Practical Utopia V
April 12, 2008
- สถานการณ์ subprime สหรัฐฯ ที่ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯถดถอยอย่างเต็มรูปแบบ และผลกระทบกับโลก
- สถานการณ์ราคาข้าว
- สถานการณ์ทางการเมืองที่ยังไม่จบ
- เรื่อง Hi5 และการนำ Social network เพื่อทำการตลาดยุคใหม่
Comments
31 Responses to “Practical Utopia V”
Got something to say?




สวัสดีครับ
ฟังรายการเมื่อเช้าวันอาทิตย์ ทราบว่าคุณเจริญชัยรับบริหารพอร์ตหุ้น อยากถามว่า
คุณเจริญชัยมีอะไรให้ผู้ฟังเชื่อถือและไว้วางใจเรื่องคำแนะนำในการลงทุนครับ?
เพราะมันคือเงินจริงน่ะครับ ถ้าคุณเจริญชัยแนะนำผิดแล้วผู้ฟังขาดทุนล่ะครับ จะเป็นยังไงมั่ง
แล้วคุณเจริญชัยใช้ fundamental หรือ technical ในการตัดสินใจครับ?
ขอบคุณสำหรับความรู้ด้านประวัติศาสตร์นะครับ ส่วนคำถาม คห. 1 นี่ ถามตรงดีครับ
คือที่กล้าถามเพราะจากการติดตามฟังมาพอสมควร รู้ว่าคุณเจริญชัยและเพื่อนเป็นคนที่ใจกว้างและรับฟังความเห็นคนอื่นนะครับ ถ้าไปถามที่อื่น อาจจะโดนมองว่าป่วน
การพัฒนาตนเองก็ต้องไม่กลัวที่จะถูกวิพากษ์วิจารณ์
งั้นขอถามเพิ่มเติมละกันครับ
คุณเจริญชัยและคุณสุรศักดิ์มีความเห็นอย่างไรกับประเด็นต่อไปนี้
1. การไปกู้เงิน จากญี่ปุ่นมาทำรถไฟฟ้า ทราบว่าค่าเงินเยนมีแต่จะแข็งขึ้น ทำไมเราไม่ไปกู้เงิน US ที่มีแต่อ่อนลงล่ะครับ
2. ได้อ่านบทความ 5 เสื่อมของ อ ธีรยุทธ รึเปล่าครับ ท่านทั้งสองมีความเห็นอย่างไร ประเด็นนี้ค่อนข้างการเมืองนิดนึง แต่เศรษฐกิจผูกติดกับการเมืองอย่างแยกไม่ออก สมควรที่จะนำมาพิจารณาร่วมกัน
ส่วนของคุณเจริญชัย คงต้องให้คุณเจริญชัยมาตอบครับ
ขอตอบเฉพาะคำถามสองข้อด้านล่าง
1) การไปกู้เงินจากญี่ปุ่นเป็นการกู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยตลาดค่อนข้างมาก เพราะลักษณะการกู้เป็นการปล่อยกู้จากธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญีปุ่น (The Japan Bank for International Cooperation : JBIC) ซึ่งเป็นสถาบันการเงินของรัฐบาลญี่ปุ่นที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างญีปุ่นและต่างประเทศ หรืออีกนัยหนึ่งคือเป็นเงินทุนให้เกือบเปล่าของรัฐบาลญี่ปุ่นเพื่อสร้างความร่วมมือหรืออิทธิพลของรัฐบาลญี่ปุ่น (ผู้ให้กู้) ต่อประเทศผู้กู้เงิน เช่นไทย เป็นต้น ในแง่นี้ เมื่อเปรียบเทียบผลประโยชน์จากแหล่งเงินกู้ที่ปล่อยกู้เป็นเวลานาน (25 ปีขึ้นไป) ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก (อาจจะมีเงื่อนไขผูกกับการกู้คือต้องจ้างบริษัทญี่ปุ่น) เมื่อเปรียบเทียบกับแหล่งเงินกู้อื่นๆจากต่างประเทศพบว่าการกู้เงินจากญี่ปุ่นให้ต้นทุนที่ต่ำกว่าเมื่อพิจารณาในภาพรวม ส่วนกรณีของสหรัฐฯ ที่ยกมา อัตราแลกเปลี่ยนอาจจะอ่อนค่าและดอกเบี้ยอยู่ระดับต่ำในปีสองปีนี้ แต่ในระยะยาว อย่าลืมว่าเรากู้เงินระยะยาว ไม่ทราบว่าอัตราแลกเปลี่ยน และอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐจะอยู่ที่เท่าไหร่ นอกจากนี้ การขอกู้โครงการลงทุนระยะยาวในแหล่งเงินสหรัฐฯ ค่อนข้างจะมีต้นทุนสูงมากครับ
รายละเอียด JBIC ดูที่นี่
http://en.wikipedia.org/wiki/Japan_Bank_for_International_Cooperation
2) ผมอ่านบทความ 5 เสื่อมแล้ว ผมกังวลกับเรื่องความแตกแยกของประเทศไทยมาก ผมได้เขียนบทความเรื่องนี้อย่างน้อย สองครั้งก่อนเลือกตั้งในปีที่แล้ว
การเมืองของชนชั้นล่าง
http://www.siamintelligence.com/wordpress/lower-class-politics/#comments
ประเทศไทยหลัง 23 ธันวาคม
http://www.siamintelligence.com/wordpress/thailand-after-dec-23-2007/#comments
ปัญหาประเทศไทยในตอนนี้ อยู่ที่ว่าชนชั้นสูงหรืออภิชนทั้งหลายของไทยจะเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศไทยในครั้งนี้หรือไม่ เพราะที่ผ่านมา ชนชั้นล่างและชนชั้นกล่างไทยได้เข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศรวมทั้งเสียสละและบูชายัญตนเอง ชนชั้นกลางบูชายัญตนเองตั้งแต่วิกฤติ 2540 และการเป็นฐานภาษีรายใหญ่ของประเทศ ในขณะที่ชนชั้นล่างพลีตนเองแก่ประเทศไทยในอดีต ตั้งแต่การเสียภาษีพรีเมียมข้าว ภาษีการเกษตร จนกระทั่งประเทศไทยเปลี่ยนตนเองไปเป็นประเทศกึ่งอุตสาหกรรมใหม่ตั้งแต่ประมาณปี 2525 เป็นต้นมา ภาระภาษีจึงมาตกที่ชนชั้นกลาง โดยชนชั้นล่างอุทิศแค่แรงงานราคาถูกและผลิตผลเกษตรกรรมราคาถูกแก่ระบบเศรษฐกิจ
ผมคิดว่า ชนชั้นสูงของไทย ต้องถอยห่างจากการเมือง และสนับสนุนการปฏิรูประบบเศรษฐกิจ ด้วยการสนับสนุนการเก็บภาษีดก การปฏิรูปที่ดิน ผมเสียดายภาษีมรดกที่ถูกยกเลิกในรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ โดย ดร. ฉลองภพ รัฐมนตรีคลังในตอนนั้น ภาษีมรกดกจะช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล่ำทางรายได้ที่เข้าขั้นวิกฤติและลดทอนปัญหาทางการคลังจากรัฐธรรมนูญ 2550 ที่เน้นให้ไทยเป็นค่อนข้างที่จะเป็นรัฐสวัสดิการรวมทั้งนโยบายประชานิยมจากพรรคการเมืองทุกพรรค
