช่วงปี 48 - 49 ตัวทฤษฎีชี้ว่า ทั้งสองฝ่ายต้องประนีประนอมกัน ตอนนั้นถ้าย้อนไปดูทักษิณก็มาแนวประนีประนอมจริง (ถอนฟ้องสนธิ-สโรชา 1,000 ล้าน, ยุบสภา, เลือกตั้ง) แต่ฝ่ายสนธิไม่มีประนีประนอม และบทสรุปก็ออกมาเป็นรัฐประหาร ตอนนั้นผมจำได้ว่าต้องทิ้งทฤษฎีเกมส์ไปเลย แล้วหันไปจับแนวเรื่องความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์สองฝ่ายหลัก, ศึกษาประวัติศาสตร์-การเมืองเพิ่ม ก็พบว่า ตัวละครหลักความขัดแย้ง ไม่ใช่มีแค่สนธิ หรือห้าแกนนำพันธมิตร — แต่มันมีตัวละครและเครือข่ายอีกมากครับ ในซีกของอุดมการณ์อนุรักษ์นิยม โดยเฉพาะตัวละครหลักที่เป็นใจกลางอุดมการณ์ของแต่ละฝ่าย
ขออภัยที่ผมไม่อาจระบุชื่อหรืออะไรได้ชัดเจน แต่ก็คิดว่าหลายๆคนคงพอเดาออกว่าผมหมายถึงอะไร
ยิ่งผมมาสนใจแนวคิดเรื่อง Hagemony ของ กรัมชี่ ซึ่งนำเสนอได้เป็นอย่างดีจากวิทยานิพนธ์ของ ชนิดา ชิตบัณฑิตย์ (ลองค้นชื่อนี้จาก google ดู) ประกอบกับระยะหลังผมนำทฤษฎีนี้มาทำการคาดการณ์ ในบทวิเคราะห์การเมืองชิ้นต่างๆ (ลองดู สัญญาณเตือนสองฉบับก่อนหน้า) ก็พบว่าไม่ได้ผิดพลาดอะไร ยิ่งทำให้ผมมั่นใจยิ่งขึ้น
แน่นอนผมไม่ได้ใช้เพียงแต่ตัวทฤษฎี มาเป็นหลักในการวิเคราะห์เท่านั้น ผมยังใช้ “ข่าวกรอง” จากเครือข่ายต่างๆ ที่ในช่วงหลัง (โดยเฉพาะหลังรัฐประหาร) ผมพยายามเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่ด้วย รวมทั้งการเข้าไปมีส่วนร่วมสังเกตการณ์จากสถานการณ์จริง
เรื่องการใช้ ทฤษฎี - ข่าวกรอง มาเป็นตัว crosscheck กัน นี่สำคัญมากครับ ผมยังจำได้ ตอนที่ผมเรียนเคสทางธุรกิจในห้องเรียน มี financial director ของกิจการใหญ่ของนักการเมืองท่านหนึ่ง ถ้าเอ่ยชื่อในช่วง ปี 35 ทุกคนจะต้องรู้จักชื่อนักการเมืองท่านนี้เป็นอย่างดี , financial director ท่านนี้เล่าให้ผมฟังว่า ตอนปี 40 ข่าวเรื่องการลดค่าเงินบาท จากซีกนักวิเคราะห์ตะวันตกหนาหูมาก ทำให้ท่านได้เสนอ นักการเมืองท่านนั้นให้ hedge อัตราแลกเปลี่ยน แต่นักการเมืองท่านนั้นปฏิเสธ คืออาจจะนอกจากค่าใช้จ่ายสูงแล้ว นักการเมืองท่านนั้นคงมั่นใจจาก “ข่าววงใน” ว่ารัฐบาลจะไม่มีการลดค่าเงินบาทด้วย (ในความเป็นจริงคือการลอยตัวค่าเงิน แต่ก็ให้ผลไม่ต่างกัน) สุดท้ายนักการเมืองท่านนั้น ก็ไม่ hedge และได้รับความเสียหายอย่างมากจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดในครั้งนั้น ทั้งที่ financial director ท่านที่มาสอนผมนี้ได้ เตือนแล้วเตือนอีก
เรื่องนี้ก็สอนให้รู้ว่า การใช้ข่าวกรองอย่างเดียว ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมาก เผลอๆ ทำให้เราตัดสินใจผิดพลาดในช่วงเวลาสำคัญอีกต่างหาก ซึ่งก็ย่ำแย่พอๆ กันกับการใช้ทฤษฎีมาคาดการณ์เพียงอย่างเดียว