ที่สำคัญ ผมคิดว่า ชนชั้นสูงต้องถอยห่างจากการเมืองหรือการบงการทางการเมืองในทางอ้อม แม้ว่า ในความรู้สึกของสังคมส่วนหนึ่งจะมองว่าการบงการทางการเมืองหรือการแทรกแซงทางการเมืองชองชนชั้นสูง เป็นเรื่องที่ดี เพราะภาคการเมืองมีคุณธรรมและความน่าเชื่อถือต่ำกว่า แต่ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า ชนชั้นสูงไทย ปราศจากความสามารถในการบริหารจัดการเศรษฐกิจ และความเข้าใจเศรษฐกิจสมัยใหม่ เท่าที่ผมตามอ่านความคิดของชนชั้นสูงของไทยเรื่องเศรษฐกิจมาหลายปี ผมคิดว่า ความคิดทางเศรษฐกิจของชนชั้นสูงไทยล้าสมัยมาก และยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับความคิดทางเศรษฐกิจของผู้นำเวียดนามหรือสิงคโปร์ เรื่องแนวทางการบริหารจัดการเศรษฐกิจแล้ว ผมหดหู่ใจในความคิดเรื่องเศรษฐกิจของชนชั้นสูง ดังนั้น ผมจึงไม่แปลกใจที่เห็นความล้มเหลวในการบริหารประเทศของรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ และถ้าชนชั้นสูงยังยืนยันที่จะแทรกแซงการเมืองอีก จะนำให้เศรษฐกิจประเทศไทยล้มเหลว ถึงตอนนั้นเสียงสนับสนุนของชนชั้นสูงจากชนชั้นกลางจะลดลงและจะเป็นอันตรายต่อชนชั้นสูงเองในอนาคตรวมทั้งจะก่อให้เกิดความไร้เสถียรภาพทางการเมืองไทยระยะหนึ่งก่อนที่จะกลับสู่ภาวะสมดุลทางอำนาจ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น เศรษฐกิจไทยประเทศไทยคงพัฒนาล้าหลังและกระทบต่อระดับรายได้ของชนชั้นล่างและชนชั้นกลางอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ชนชั้นสูงไทยอาจจะแค่เสียสถานะทางอำนาจแต่ไม่เสียสถานะทางเศรษฐกิจ เนื่องจาก ชนชั้นสูงไทยแยกตัวออกจากผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในชาติ (Decoupling) จึงไม่อนาทรร้อนใจกับความเดือดร้อนของคนในชาติ
ถึงตอนนี้ ลองนึกถึงประสบการณ์ประเทศฟิลิปปินส์ที่เคยเป็นดาวรุ่งทางเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ก่อนที่จะตกต่ำในปัจจุบัน ชาวฟิลิปปินส์ต้องอพยพออกนอกประเทศไปเป็นคนขับแท็กซี่ในสหรัฐฯ รวมทั้งไปเป็นคนใช้ระดับปริญญาตรีในประเทศสหรัฐฯ ตะวันออกกลาง ไปเป็นนักร้องตามโรงแรม/ผับบาร์ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คนฟิลิปปินส์ทำงานบริการหลากหลายในต่างประเทศได้ เพราะอย่างน้อยประเทศเขาใช้ภาษาอังกฤษเป็นรากฐาน ถ้าประเทศไทยประสบปัญหาในลักษณะเดียวกันอย่างฟิลิปปินส์เผชิญ คนไทยจะไปทำมาหากินอะไร ???
เรื่องความเสื่อมอื่นๆ ผมคิดว่าไม่เป็นปัญหาเท่ากับเรื่องความแตกแยกของคนในประเทศ และผมเห็นด้วยกับที่ คุณธีรยุทธเขียนว่า ปัญหาความสามัคคีในบ้านเมือง เป็นปัญหาที่อาจจะร้ายแรงของประเทศไทย ดังจะเห็นได้จาก สองบทความเก่าของผมในด้านบน
ขอบคุณคุณสุรศักดิ์มากครับที่ตั้งใจตอบให้หายข้องใจ ใน ข้อ 1
ส่วนข้อ 2 ตอบได้น่าคิดครับ ขอกลับไปนอนไตร่ตรองก่อน
ที่มาเขียนเพื่อแสดงความขอบคุณครับ
อ้อ คุณสุรศักดิ์เคยพูดถึงเกมสามก๊กสมัยก่อนที่ต้องใช้ floppy disc 5 นิ้ว เล่น 2 แผ่นสลับกัน ผมฟังแล้วหัวเราะเลยครับ เพราะผมก็เล่นเหมือนกัน ของ KOEI ใช่มั้ยครับ
งั้นผมว่าเราเป้นคน generation เดียวกัน
ผมมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการที่คุณเจริญชัยรับบริหารพอร์ตว่าเป็นสิ่งที่ดีครับ ผมก็สนใจอยากให้ทำครับ เเต่ขอออกตัวก่อนว่าผมไม่ได้มีเงินมหาศาลนะครับ 555 เเละไม่รู้คิดค่าบริการกันอย่างไรครับ หากได้ผลตอบเเทนที่ดีกว่ากองทุนรวมหลายเท่า รวมถึงมีหลักประกันว่าควรจะได้ผลตอบเเทนเป็นช่วงสักกี่เปอร์เซ็นต่อปีครับ ก็น่าสนใจมากเลยครับ เพราะมันเเสดงถึงความมั่นใจของทีมงานด้วยครับ ผมว่าอย่างน้อยหากฝากพอร์ตไว้ที่ทีมงานเเล้วเชี่อฟัง ส่วนตัวผม ผมยินดีมอบอาญาศิษย์ให้เลยเเบบเล่าปี่ที่ให้ดาบกับขงเบ้งตอนทำศึกหนีตายครั้งเเรก เเต่ผมก็ไม่คิดว่าผมเป็นเล่าปี่นะครับ เเต่เเค่ยกสถานการณ์มาเทียบให้ฟังถึงความคิดน่ะครับ ถ้าทำเเล้วดีขี้นทำไมจะไม่เอาล่ะครับอะไรประมาณนี้ครับ
ขอคำเเนะนำด้วยครับ เรี่องเงินๆทองๆมันค่อนข้างอ่อนไหวครับจึงถามเยอะไปสักหน่อยนะครับ
ผมมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการที่คุณเจริญชัยรับบริหารพอร์ตว่าเป็นสิ่งที่ดีครับ ผมก็สนใจอยากให้ทำครับ เเต่ขอออกตัวก่อนว่าผมไม่ได้มีเงินมหาศาลนะครับ 555 เเละไม่รู้คิดค่าบริการกันอย่างไรครับ ผมว่าอย่างน้อยหากฝากพอร์ตไว้ที่ทีมงานเเล้วเชี่อฟังเเล้วได้ผลตอบเเทนที่ดีกว่ากองทุนรวม รวมถึงมีหลักประกันว่าควรจะได้ผลตอบเเทนเป็นช่วงสักกี่เปอร์เซ็นต่อปีครับ ก็น่าสนใจมากเลยครับ เพราะมันเเสดงถึงความมั่นใจของทีมงานด้วยครับ ส่วนตัวผม ผมยินดีมอบอาญาศิษย์ให้เลยเเบบเล่าปี่ที่ให้ดาบกับขงเบ้งตอนทำศึกหนีตายครั้งเเรก เเต่ผมก็ไม่ได้คิดว่าผมเป็นเล่าปี่นะครับ เเต่เเค่ยกสถานการณ์มาเทียบให้ฟังถึงความคิดน่ะครับ ถ้าทำเเล้วดีขี้นทำไมจะไม่เอาล่ะครับอะไรประมาณนี้ครับ
ขอคำเเนะนำด้วยครับ เรี่องเงินๆทองๆมันค่อนข้างอ่อนไหวครับจึงถามเยอะไปสักหน่อยนะครับ
อ่านของคุณ Paganini เข้าใจว่าน่าจะเป็นคนรุ่นเดียวกันครับ 555 ยุคนั้นเป็นยุคปลายๆของ อริสมันต์ และเป็นยุคต้นๆของ Boy Band แต่โดยรวมแล้วเป็นยุคทอง RS นะครับ และยังทันเห็น ด.ญ. ทาทายัง ออกเทปชุดแรก พอดีขณะที่พิมพ์อยู่ กำลังฟังเพลง “รักโลกาภิวัฒน์” ของภิญโญ รู้ธรรมอยู่ และยิ่งอ่านที่คุณ Paganini ยิ่งเกิดภาวะที่เรียกว่า nostalgia หรือหวนหาอดีตอันงดงาม แปลว่า แก่แล้ว 555
สมัยนั้นผมเล่นเกมส์สนุกมาก แหล่งที่รับ coppy เกมส์ สำหรับผมมีที่ชั้นใต้ดิน Central ลาดพร้าว และ The Mall งามวงศ์วาน โดยเจ้าของร้านที่ The Mall คือนักแสดงในทีมซูโม่ หรือทีมรายการเพชฌฆาตความเครียดในสมัยก่อน ที่ตัวสูงๆ แต่ผมลืมชื่อเขาแล้ว แต่ไม่ใช่คุณภิญโญ รู้ธรรมนะครับ แต่อยู่ในก๊วนเดียวกัน ซึ่งตอนนั้นแปลกดี เพราะนอกจากเล่นรายการทีวีลักษณะคลายเครียดแล้ว เจ้าของร้านยังเป็นคนเล่มเกมส์อีกด้วย
สำหรับคุณ Mai และคุณ Paganini ผมขอนำเสนอทัศนะของผมเรื่องตลาดหุ้นไทยดังนี้ ส่วนที่เหลือต้องรอคุณเจริญชัยมาอธิบายครับ แต่โดยส่วนตัวผมเชื่อมั่นในความคิดเรื่องการลงทุนของคุณเจริญชัยนะครับ
เรื่องการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ส่วนตัวผมยังเชื่อว่าเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนในตราสารทางการเงินอื่นๆ แต่การลงทุนในประเทศกำลังพัฒนาเช่นประเทศไทย ประเทศที่มีความอ่อนไหวทางการเมือง อ่อนไหวต่อความผันผวนของเศรษฐกิจโลก อาทิ อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกลุ่ม G3 (สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น) อัตราดอกเบี้ยสหรัฐหรือ Fed Fund Rate อัตราแลกเปลี่ยนไทย และปัจจัยภายในของไทยคือเสถียรภาพทางการเมือง ใครจะเชื่อว่า ประเทศที่มีระดับการพัฒนาขนาดประเทศไทยจะมีรัฐประหารในสองปีที่ผ่านมา ผลพวงจากรัฐประหารทำให้ความเสี่ยงของประเทศไทยสูงขึ้น เพราะนักลงทุนต่างประเทศจะนับเอาการรัฐประหารเป็นความเสี่ยงเฉพาะประเทศไทย ทำให้การลงทุนโดยตรงและโดยอ้อมจะต้องนับเอาความเสี่ยงตรงนี้เป็นต้นทุนไปด้วย
การลงทุนในตลาดหุ้นไทย จึงไม่สามารถนำเอาหลักการ Value Investment มาใช้ได้ชนิด 100 % เพราะประเทศไทยไม่เหมือนกับสหรัฐฯ ซึ่งระบบภายในค่อนข้างดี ไม่มีปัญหาเรื่องเสถียรภาพการเมือง ถึงตอนนี้ ผมขอเน้นครับว่า ปัญหาความผันผวนเรื่องเศรษฐกิจ เป็นปัญหาที่ทุกประเทศไม่ว่าจะพัฒนาไปมากแค่ไหนมีสิทธิเผชิญ แต่ปัญหาระบบการเมืองจะเกิดกับประเทศที่ระดับการพัฒนาต่ำ (under develop) ดังนั้นการรัฐประหารของไทยจึงเป็นหลักกิโลเมตรที่บอกว่าประเทศเรายังไม่ใช่ประเทศที่มีศักยภาพไปเป็นประเทศที่เข้าใกล้ประเทศที่พัฒนาแล้วได้เลย ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีกว่า พม่าไม่มาก ถ้าวัดตาม Country Risk ของ Global Insight
ผมบอกในรายการเศรษฐศาสตร์ตลาดสดและรายการ Practical Utopia V ว่าการเมืองไทยไม่ได้ส่งผลกระทบในแง่ต่างชาติมองประเทศไทยเป็นประเทศที่มีปัญหาเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองเท่านั้น ผลที่เห็นได้ชัดคือผลกระทบจากคนไทยด้วยกันเอง ดังจะเห็นจากการลงทุนและการบริโภคของคนไทย ติดลบในช่วงปี 2550 โดยเฉพาะตั้งแต่เหตุระเบิดในช่วงปีใหม่ 2550 โดยการลงทุนเอกชนไทยในปี 2550 ติดลบ 3 ไตรมาส และเป็นบวกในไตรมาสสุดท้ายเนื่องจากมีการลงประชามติรัฐธรรมนูญและมีความชัดเจนในการเลือกตั้งทั่วไป ส่วนการบริโภคเอกชนขยายตัวในอัตราที่ต่ำมากคือตลอดทั้งปีน้อยกว่า 3 % คืออยู่ที่ 2.5% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา (YoY)