อ้อ ถึงผมจะอยากได้ข่าวกรอง ระดับลึกมากแค่ไหน ด้วยข้อจำกัดปัจจุบันผมก็ยังทำไม่ได้อยู่ดีครับ ผมเคยคุยกับเพื่อนผมเสมอว่า ผมก็เหมือนกับนายพรานที่แกะรอยสัตว์ป่า จากรอยเท้า , รอยมูล และ กลิ่นสัตว์เท่านั้นแหละ ไม่เคยเห็นตัวมันจริงๆหรอก (แม้ว่าหลังๆ จะเริ่มๆเข้าไปเห็นตัวเป็นๆของมันบ้างแล้ว)
ผมขออธิบายเพิ่มในส่วนของการวิเคราะห์การเมือง :
ผมมอง phase ของความขัดแย้งครั้งใหม่เป็น 3 phase
phase แรก คือเริ่มจากตอนพันธมิตรออกมาจัดสัมมนาที่ธรรมศาสตร์ และมาจบที่พันธมิตรเคลื่อนไปที่สะพานชะมัยมรุเชฐในวันศุกร์ที่ผ่านมา ความเสี่ยงในการแตกหักที่ผมระบุถึงในข้อ 1 ของจดหมายข่าว ก็คือความเสี่ยงใน phase นี้ครับ ซึ่งผมมองว่าหลังจากนี้ไปจนถึง phase สองจะไม่มีความเสี่ยงเรื่องการใช้กำลังมากนัก (เพราะเรื่องนี้ต้องอาศัยตัวแปรของทั้งสองฝ่ายคือฝ่ายพันธมิตรฯ และฝ่ายรัฐบาล ถ้ามีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งระวังไม่ให้เกิดความรุนแรง ความเสี่ยงตรงนี้ก็จะลดลงไป)
(วันศุกร์มีคนโทรมาหาผมหลายคน ขอให้ผมประเมินสถานการณ์ หรือแม้แต่ใน mailing list practical utopia : http://groups.google.com/group/practical-utopia?hl=en ก็มีคนมาถามเหมือนกันว่าจะมีเหตุรุนแรงไหม ผมก็ประเมินไปว่าจะไม่มี ก็จากพื้นฐานการวิเคราะห์นี้แหละครับ)
phase ที่สอง (ซึ่งผมยังไม่ได้เขียน) แต่ผมคาดการณ์ได้ล่วงหน้าเลย ว่าจะเป็นเกมส์ในสภา ซึ่งก็จะเห็นว่ารัฐบาลยอมเปิดเกมส์ในสภาจริง อันนี้ผมเดาก่อนแล้วว่าจะเป็นแบบนี้ เพราะจะสังเกตเห็นว่ารัฐบาลพยายามลดความชอบธรรมของเกมส์นอกสภา ฝ่ายค้านก็ต้องรับเกมส์นี้เพื่อสร้างความชอบธรรมของตัวเอง และระดับสมัคร-เฉลิม ถือว่าภูมิคุ้มกันเรื่องพวกนี้สูงอยู่แล้ว ตอนนี้ผมยังไม่แน่ใจว่าเกมส์แบบนี้จะเดินกันไปนานสักเท่าไหร่ และเป็นอย่างไร ต้องขอสังเกตการณ์เพิ่มอีกสักนิด แต่ผมก็เห็นว่าเรื่อง “ปราสาทเขาพระวิหาร” เป็นประเด็นสำคัญ
เรื่อง “ปราสาทเขาพระวิหาร” นี่ก็ไม่ต่างอะไรกับเรื่อง “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” คือเป็นเรื่องที่จุดเมื่อไหร่ก็ติด และเป็นเรื่องที่ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ แต่ปัญหาคือเป็นเรื่องที่เล่นแล้วอันตราย ในแง่นี้อาจมีปัญหากับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งเราก็ต้องจับตาดูให้ดีว่ามันจะพลิกออกไปอย่างไร แม้บางคนอาจจะมองว่ามันเป็นเรื่องที่คนไทยส่วนใหญ่เขาไม่ได้คิดอะไร แต่กับปีกอนุรักษ์นิยม ไม่ว่าทั้งในไทยและกัมพูชา เรื่องนี้ถ้าฝ่ายการเมืองเล่นแบบต่อเนื่อง และจุดไฟอยู่เรื่อยๆ ผมเห็นว่าอาจจะมีปัญหาได้