การที่ต่างชาติมองว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีปัญหาสถียรภาพทางการเมืองจะส่งผลให้มีแต่ทุนเก็งกำไรเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย บทวิเคราะห์ล่าสุดของ Goldman Sachs ทุกๆ 2 เดือนที่ชื่อว่า Global Economic Analyst March/April 2008 ได้ให้ภาพว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงทางการเมืองโดยเฉพาะเสถียรภาพของรัฐบาลใหม่ซึ่งไม่แน่นอนเป็นตัวขัดขวางการพัฒนาเศรษฐกิจและได้ให้อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทยในปีนี้แค่ 4 % ซึ่งผมถือว่าเป็นการให้ที่ต่ำมาก โดยส่วนตัวผมมองว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวในปีนี้ที่ 4.5-5.0 การที่ผมให้ range กว้างขึ้นอยู่กับปัญหาการเมืองไทยและวิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐฯว่าจะส่งผลต่อยุโรปและญี่ปุ่นขนาดไหน กลับมาที่การประเมินของ GS (Goldman) ผมคาดว่าคงส่งผลต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทยระดับหนึ่ง เพราะ Goldman Sachs เป็นวาณิชธนกิจอันดับ 1 ของโลก แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าวิกฤติการเมืองไทยจบลงเร็ว และการที่ตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระเทือนจากการปรับฐานของตลาดหุ้นสหรัฐฯในอีกครึ่งปีหลังนี้ จะเป็นโอกาสในการลงทุนในตลาดหุ้นไทยครับ เพราะราคาในตอนนั้นเมื่อขจัดความเสี่ยงทางการเมืองไทย ความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยและโลกแล้ว ถือว่าเป็นราคาที่น่าสนใจ แต่นั่นต้องขึ้นอยู่กับการลงทุนในหุ้นอะไรด้วย
มาถึงตรงนี้แล้ว จะพบว่าเศรษฐกิจไทย ทำไมทั้งการส่งออกและการลงทุนในตลาดหุ้นไทยทำไมต้องขึ้นกับต่างชาติ เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะอำนาจซื้อของประเทศไทยต่ำ บริษัทในประเทศไทยโดยเฉลี่ยไม่สามารถให้ค่าจ้าง (Wage) โดยเฉลี่ยแก่แรงงานไทยให้สูงขึ้นได้ เพราะมีอำนาจผูกขาดที่จะกดค่าจ้างให้ต่ำ และการที่คุณภาพแรงงานไทยหรือคุณภาพคนไทยโดยเฉลี่ยต่ำ ทำให้ความสามารถในการผลิตต่ำ (productivity) ต่ำ และโยงไปที่เงินเดือนโดยเฉลี่ยของคนไทยต่ำ พอเงินเดือนต่ำในขณะที่ค่าครองชีพสูงขึ้น ผลคือำนาจซื้อต่ำ ส่วนเกินของเงินที่เหลือจากการใช้จ่ายที่เรียกว่าเงินออมต่ำนำไปสู่การลงทุนในตลาดหุ้นของคนไทยต่ำ นอกเหนือไปจากการที่มีบริษัทที่ดีน้อยเกินไปในตลาดหลักทรัพย์
ปัญหาของประเทศไทยในตอนนี้ ส่วนหนึ่งเป็นปัญหาระยะยาว เช่น คุณภาพการศึกษา การจูงใจให้เอกชนไทยลงทุนในการวิจัยและพัฒนา (R&D) การขึ้นค่าจ้าง การแก้ปํญหาระยะยาวเชิงโครงสร้างต้องใช้การเมืองเป็นตัวปรับ เพราะการเมืองคือการบริหารอำนาจทรัพยากรรัฐไทยและมีอำนาจทางกฎหมาย แต่ความเป็นจริงคือนักการเมืองไทยและชนชั้นสูงไทย แยกตัวออกจากผลประโยชน์ส่วนใหญ่ของคนในประเทศ นักการเมืองและชนชั้นสูงไทย สามารถทานอาหารที่โรงแรมดุสิตธานีหลังประชุมสภาฯ ได้มื้อละ 8-9 หมื่นบาท ไม่ต้องพูดถึงอภิชนไทย ผมได้ยินว่าทานอาหารมื้อละแสนกว่าบาทเสียด้วยซ้ำไป ดังนั้นไม่ว่าราคาน้ำมันจะไปที่ลิตรละ เกือบ 40 บาท หรือลิตรละ 100 คนพวกนี้ก็ไม่เดือดร้อน เพราะรายได้และผลประโยชน์ของคนพวกนี้มาจากเงินภาษีของประเทศไทย เป็นเงินได้เปล่าเพราะประชาชนไทยเป็นผู้จ่าย และนักการเมืองและชนชั้นสูงไทยเป็นผู้ใช้ และมีศักยภาพในการใช้ครั้งละมากๆ เสียด้วยซ้ำไป การทานอาหารหรือการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเป็นแสนเป็นล้านบาทต่อวัน จึงไม่ทำให้ต้องคิดมาก ตรงกันข้ามกับคนไทย นักธุรกิจไทย ที่จะใช้จ่ายอะไร ต้องคิดแล้วคิดอีก เพราะเป็นผู้หารายได้ ในขณะที่นักการเมืองและชนชั้นสูงไทย ไม่ใช่ผู้หารายได้ (ประชาชนไทยเป็นผู้หารายได้ให้แทน) จึงไม่ต้องกังวลต่อการใช้จ่าย
ว่าไปแล้ว คนพวกนี้ นักการเมืองและชนชั้นสูงมีความคิดและการใช้ชีวิตเหมือนผู้นำเผด็จการทหารหรือทรราชย์ในอดีต คือไม่ใยดีต่อชะตากรรมของประเทศไทยโดยรวมมาก หรือชะตากรรมของคนส่วนใหญ่ในประเทศมาก ไม่สนใจว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศจะมีชีวิตอยู่กันอย่างไร ทำมาหากินกันอย่างไร อนาคตประเทศจะเป็นไปในทางใด เพราะผลประโยชน์ของตนเองได้มาจากการภาษีอากรของคนส่วนใหญ่ของประเทศ ข้อสังเกตของผมคือระดับความ care ต่อคนส่วนใหญ่ของประเทศนั้น นักการเมืองจะ care กับปัญหาประชาชนมากกว่า ชนชั้นสูง ดังจะเห็นได้จากความแตกต่างด้านการตอบสนองต่อปัญหาประชาชนของรัฐบาลหลังรัฐประหารที่แทบจะไม่สนใจใยดีกับประชาชนไทยเลยกับรัฐบาลเลือกตั้ง แต่การตอบสนองของนักการเมืองไทยไม่เพียงพอเพราะไม่แตกต่างอะไรกับการตอบสนองเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว แต่โลกในปัจุบันและประเทศไทยในขณะนี้เรียกร้องมากกว่านั้น ดังนั้นพลังของประชาชนที่มีคุณภาพคือจุดชี้ขาดในการกดดันนักการเมืองไทย และชนชั้นสูงไทย แต่การกดดันนักการเมืองจะง่ายกว่าการกดดันชนชั้นสูงไทย
พวกผมถึงมาทำ SIU เพื่อลดความไม่เท่าเทียมกันด้านข้อมูลข่าวสารลง รวมทั้งการเผยแพร่ความคิดและทัศนะของพวกเราที่แตกต่างไปจากสื่อกระแสหลัก นักวิชาการกระแสหลัก และส่วนเกินไปกว่านั้นคือในนอาคต เราหวังไปถึงการทำงานในลักษณะการให้คำแนะนำที่ปรึกษาแก่ SMEs ไทย ในด้านความเข้าใจเศรษฐกิจ หรือ Solutions ทางด้าน IT แต่เฉพาะหน้าต้องทำเรื่องข้อมูลข่าวสารเสียก่อน
my e-mail is benz_sudta@yahoo.co.uk
Thanks.
ขอตอบคำถามเรื่องรับลงทุนก่อนนะครับ
จริงๆตัวอย่างหนึ่งที่คิดตอบไว้คือ กรณีคลาสสิค เล่าปี่กับขงเบ้ง
แต่มีคนตอบแทนแล้ว คือ คุณ mai นั่นเอง
“ยินดีมอบอาญาศิษย์ให้เลยเเบบเล่าปี่ที่ให้ดาบกับขงเบ้งตอนทำศึกหนีตายครั้งเเรก”
ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ไม่เสี่ยง ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ฟรีอย่างแท้จริง
แม้แต่กินข้าว คุณก็เสี่ยงกับอาหารเป็นพิษ เสี่ยงกับได้อาหารไม่ถูกปาก
ไปรักษาโรงพยาบาลก็ไม่มีอะไรการันตีว่าจะหายจากโรค หรือหายจากโลก
เก็บเงินไว้เฉยๆก็ยังเสี่ยงกับภาวะเงินเฟ้อ
“ทุกสิ่งทุกอย่างทุกการกระทำและไม่ทำ ล้วนเป็นความเสี่ยง” อันนี้เป็นสิ่งที่ต้องตระหนัก
ในวิชาเศรษฐศาสตร์ ในช่วงหลังๆเริ่มนำเรื่อง “ความเสี่ยง” มาพิจารณามากขึ้น เพราะรู้ว่าโลกความจริงนั้น เรื่องความเสี่ยงเป็นเรื่องสำคัญ เกิดขึ้นในทุกสถานการณ์
สิ่งที่ทำให้ผู้ฟังเชื่อถือ คงมีเพียงแค่ “รายการเล็กๆ เวปไซด์เล็กๆ และ TV เล็กๆ” ซึ่งท่านสามารถตรวจสอบแนวคิดแนวทางการลงทุน รวมถึงกลยุทธ์ในเรื่องต่างๆ ความเข้าใจชีวิต เข้าใจการเมืองสังคม รวมถึง Wisdom ในการรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ
ผมคิดว่า “การลงทุนที่ดี” แยกไม่ออกจากความเข้าใจเรื่องอื่นๆที่นอกเหนือจากการลงทุนได้ เพราะทุกสิ่งสะท้อนกันหมด
อย่างน้อยแค่นี้ท่านก็รู้จักมากกว่า “ผู้จัดการกองทุน” ที่ท่านบางทียังไม่รู้ว่าเป็นใคร อาจมี CFA แต่นั่นเป็นเพียงแค่กระดาษแผ่นหนึ่งเท่านั้น แม้ว่าจะศักดิ์สิทธิ์ และสอบกันหน้าดำคร่ำเครียดเพียงใดก็ตาม
ขงเบ้งก็ไม่มีอะไรการันตี เพราะไม่เคยทำศึกมาก่อน ส่วนคนที่เคยทำศึกมาโชกโชนก็ไม่แน่ว่าจะเก่งเท่า
อิอิ ไม่ได้หมายความว่าผมเป็นขงเบ้งนะครับ และคนที่ผมชอบกลับเป็นศัตรูขงเบ้งเสียอีก
ส่วนถ้าผมทำผู้ฟังขาดทุนจะทำอย่างไร
การลงทุนคือความเสี่ยงครับ ผลตอบแทนที่ได้มากกว่าเงินฝากธนาคาร ก็ต้องพ่วงมาด้วยความเสี่ยง
หรือหากไม่อยากเสี่ยง ผมก็มีโปรแกรมอื่นที่คอยช่วยเหลือ แต่ไม่อยากเขียนในที่นี้ เพราะเรื่องนี้ค่อนข้าง Sensitive ไม่อยากพูด/เขียนออกสื่อสาธารณะมากนัก
แต่ที่พูดไปวันนั้นเพราะอยากช่วยเหลือผู้ฟังอย่างแท้จริง
เอาเป็นว่า ผู้ฟังที่สนใจลงทุนทั้งที่เสี่ยงและไม่เสี่ยง ติดต่อผมมาได้ครับ โดยเฉพาะคุณ mai นี่เขียนได้ถูกใจผมมากเลยครับ
สุดท้ายต้องขอบคุณ Paganini ที่ถามอย่างตรงไปตรงมาครับ
ปล. ผมไม่ใช่ขงเบ้ง และไม่อยากตายแบบหดหู่เหนื่อยยากเพราะไม่บริหารจัดการแบบขงเบ้งนะครับ
เรื่อง 5 เสื่อมนั้น ฟังดูเท่ห์ดีครับ ผมชอบในแง่ของโลโก้
แต่ผมไม่ค่อยสนใจมากนัก
โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง “ศีลธรรม”
เพราะ
“ศีลธรรม” คล้ายกับ “เทคโนโลยี” มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
แต่ความต่างคือ “เทคโนโลยี” นั้น สามารถพิสูจน์ได้อย่างเป็นรูปธรรมว่าของใครดีกว่ากัน
แม้กระนั้นก็ยังมีคนตกยุคที่ไม่ยอมรับ แต่เขาก็จะรู้ว่าตนเองผิดพลาดอย่างรวดเร็ว
“ศีลธรรม” ของยุคอาจารย์ธีรยุทธ์ ก็เป็นแบบหนึ่ง “ศีลธรรม” ของคนยุคนี้ก็เป็นอีกแบบหนึ่ง
ถ้าจะวัดความเสื่อมกันจริงๆก็ต้อง ใช้กรอบศีลธรรมของยุคนี้เท่านั้นจึงจะวัดได้ว่าดีไม่ดีอย่างไร แต่ดูเหมือนอาจารย์จะใช้ กรอบศีลธรรมของยุคท่าน มาตัดสินคนยุคนี้
“เราไม่อาจใช้กรอบคิดของเราไปตัดสินคนยุคก่อน (เช่น คนยุคก่อนบ้าเลือด ชอบทำสงคราม โหดร้ายทารุณ ผมคิดว่า มันอาจเป็นเรื่องจำเป็นของคนยุคนั้น ซึ่งยังไม่มีวิธีแก้ปัญหาความขัดแย้งได้อย่างปัจจุบัน ฯลฯ)และก็ไม่อาจใช้กรอบศีลธรรมของคนยุคก่อน มาตัดสินคนยุคนี้ (เช่น สังคมยุคนี้คนหมกมุ่นเรือ่งเพศ แล้วถามว่า คนยุคก่อนไม่หมกมุ่นเหรอ ผมว่าคนยุคก่อนอาจหมกมุ่นกว่า เพราะมีเมียน้อยเมียเยอะกันอย่างถูกกฏหมายด้วย คนยุคนี้ยังต้องหลบซ่อน ฯลฯ)
ผมจึงงงๆอยู่เหมือนกันที่ท่านอาจารย์นิธิ ซึงเป็นนักประวัติศาสตร์มือฉกาจ น่าจะเข้าใจหลักการสำคัญของนักประวัติศาสตร์ได้ดีกว่า
“อย่าตัดสินคนในอดีต ด้วยกรอบคิดของคนปัจจุบัน”
แต่ท่านกลับทำในแง่มุมตรงกันข้าม คือ ใช้กรอบคิดของคนอดีตมาตัดสินคนปัจจุบัน 555