เรื่องเขาพระวิหารผมเห็นว่า ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ได้นำเสนอบทความ “ปราสาทเขาพระวิหาร- กรณีศึกษาประวัติศาตร์การเมืองกับลัทธิชาตินิยม” http://www.charnvitkasetsiri.com/PDF/PreahVihearFor20June.pdf เอาไว้ได้ดี
(ดูเพิ่มเติมเอกสารคำตัดสินจากศาลโลกที่ http://www.icj-cij.org/docket/files/45/12821.pdf )
ลองนึกถึงตอน กัมพูชาเผาสถานฑูตไทย และบริษัทชินคอร์ป ตอนสมัยรัฐบาลทักษิณ แล้วพอมีข่าวลงว่า คนกัมพูชาเหยียบรูปในหลวง คนไทยก็ระดมคนไปล้อมสถานฑูตกัมพูชาจะเผาคืน เรื่องพวกนี้อันตรายมากครับ ไม่ควรสนับสนุนให้นำมาโจมตีกันทางการเมืองเลย เผลอๆ จะเกิดสงครามแบบบ้านร่มเกล้าขึ้นได้ ซึ่งตอนนั้นถ้าใครตามข่าวก็จะเห็นว่าทหารไทยตายกันเยอะ ทั้งจากความผิดพลาดเชิงยุทธวิธี และความผิดพลาดของพวกเดียวกันเอง แล้วก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ลงท้ายบิ๊กจิ๋ว ก็ต้องไปประสานกับทางฝ่ายลาวให้ยุติศึก บริเวณบ้านร่มเกล้าก็กลายเป็น No man’s land จนถึงตอนนี้
จะว่าไปแล้วเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร อาจเป็น trigger ทางการเมืองที่สำคัญก็ได้
แต่อย่างไรก็ตามสุดท้ายเรื่องนี้จะต้องจบลงแบบใดแบบหนึ่ง ซึ่งทิศทางที่ผมมองผมไม่ได้ favor กลุ่มพปช. และสนับสนุนพปช. มากนัก ด้วยเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ที่เฉพาะตัวของประเทศไทย รวมทั้งกรอบการวิเคราะห์จากความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ที่เราจะเห็นมาตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งนี่ก็เป็นที่มาของฉากทัศน์การลงเอยทางการเมือง 3 แบบที่ผมเสนอเอาไว้ ซึ่งนี่ก็จะเป็น phase จบ
ถามว่าเราทำอะไรได้บ้าง ในแง่ของการกำหนดเกมส์ ส่วนตัวผมมองตามความเป็นจริง แบบน่าเศร้า ว่า เราทำอะไรมากไม่ได้
ก็เหมือนตอนปี 49 ผมคิดว่ามีคนที่ต่อต้านทักษิณหลายคน แต่ก็ไม่เอารัฐประหาร แบบจริงใจ กันหลายคน ก็คงพอรู้ล่วงหน้า ว่ามันจะลงเอยอย่างไร แต่ก็ทำอะไรกับมันไม่ได้ อันนี้ด้วยข้อเท็จจริงที่ว่า สามัญชนทั่วไปไม่ได้มีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงทิศทางการเมืองในปัจจุบันได้ (ในขณะนี้)
อย่าว่าแต่ สามัญชน พวกเรากันเองเลยครับ แม้กระทั่ง คมช. เอง ผมว่าเอาเข้าจริง ผมก็เห็นว่า เขาไม่ใช่คนที่อยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร ตัวจริง สักเท่าไหร่หรอก, แต่เรื่องนี้ผมก็มองแบบยืดหยุ่นมากขึ้น (ซึ่งต้องขอบคุณจากที่ผมได้ถกเถียงกันในทีมหลายครั้ง) ว่า แม้จะมี setup แต่มันก็ทำไม่ได้ง่ายๆเหมือนกัน เพราะสุดท้ายมันก็เป็น collective action จากทุกๆฝ่าย (ซึ่งปัจจัยตัวนี้แหละ ทำให้กรอบทฤษฎี hagemony สามารถอธิบายและใช้ทำนายสถานการณ์ได้)
ในส่วนรายละเอียดของการวิเคราะห์การเมือง ผมจะอธิบายบางข้อที่น่าสนใจนะครับ