เราจะสังเกตเสมอมาว่า คนเฒ่าคนแก่มักบอกว่า “สมัยก่อนคนมีน้ำใจ เด้กรุ่นใหม่ไม่ได้เรื่อง”
แต่ผู้ใหญ่วันนี้ก็คือเด็กเมื่อวันวาน นั่นหมายความว่า คนทุกรุ่นนับพันปี เป็นคนไม่ได้เรื่องหมด เพราะต่างก็เคยโดนผู้ใหญ่ในยุคของตน ว่ากล่าวประณามมาก่อน
เท่าที่ผมทราบ คำกล่าวข้างต้น มีมานานนับพันปีแล้ว และมักจะพูดกันทุกยุคสมัยเลยก็ว่าได้
สุดท้าย ถามว่า สังคมไทยกำลังจะเข้าสู่ความเสื่อมหรือไม่
ผมคิดว่า น่าจะเสื่อม แต่เป็นเสื่อมในอีกความหมายหนึ่ง ที่น่ากลัวไม่แพ้กัน
ไว้ว่างๆ จะลองพูดในความหมายของผมดูบ้าง
“5 เสื่อม ในความหมายของศิษย์รุ่นหลังร่วมสำนักเดียวกับอาจารย์ธีรยุทธ์ 27 รุ่น”
ป.ล. ผมเคยเจอท่านอาจารย์ครั้งหนึ่ง ท่านกำลังศึกษาหนังสือ ศิลปะเปอร์เซีย อยู่ ผมทึ่งและศรัทธาในปัญญาล้ำลึกของท่านมาก (แต่ในเรื่องสังคมศาสตร์ที่ต้องใช้อะไรมากกว่าปัญญาค้นคว้านั้นผมไม่เห็นด้วยกับท่านเลย)ผมรู้ว่าท่านจบการศึกษาที่เดียวกับผม จึงลองถามรุ่นของท่านดู ถ้าจำไม่ผิดคือ 53 ผมเลยประมาณเอาว่า ท่านเป็นรุ่นพี่ผม 27 รุ่น ผมจึงต้องเคารพท่านมากๆๆ ไม่อยากพาดพิงถึงมากนัก 555
แต่วันนี้ต้องขออภัย แต่ผมก็พยายามเขียนอย่างเคารพ
“ศีลธรรม” มีบริบทของมัน เราไม่สามารถพูดอย่างโดดๆได้ โดยไม่อิงกับเรื่องสังคม การเมือง เศรษฐกิจ เทคโนโลยี
ผมคิดว่า สิ่งที่จะทำให้สังคมพ้นจากความเสื่อม ไม่ใช่มาพูดเรื่อง ปรับปรุงศีลธรรมของปัจเจกชน แต่ต้องเป็นการแก้ไขระบบสังคมให้ดีขึ้น
คนอเมริกา อาจจะขี้โกงไม่แพ้คนไทย แต่เนื่องจากระบบกฏหมาย ระบบสังคมเขาเข้มแข็งกว่า คนอเมริกาจึงโกงน้อยกว่า แม้ว่าอยากจะโกงมากกว่าก็ตาม
สำหรับการแก้ไขในระดับปัจเจกนั้น ผมก็คิดว่า ต้องปลูกฝัง Wisdom คือ ปัญญาแบบลุ่มลึกรอบด้าน ไม่ใช่ ศีลธรรมแบบล้าสมัย หรือหากเป็นศีลธรรมก็ต้องเข้ากับยุคสมัย
ผมอยากเห็นสังคมไทยแข็งแรงอย่างแท้จริง จึงต้องมุมานะในการสร้าง SIU Practical Utopia เศรษฐศาสตร์ตลาดสด
เราต้องปลูกฝังภูมิปัญญา สร้างสรรค์ความมั่งคั่ง เมื่อท้องคนอิ่มแล้ว จึงมีเวลาคิดเรื่องศีลธรรม เช่นเดียวกับยุโรปและอเมริกา
แน่นอน เราก็ทำงานเรื่องศีลธรรมไปพร้อมๆกัน อย่างบทความผมในอดีตก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว ถ้าจำไม่ผิดคือ เรื่องการหย่าร้าง ด้วยมุมมองที่เปิดกว้าง จนมีแฟนรายการขอให้ Fax ส่งไปให้เลย
จริงๆอยากทำมากกว่านี้ แต่ด้วยกำลังจำกัด ทั้งทรัพยากร วัยวุฒิ และคุณวุฒิ เวลา จึงต้องขออภัยที่พวกเราทำได้เท่านี้จริงๆ
สวัสดีครับคุณเจริญชัย ตอนนี้ผมลงทุนโดยการซี้อกองทุนรวม เเล้วไม่ค่อยได้ติดตามราคาสักเท่าไหร่ครับ เเต่จะศึกษาดูว่ากองทุนที่ซี้อนั้นลงทุนในหุ้นตัวไหนบ้าง ผมก็เลยเปรียบเทียบคล้ายๆ ว่าผมไม่ได้ติดตามอะไรมากน่ะครับ ผมเข้าใจว่าการซี้อกองทุนรวมก้คีอการซี้อหุ้นหลายๆตัว เพี่อลดความเสี่ยงลง เเล้ว ผจก กองทุนก็จะจัดการเองว่าจะซี้อจะขายตอนไหน เเต่จริงๆเเล้วก็อยากศึกษาไปด้วยน่ะครับ ผมเลยสนใจที่คุณเจริญชัยซี่งน่าจะคุ้นเคยกับการขี้นลงของหุ้นหลายๆตัว ผมคงหาโอกาสติดต่อไปหาคุณเจริญชัยครับ อยากฟังด้วยครับว่าคุณเจริญชัยจะเเนะนำอย่างไรบ้างเเละปกติคุณเจริญชัยมีวิธีบริหารพอร์ตอย่างไรน่ะครับ
ยินดีรับใช้ครับ โดยเฉพาะสำหรับชนชั้นกลางที่มีเวลาน้อย ต้องฝากชีวิตไว้กับกองทุนรวม
ติดต่อผมได้ที่ 085-839-2718
bloomsburyman@hotmail.com
ส่วนการติดต่อที่บ้านนั้น คงไม่เป็นไร เพราะมีคนดักตีหัวผมเยอะอยู่แล้ว 555
เมื่อวันก่อน พึ่งได้มีโอกาสนำหนังสือ “จอมคนในจอมคนแผ่นดินเดือดฯ” ไปมอบให้แฟนรายการ เป็นรางวัลที่ส่ง message มาร่วมสนุกกับรายการ
(หลังจากติดค้างมาหลายเดือนแล้ว)
ตื่นเต้นมากที่ได้เจอแฟนรายการเป็นครั้งแรก
ได้รับของขวัญตอบแทนกลับมา
ตอนแรกไม่ได้สนใจมากนัก คิดว่าเป็นหนังสือธรรมดาเล็กๆเล่มหนึ่ง
แต่ความจริงเป็นธนบัตร 60 บาท (ซึ่งแม่แอบบอกว่า หายาก และแม่เคยอยากได้ เราเลยยกให้แม่ไปเลย นานๆจะมีโอกาสได้ตอบแทนบุญคุณ 555)
จึงต้องโทรศัพท์กลับไปขอบคุณแฟนรายการ
แต่ถ้ารู้ว่าเป็นของดีแบบนี้ตั้งแต่ทีแรก คงไม่กล้ารับไว้
แต่แฟนรายการบอกว่า “ซื้อเก็บไว้หลายใบ ไม่ต้องเกรงใจ เก็บไว้ให้ในโอกาสพิเศษเพื่อตอบแทนมิตรภาพ”
จึงนำมาเล่าสู่ให้แฟนรายการท่านอื่น ร่วมรับรู้ในมิตรภาพของ “ชาวเศรษฐศาสตร์ตลาดสด”
ขอบคุณทุกท่าน ที่ติดตามพวกเรามาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา
ผมอยากจะ comment ในรายงาน เศรษฐศาสตร์ตลาดสดอะครับ แต่ไม่ทราบแสดงความเห็นได้ที่ไหน
ผมคิดว่า การปล่อยให้การปลูกข้าวเป็นแบบ “สะเปะสะปะ” (คือไม่มีบริษัทใหญ่เข้ามาทำเอง) ก็น่าจะ เป็นทางเลือกที่ดีกว่า ถ้าชาวนามีภูมิคุ้มกันจาก ราคาข้าวผันผวน ด้วยการปลูกแบบเกษตรทฤษฎีใหม่
เพราะถ้าเป็นบริษัทใหญ่เข้ามาทำเกษตรแบบเข้มข้น ปัญหาใหญ่ที่ตามมาคือ ปัญหาขาดแคลนน้ำในประเทศ
เราอาจจะพูดไม่ชัด
วิธีการปลูกนั้น เรื่องหนึ่ง
วิธีการขายก็อีกเรื่องหนึ่ง
ที่เรานำเสนอเน้นไปที่ “วิธีการขาย” คือ ให้รายใหญ่มาช่วย manage ราคา ผ่านปริมาณการผลิต
เช่น คำนวณล่วงหน้าว่า ปีนี้ ราคาจะเป็นอย่างไร เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกร ลดหรือเพิ่มกำลังผลิต ถ้าลด จะหันไปปลูกอะไรแทน ถ้าเพิ่มจะต้องลงทุนอย่างไร กู้เงินอย่างไร
ส่วนวิธีการผลิต เราอาจไม่เห็นด้วยกับเจ้าสัวทั้งหมด
ผมคิดว่า เราสามารถใช้วิธีการผลิตแบบเดิมได้ เพียงแต่เราต้องเดินสายกลาง คือ ไม่ปฏิเสธ เทคโนโลยี สิ่งอำนวยความสะดวก
เห็นด้วยว่า การเกษตรแบบเข้มข้น มีผลลบมากกว่าผลดี
ขอบคุณที่แสดงความเห็นครับ เพราะบางทีรายการของเราก็พูดไม่เคลียร์ ผิดพลาดไปบ้าง ต้องขออภัย
โอ้ เข้าใจเลยครับ ขอบคุณมากครับ เห็นด้วยๆ
ผมชอบรายการนี้จริงๆ เลย (เพิ่งเคยได้ฟังครับ รู้จัดเพราะ blog นี้ไปอีกที)
จะพยายามคิดตามและแสดงความเห็นเสมอๆ ครับ
ตามที่เข้าใจน่าจะใช้วิธีการเดียวกับการทำ Conteact Farming ใช่หรือเปล่าคะ
น่าจะใช้นะครับ
แต่ผมคิดว่า น่าจะมีวิธีการและทางเลือกที่หลากหลายกว่านั้น
เพียงแต่ว่า อาจไม่มีใครสนใจทำ
ง่ายๆแบบ Contract Farm จะดีกว่า
พึ่งจะเห็นกระทู้นี้ว่าคุณเจริญชัยมาตอบแล้ว
เรื่อง ศีลธรรม นี่ผมไม่เห็นด้วยกับคุณเจริญชัยครับ แต่ขออนุญาตหาเวลาว่างๆ มาเถียงอีกที หุหุหุ คราวนี้ฝากไว้ก่อน
I listened to your radio broadcasting on Sunday and just want to share what I think about your show in case it might be helpful krub. To me, the most fascinating thing I learned from your show is when you talked about macroeconomic issues especially your analysis in a particular topic e.g. rice problem, the trend of global economics or how do economic consulting firms think…
I also enjoy listening when you crystalized ideas gained from history both Thai and internatinally, even from classical novels sometimes.
Will keep following your show krub.
ขอบคุณคำชมของคุณ Tom ครับ
พวกเราคงจะเดินในแนวทางนี้ครับ คือบูรณาการความรู้เศรษฐศาสตร์ การเงิน การลงทุน ประวัติศาสตร์ จิตวิทยาผ่านวรรณกรรมคลาสสิค
และจะพยายามปรับปรุงให้เนื้อหาเข้มข้นแต่ฟังแล้วเข้าใจง่ายได้ประเด็นครบ
ประเด็นเรื่อง “ศีลธรรม” เป็นประเด็นที่ผม อยากถกเถียงน้อยที่สุด
แต่ก็ยินดีน้อมสนอง แฟนรายการของเรา
ในโลกนี้แบ่งความรู้ได้ 3 ส่วน
1. วิทยาศาสตร์
2. สังคมศาสตร์
3. ศิลป(ศาสตร์)
วิทยาศาสตร์เป็นอะไรที่ถกเถียงง่ายสุด เพราะมีตัวอย่างรูปธรรมชัดเจน วัดง่าย
แม้กระนั้นก็มีการถกเถียงกันอย่างคร่ำเครียด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงยุคหลังๆที่วิทยาศาสตร์เป็นนามธรรม
ไอนสไตน์กับบอร์ห ก็เถียงกันแทบตาย แต่ก็เป็นไปอย่างสร้างสรรค์
ในทางสังคมศาสตร์ก็เหนื่อยนักไม่แพ้กัน เพราะหลายสิ่งหลายอย่างเป็นนามธรรม
ยิ่งพูดถึงคุณค่า พูดถึงศีลธรรม ยิ่งวัดยากมากกว่าวิทยาศาสตร์
ที่ผมเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจมากกว่า เพราะมันเห็นชัดเจน เป็นเนื้อเป็นหนัง
และก็ไม่ชวนทะเลาะ
สุดท้าย เรื่องศิลปะ ความงาม เป็นเรื่องที่เป็นนามธรรมสุด แทบจะถกเถียงกันได้ยากที่สุด แต่เนื่องจากเป็นเรื่องส่วนตัว ใครจะชอบวรรณกรรมเรื่องนี้ ศิลปะชิ้นนั้น ก็ไม่ได้กระทบต่อสังคมมากนัก
มันเลยไม่กลายเป็นปัญหามากเท่าการถกเถียงเรื่องสังคมศาสตร์ ซึ่งถ้าวัดกันจริงๆ ศิลปะ เป็นอัตวิสัยมากกว่า แต่กลับกิดปัญหาน้อยกว่า