3. ลักษณะคนเข้าร่วม ลองดูเพิ่มใน http://www.politicalbase.in.th/index.php/พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ดูครับ ผมได้พยายามประเมินเครือข่ายต่างๆ ของพันธมิตรฯไว้แล้ว ส่วนจำนวนและปริมาณหมุนเวียนผู้เข้าร่วม ซึ่งบางส่วนอาจมองว่าถ้านับรวมๆกัน (รวมทั้งคนชม ASTV) อาจมีเป็นแสนๆ แต่ผมประเมินจากระดับผู้เข้าร่วมชุมนุมในแต่ละช่วงเวลาครับ เพื่อประโยชน์ในการเปรียบเทียบกับการชุมนุมกลุ่มอื่นๆ (เช่น นปก. , 19 กันยา, คนวันเสาร์ฯ เป็นต้น)
5. ผมไม่ได้สรุปในข้อนี้ว่าพันธมิตรจะค่อยๆ ซาไปครับ ถ้าดูทิศทางการวิเคราะห์จะเห็นว่า ผมวิเคราะห์ไปถึง phase 3 ซึ่งก็แสดงว่าผมค่อนข้างมองว่าความขัดแย้งจะดำเนินไปจนจบครับ (และจบตามเส้นทางใดเส้นทางหนึ่งใน scenario ด้วย)
ความจริงถ้าดูกรอบการวิเคราะห์ของ นักวิเคราะห์การเมือง หรือสื่ออื่นๆ จะมองว่าความขัดแย้งหลักอยู่ที่ “การแก้ไขรัฐธรรมนูญ” แต่ถ้าอ่านจดหมายข่าวฯ ก็จะเห็นว่าเราไม่ได้สนใจเรื่องนี้เลยครับ เพราะมองว่าเป็นแค่ข้ออ้างข้อหนึ่งของความขัดแย้งหลัก (เชิงอุดมการณ์สองชนิด, เชิงอำนาจสองแบบ) นี่ก็จะเห็นว่า พันธมิตรฯ จะใช้ข้ออ้างอะไรก็ได้ ที่ดูแรง และ flammable (เช่นจากเรื่องจักรภพฯ มาเป็นเรื่อง ปราสาทเขาพระวิหาร)
6. คุณ nutjubjub list เรื่องสื่อมา ผมมีความเห็นแย้งอยู่นิดนึง คือผมมองว่า แกนหลักอุดมการณ์พันธมิตรฯ อยู่ที่ ผู้จัดการ, แนวหน้า, ไทยโพสต์ และ กรุงเทพธุรกิจ ส่วนฝ่ายรัฐบาลอยู่ที่ ประชาทรรศน์, โลกวันนี้, กรุงเทพทูเดย์
ส่วน ไทยรัฐ, มติชน, เดลินิวส์, โพสต์, ฯลฯ ผมมองว่าผสมๆกันไป (คือในแต่ละค่ายก็จะมีคนที่เห็นด้วยกับแต่ละฝ่ายแยกกันไป เช่นในมติชน ก็จะมีเสถียร จันทิมาธร ที่เห็นด้วยกับรัฐบาลหน่อย)
ในส่วนของไทยโพสต์ และกรุงเทพธุรกิจ แม้ทิศทางหลักสนับสนุนพันธมิตรฯ แต่ว่าก็มีนักข่าวบางคน (ขอเอ่ยนาม) เช่นในเครือเนชั่น ก็จะมี คุณประวิตร โรจนพฤกษ์, คุณสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี ก็ถือว่าพวกนี้เป็นสองไม่เอา
แต่อย่างไรก็ตามผมมองว่า สื่อที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือสื่อทีวี (โดยเฉพาะทีวีช่องหลัก จะครอบคลุมประชากรราว 95%) หลักๆที่เป็นคู่ตรงข้ามกันก็คือ TPBS และ NBT ในขณะที่ เครือข่ายทีวีผ่านดาวเทียมก็เริ่มมีความสำคัญมากขึ้น
เครือข่ายวิทยุ โดยเฉพาะวิทยุชุมชนก็สำคัญเช่นกัน แต่ในบริบทนี้ (ถ้านอกจากผู้จัดการ) ผมมองว่ายังถือเป็น media อยู่ จึงไม่ได้นับรวมเข้ามาในการวิเคราะห์ นอกจากจัดไว้ในเชิงแต่ละปีกของอุดมการณ์อยู่แล้ว และดูเหมือนปี 50-51 พลังของสื่อก็ดูจะดุลย์กำลังกันมากขึ้น
ขอบคุณสำหรับคำชมของคุณpaganiniครับ
แต่อ่านแล้วผมละอายใจมากเลย ต้องขอโทษทีมงานsiuและคุณpaganiniไว้ด้วยครับ
ขอบคุณคุณกานต์ครับที่ไม่คิดว่าผมตำหนิ และรับฟังความเห็นของผู้เยี่ยมชมเช่นผม
ช่วงนี้ผมเครียดกับเรื่องบางอย่างทางธุรกิจที่มันมีผลมาจากการเมืองตอนนี้
ประกอบกับรำคาญคนที่เลือกข้างรวมถึงพวกที่ชอบกั๊กๆเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง(คนส่วนใหญ่ที่มาออกโรงกันตอนนี้)
ผมเลยไม่อยากให้เว๊ปนี้ (ซึ่งผมเคารพในความคิด)มาทำตัวเหมือนคนที่ผมรำคาญข้างต้น
เลยเผลอแสดงความเขลาของตัวเองออกมา
ขอประทานโทษอีกครั้งครับ
สุดท้ายเป็นความเห็นของผมต่อเรื่องยุทธศาสตร์สองไม่เอาฯ :
ดังที่ผมได้เรียนไปแล้วว่า ส่วนตัว ผมเห็นว่าเราในฐานะปัจเจกชน ไม่ได้มีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงทิศทางการเมืองในปัจจุบันได้มากนัก (ในขณะนี้)
แต่จากการที่ผมแลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆ หลายครั้ง (แบบทะเลาะกันจะเป็นจะตาย - ฮา) ผมก็เริ่มเปลี่ยนความคิดที่ว่า แนวความคิดเรื่องกลุ่มพลังใหม่ มีพลังน้อยเกินไปจนไม่อาจทำอะไรได้เลย มาเป็น โดยเฉพาะช่วงหลังๆ ผมเริ่มคิดว่ามันทำอะไรได้ระดับหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทบาทการ crosscheck เรื่องสนับสนุนแนวคิดความก้าวหน้า/และคัดค้านแนวคิดล้าหลัง ในกลุ่มการเมืองที่เป็นคู่ความขัดแย้งทั้งสองกลุ่มหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี ยิ่งเอื้อให้การเข้าไป interact บางอย่าง ก็อาจมีผลได้ในเชิงการเมือง แม้ว่าในช่วงเริ่มแรกอาจเป็นปรากฎการณ์เล็กๆ ที่แทบสังเกตไม่เห็น แต่จากการที่หลังๆ ผมลองทดสอบด้วยตัวเองบ้าง และได้ศึกษาเพิ่มเติม (โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากหนังสือเรื่อง Microtrend) ทำให้ผมเริ่มเห็นอำนาจของ แนวโน้มจุลภาค แบบนี้มากขึ้น
ที่ผมเห็นด้วยกับข้อเขียนยุทธศาสตร์สองไม่เอาฯ ที่เสนอในจดหมายข่าวฉบับนี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะ มันมองในฐานะอย่างที่มันเป็น
คนที่สองไม่เอา ต่อให้ยังไงก็คงไม่อยากเข้าร่วมกลุ่มการเมืองทั้งสองจริงๆครับ หากมองด้านเสียจากทั้งสองปีก
ซีกหนึ่งก็ปัญหาจากนักการเมืองแบบเลือกตั้ง อีกซีกหนึ่งก็เป็นปัญหาด้านแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยม และการนำแบบรวมศูนย์ ที่แทบไม่ต่างจากสมัยพคท. (ใครคิดต่างไม่ได้ คิดต่างก็โดนตีหมด)
ส่วนคนที่เลือกปีกการเมือง ก็เลือกไปแล้วโดยตั้งความหวังกับภาพเชิงบวก และยอมหลับตาข้างหนึ่งให้กับภาพเชิงลบของแต่ละซีกฝ่าย เกษียร เตชะพีระ สรุปปัญหานี้เอาไว้ได้อย่างแหลมคมมากใน http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act02200651&day=2008-06-20§ionid=0130
ผมยังขอสงวนข้อวิจารณ์ของเกษียร ตรงที่ว่า เขาไม่ได้พูด (หรือหลีกเลี่ยง) ที่จะพูดถึงปัญหาใจกลางบางอย่าง และเอาเข้าจริงทั้งสองซีกก็มีปัญหาร่วมนี้อยู่ทั้งคู่เหมือนกัน (แต่ผมก็เข้าใจว่าเรื่องนี้ พูดไม่ได้, แต่เขาพูดเรื่องนี้ในงานเขียนของเขา)
จากประวัติศาสตร์ความขัดแย้งของประเทศไทยตั้งแต่หลังยุคเปลี่ยนแปลงการปกครองมา เราก็จะพบว่ากลุ่มที่สามารถกำหนดการเปลี่ยนแปลงหลักเป็นชนชั้นนำ และอำนาจนั้นก็เริ่มถูกถ่ายเทลงมายังคนชั้นล่างๆมากขึ้นทุกทีๆ และความขัดแย้งต่างๆ จะต้องเกิดขึ้น คงอยู่ จนกระทั่งลงเอยในบทสรุปด้านใดด้านหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น ช่วงสงครามกลางเมือง กบฎบวรเดช, ช่วงความขัดแย้งในปีกซ้าย-ขวาในคณะราษฎร, ความขัดแย้งในขั้วนำในกองทัพ, ความขัดแย้ง 14 ตุลา/6 ตุลา, ความขัดแย้ง พคท. กับรัฐไทย เรื่อยมาจนถึงพฤษภา 35 สิ่งเหล่านี้เป็นเส้นทางที่ประเทศไทยจะต้องเดินผ่านwx
ส่วนตัวผมจึงเห็นด้วยกับบทสรุปของยุทธศาสตร์นี้ที่ว่า
1. เข้าร่วมกับสองกลุ่มการเมืองใหม่
2. สร้างแนวทางใหม่ของตนเองขึ้นมาด้วย (ซึ่งต้องเป็นงานที่พิเศษ และมีคุณภาพสูงแบบทุ่มชีวิตแลกทีเดียว)
ด้วยจุดยืนส่วนตัวที่สนับสนุนแบบก้าวหน้า ผมจึงเห็นด้วยเพราะ 1. ปรามหรือต่อต้านด้านล้าหลังจากทั้งสองปีกการเมืองเก่า 2. สนับสนุนด้านก้าวหน้าของสองปีกการเมืองเก่า และผลักดันสังคมให้เดินก้าวไปข้างหน้า
ในเชิงธุรกิจ ก็ต้องหา หรือสร้าง หรือ positioning ธุรกิจบางกลุ่มให้ “decoupling” จากปัญหาทางการเมือง ลองดูเทปสัมภาษณ์ CEO 101g , รายการ practical utopia VIII ก็จะมีลักษณะเช่นนี้ด้วย
อันนี้ก็เป็นมุมมองจากจุดยืนส่วนตัวนะครับ ส่วนมุมมองแบบอื่นๆ ก็คงต้องให้ท่านอื่นๆ อย่างเช่นคุณเจริญชัย, คุณสุรศักดิ์ ช่วยมาแลกเปลี่ยน
สุดท้ายผมก็อยากเรียน คุณ nutjubjub และทุกท่านว่า ข้อวิจารณ์ต่างๆ ผมถือว่าเป็นประโยชน์และมันช่วยเราปรับปรุงให้คุณภาพการวิเคราะห์และตัวจดหมายข่าวได้ดีขึ้นจริงๆ นี่ทำให้เราตระหนักว่า เราไม่สามารถผลิตงาน “พื้นๆ” ออกมาให้ท่านที่ติดตามชมผลงานเราได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องดีครับ เพราะสุดท้ายผมก็อยากเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถผลิตบทวิเคราะห์ที่ได้คุณภาพจริงๆ
ผมเคยฟังรายการวิทยุเศรษฐศาสตร์ตลาดสด ก็ชอบที่คุณสุรศักดิ์ และคุณเจริญชัย แลกเปลี่ยนกันในเรื่อง หัวใจการวิพากษ์ (อะไรทำนองนี้ผมจำชัดไม่ได้) ว่าการวิพากษ์เป็นบ่อเกิดของความคิดที่ก้าวหน้า เราต้องยอมรับฟังความเห็นที่แตกต่าง และปราศจากการยึดมั่นถือมั่นใน สิ่งสูงสุด ครับ
อ่านแล้วเหนื่อยจริงๆ
ผมสรุปง่ายๆว่า เราสามารถทำบางสิ่งได้
ในห้วงวิกฤต จะมีเสี้ยวส่วนบางอย่าง ไม่โดนกระทบ หรือโดนไม่มาก
เช่น ผมเป็นนักเขียน ผมก็ยังสามารถเขียนงานดีๆได้ ตอนนี้กำลังทำเรื่องศิลปะจีน และนำออกมาให้คนไทยได้อ่านกัน อ่านจบแล้วอาจคิดอะไรดีๆก็ได้
เนื่องจากพื้นที่มีจำกัด ผมจึงเขียนได้เท่านั้นครับ ไม่ได้ลงรูปธรรม
“จดหมายข่าว” ในความเห็นผม มีบางสิ่งที่ลึกกว่าในหนังสือพิมพ์ เพียงแต่ว่า คุณนัท ต้องแกะออกมาให้ได้
แต่ช่างมันเหอะ ผมไม่ค่อยสนใจการเมือง อย่าไปรู้มันเลยว่าคืออะไร
น่าเห็นใจคนทำธุรกิจที่บางสิ่งต้องกระทบ หรือแม้แต่พวกผมเองก็กระทบ เพราะไม่ได้จัดรายการวิทยุ รวมถึงอีกหลายเรื่อง
แต่หากเรามีการกระจายความเสี่ยงเพียงพอ เราก็จะมีอย่างอื่นให้ทำ
ธุรกิจหลายอันก็กระทบไม่มาก ซึ่งพวกผมก็กำลังทำกันอยู่
เรารู้สึกโชคดีมาก ที่เราได้กระจายสินทรัพย์ของเราไว้ในหลายทาง
ที่สำคัญ วิกฤตครั้งนี้ ทำให้ผมตัดสินใจกลับมาเป็นนักเขียนอีกครั้ง
หลังจากที่เลิกล้มไปหลายที แต่คคราวนี้ไม่มีทางเลือกมาก เพราะถูกปิดกั้นโดยวิกฤตการเมือง
ยิ่งกว่านั้น ผมก็ยังเข้าร่วมกับการเมืองฝ่ายที่ 3 และ 4 ด้วย มากน้อยต่างกัน
และผมเลือกในส่วนที่ผมทำได้ และคิดว่าปลอดภัย
พวก 1 และ 2 มันไม่สนใจสนามที่ผมทำอยู่ กว่าจะรู้ตัว หรืออาจไม่รู้เลย
ประชาชนก็จะตื่นรู้ และมีคุณภาพขึ้น จนคนพวกนี้โกงกินได้ยากขึ้น
ชาติบ้านเมืองก็เจริญขึ้น
ไม่รู้ตอบแบบนี้จะกระจ่างขึ้นหรือไม่
อย่างไรผมก็ขออภัยที่ช่วงนี้ไม่มีรายการให้ชม
และต้องขอขอบคุณที่เข้ามาร่วมสนุกกัน
ปล. เช้าวันจันทร์นี่เหนื่อยจริงๆ ผมเบื่อหน่ายในหลายๆเรื่อง แต่ผมก็พยายามทำให้บรรยากาศสนุกสนาน
เรื่องลูกคลื่นนั้นน่าสนใจดี แต่ยังคิดคำตอบไม่ออก แต่ก็ขอขอบคุณที่แสดงความเห็นกันมา
ความเห็นที่หลากหลายนี้ เป็นเหมือนหยดน้ำในทะเลทรายให้พวกผมได้ชื่นใจ
อยากให้ทุกคนทำใจให้ชื่นบาน เพื่อหาหนทางเอาตัวรอดในห้วงวิกฤตนี้ อย่าพึ่งสิ้นหวัง มีร้ายย่อมมีดี มีดีย่อมมีร้าย
สรรพสิ่งถึงที่สุดย่อมเปลี่ยนพลิก
จริงๆ ผมอยากพูดคุยกับแฟนรายการทั้งหลาย
ยิ่งได้เห็นวิกฤต ยิ่งอยากปรึกษาหารือกัน
ไม่มีภาวะใดที่ให้ความรู้สึกดีๆเร่งเร้า เท่ายามวิกฤตอีกแล้ว
เราจะเห็นว่าในช่วงวิกฤต มนุษย์มักทำในสิ่งที่แทบเป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้
ผมอยากเขียนบทความดีๆสักชิ้น แต่สำนึกว่า งานการทับหัว ไม่สามารถทำได้
ดังนั้น จึงใช้ช่องทางที่มีอยู่นี้ เพื่อตอบปัญหา พูดคุยกับ แฟนรายการเท่าที่จะทำได้
เรายินดีที่ได้รับใช้ท่านเสมอ (เท่าที่จะทำได้)
หลังจากตอบคำถามเสร็จ ผมก็รู้สึกดีๆ กับวันจันทร์นี้เพิ่มขึ้น
รวมถึงบรรยากาศรอบตัวที่เริ่มดีขึ้น
อ่านแล้ว ปวดหัว สรุปว่า ช่วงนี้ ช้อนหุ้นตัวไหนดี……. ทิ้งหุ้นตัวไหน ได้ ดีกว่าเยอะ เลย
พวกเราไม่มีปัญหากับคำวิจารณ์ครับ โดยเฉพาะคำวิจารณ์จากแฟนๆรายการที่สังสรรค์ทางปัญญามา จนรู้ว่าแต่ละท่านไม่ได้มีเบื้องหลังอะไร
ผมเห็นใจคุณ nut ที่เครียดกับเรื่องธุรกิจ และเชื่อว่าขณะที่นักธุรกิจและคนทำงานก็กังวลกับปัญหานี้อยุ่
ในจดหมายข่าว Pract เดือนหน้า ในส่วนของเศรษฐกิจจะเขียนเรื่อง “เตรียมรับมือ เศรษฐกิจชะลอตัวควบเงินเฟ้อสูง “
เห็นใจคุณนัท เช่นกันครับ
เราจะพยายามเสนอสิ่งใหม่ๆที่สร้างสรรค์
เพื่อสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้
จริงๆเรื่องวิจารณ์ผมไม่ค่อยมีปัญหา
พวกเราอัดกันหนักกว่านี้หลายเท่า
ดังนั้นแค่นี้สบายมากครับ
ผมเรียนรู้อย่างหนึ่งว่า
การวิจารณ์ที่มีค่าสร้างสรรค์
ทำให้เราเก่งกาจขึ้นอีกมากมาย
นี่คือสิ่งที่หนังสือให้ไม่ได้
เพราะเป็นการสื่อสารทางเดียว
แต่การอ่านหนังสือ ทำงาน และหาทีมงานคนเก่งวิพากษ์วิจารณ์
เป็นส่วนผสมที่ลงตัวมาก
แต่ในเมืองไทยหาคนวิจารณ์เก่งๆได้ยาก นี่คือเรื่องน่าเศร้า
ที่แย่ยิ่งกว่าคือ คนส่วนใหญ่ไม่ชอบให้วิจารณ์
แต่ทีม SIU ของเรารับได้สบายมากครับ
ขอบคุณแฟนรายการทุกคน
และขอโทษที่ช่วงนี้ไม่มีรายการ
ขอ comment ด้วยคนนะครับ จุดหลักๆที่ผมเห็นมีสองเรื่อง
1. ยาวไป มากกกกกกกกกกกกกกกกๆ เลยครับ เนื้อหาจดหมายข่าวนี้เยอะกว่าข่าวไทยรัฐเสียอีก ยกตัวอย่างไทยรัฐยังมีหลายๆรสชาติ มีคอลัมน์เบาๆหนักๆปนกันไป มีดาราบันเทิง มีโฆษณาด้วย ทำให้อ่านจบเล่มได้อย่างเพลิดเพลิน แต่ จม.ข่าวอันนี้มีแต่เรื่องหนักๆ และขยายเนื้อความเรื่องหนักๆยาวไป มากกกกกกกกกกกกกกกกก ถ้าสามารถสรุปให้เหลือ 1 หน้าแบบระดับ executives สามารถ digest ได้ในเวลานั่งรถหรือกินกาแฟตอนเช้า จะดีมากๆเลยครับ
2. การวิเคราะห์การเมืองยังไม่ค่อยคมเท่าไหร่ครับ ซึ่งผมอ่านแล้วอธิบายไม่ถูกเหมือนกัน ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะสำนวนการเขียน ฝีมือการวิเคราะห์ หรือเป็นด้านความลึกของข้อมูล ขอยกตัวอย่าง หน้าการเมืองไทยรัฐ ก็แล้วกัน (เพราะผมอ่านทุกเช้าเลย) ทางด้านความลึกของข้อมูลผมว่ากลางๆ ฝีมือการวิเคราะห์ก็กลางๆ แต่ที่เยี่ยมคือลีลาการเล่า อ่านแล้วเพลินดีครับ เลยพลอยทำให้ดูลีลาการวิคราะห์ลึกซึ้งตามไปด้วย แล้วก็ทั้งๆที่อ่านดูก็รู้ว่า เลีย แต่ผมก็ยังชอบอ่าน มันเพลิดเพลินอย่างบอกไม่ถูก
ผมมองว่าต้องหาจุดขายของตัวเองครับ อย่างหน้าการเมืองไทยรัฐจุดขายเขาคือลีลาการเล่า อย่างของ siu นี้ ก็คงต้องเลือกว่าจะขายอะไร 1. ความลึกหรือข้อมูลวงใน (ตัวอย่างของผู้ที่ประสบความสำเร็จสุดในการใช้จุดนี้คือ ซ้อเจ็ด) 2. การวิเคราะห์ (ซึ่งผมยังมองว่าเวบนี้ยังตามหลังฟ้าเดียวกันหรือประชาไทอยู่มาก) 3. ลีลาการเขียน (ตรงนี้น่าจะทำได้)
ใครมีข้อเสนออะไรเด็ดก็เขียนเข้ามาได้ครับ
จะได้นำไปปรับปรุง
เพราะเราได้แต่ทำตามที่เราคิดว่าดี
แต่การตัดสินว่าดีไม่ดี ต้องเป็นผู้อ่าน
ถ้ามีความเห็นมากๆๆ ย่อมช่วยในการปรับปรุงได้ดียิ่งขึ้น
ขอบคุณมากครับ