ที่นี้
“ศีลธรรม” ดันเป็นส่วนผสมของ “สังคมศาสตร์และศิลปศาสตร์” จึงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันยากมาก และดันกระทบต่อคนส่วนใหญ่ จึงยิ่งมีปัญหามากไปอีก
ในตอนนี้บ้านเมืองวุ่นวาย ผมจึงเน้นวิเคราะห์ในส่วนที่เรากระทำได้ก่อน โดยเฉพาะที่เป็นรูปธรรม เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน
จริงๆถ้ามีเวลาและทรัพยากรเหลือ ก็อยากวิเคราะห์ถึงศีลธรรมเช่นเดียวกับอีกหลายเรื่อง
แต่ถ้าคุณ paganini สนใจที่จะพูดถึง ก็สามารถทำได้ครับ และทีมงานก็จะพยายามตอบให้ดีที่สุด
ที่ผมตอบไป อาจดูหยาบไปนิด เพราะเราไม่มีเวลาที่จะพูดถึงได้ทุกเรื่อง ค้นคว้าให้ลึกซึ้งทุกกระบวน แต่ผมก็มีความคิดและปรัชญาเชิงศีลธรรมอยู่พอสมควร เพียงแต่ยังไม่ได้แสดงทั้งหมด
สำหรับคุณ Tom ต้องขอบคุณมากครับ โดยเฉพาะที่คุณสุรศักดิ์ตอบไป ผมค่อนข้างเห็นด้วย
มีเสริมนิดนึง คือ ผมดีใจมากๆๆๆ ที่สิ่งที่เราเสนอไปหลายเรื่อง มีคนตอบรับมาหมดทุกเรื่อง แม้ว่ามันจะดูแปลกพิสดารในสังคมไทยเพียงใด
อย่างการประยุกต์ประวัติศาสตร์และวรรณกรรม จนตกผลึกเป็นยุทธศาสตร์ต่างๆนั้น ผมก็คิดว่า อาจมีคนสนใจไม่มาก เพราะบางคนชอบให้จำกัดตัวอยู่แต่ ประวัติศาสตร์ล้วนๆ ไม่ต้องต่อยอด วรรณกรรมล้วนๆ ไม่ต้องประยุกต์ใช้
ผมจึงรู้สึกว่า แนวทางที่เราทำอยู่ นอกจากลงลึกเรื่องกลยุทธ์แล้ว ยังสามารถประยุกต์ส่วนอื่นๆ เช่น วรรณกรรมและประวัติศาสตร์ เข้าผสมผสานด้วย
ผลตอบรับจากแฟนรายการ ทำให้พวกเรามีความมั่นใจในการสร้างสรรค์ยิ่งกว่าเดิม
แน่นอน เรายังต้องปรับปรุงและเคี่ยวกรำในอีกหลายๆส่วน
ขอบคุณ Tom อีกครั้งครับ
จริงๆถ้าคุณเจริญชัยไม่สะดวกกับประเด็นนี้ ก็ข้ามไปก็ได้ครับ เอาเป็นว่าให้ทางทีมงาน คนที่มาอ่านเวปรู้ก็พอว่ามีคนไม่เห็นด้วยนะครับ
ไม่ว่าเรื่องใด อยากถกเถียงก็เถียงกันอย่างสร้างสรรค์ได้ครับถ้าไม่เอาความเป็นส่วนตัวมาเกี่ยวข้อง
แต่ไม่ทราบว่าได้ฟัง ดร ณรงค์ เพชรประเสริฐ ที่มาคุยในรายการคนในข่าว วันที่ 1 พค รึยังครับ ผมแนะนำอย่างยิ่ง เพราะส่วนนึง ทราบว่าท่านเป็น อจ.ที่ปรึกษาของคุณเจริญชัยด้วยใช่มั้ยครับ
ยินดีครับ ขอบคุณที่ Paganini ช่วยแสดงความเห็นที่แตกต่างกับเราในหลายๆโอกาส
ช่วยทำให้รายการเรามีสีสันที่รุ่มรวยมากขึ้น
เมื่อวาน ผมเกิดความกังวลใจบางอย่าง
จึงลุกขึ้นมาสวดมนต์ ไหว้พระ
หลังจากโตมา ก็ไม่ค่อยได้สวดมนต์กับเขา
นานๆทีจึงกระทำ
มีอยู่ช่วงหนึ่งก็บ้านั่งสมาธิ รู้สึกสงบดื่มด่ำมาก
แต่ตอนหลังภาระงานหนักหน่วง จึงงดเว้นไปบ้าง
แต่เนื่องจาก บุคคลท่านหนึ่งที่ผมนับถือมากๆๆ
“มหาตมา คานธี”
ท่านเคยพูดถึงการ “สวดมนต์” ไว้อย่างงดงาม
ผมจึงนำมาใช้ในโอกาสที่จำเป็น
แต่เดิมผมเข้าใจถ้อยคำที่เกี่ยวกับการสวดมนต์เพียงเล็กน้อย
ในช่วง 2-3 ปี ค่อยเข้าใจครึ่งหนึ่ง
แต่เมื่อวานผมรู้สึกซาบซึ้งมาก
หลังจากสวดมนต์เสร็จ ก็อดที่จะไปหยิบหนังสือที่ทำให้ผมคลั่งใคล้ท่านขึ้นมาอ่าน
“โลกทั้งผองพี่น้องกัน”
ไม่รู้ทำไมจึงติดใจในเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้นัก
ทั้งที่อ่านเล่มอื่น โดยเฉพาะงานเล่มเอกของท่าน “ข้าพเจ้าทดลองความจริง”
ก็ไม่ค่อยซาบซึ้งนัก
หลังจากนั้น ผมมานั่ง “คิดอิสระ” อีกสักครึ่งชั่วโมง
โดยได้แรงบันดาลใจมาจาก คุณ paganini
บวกกับน้องผมพูดถึง Kant หนึ่งใน 3 สุดยอดนักปรัชญาโลก
ผนวกกับได้อ่านบางข้อความจาก “โลกทั้งผองพี่น้องกัน”
ทำให้ผมเข้าถึง มากกว่าคิดได้ เกี่ยวกับศีลธรรม
แต่ยิ่งเข้าถึง ก็ยิ่งรู้สึกว่า ยากอธิบายความรุ้สึกนั้น
และแน่นอน ก็อาจมีความแตกต่างจากคนอื่น
ต้องขอขอบคุณ paganini อย่างสุดซึ้ง
เพราะหากไม่มีการแสดงความเห็นเมื่อวานนี้
ผมคงไม่ได้ไตร่ตรองเรื่อง “ศีลธรรม” อย่างลึกซึ้ง
คงหยุดอยู่แค่ “สวดมนต์ไหว้พระ” ตามคำแนะนำของท่านคานธี
ผมรู้สึกว่าได้ทำความเข้าใจแง่คิดของท่านคานธีได้เพิ่มขึ้น
ก็ด้วยแรงบันดาลใจ และ Synchronicity ที่เข้ามาพอดี
คุณ paganini เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการนั้น
สำหรับเรื่อง อาจารย์ ณรงค์ นั้น
ผมกำลังหาเวลาไปพบท่านอยู่
ต้องรอเวลาว่างของเพื่อนผมอีกคนหนึ่ง
ซึ่งโดนบริษัทที่กำลังจะลาออก
ขูดรีดแรงงาน
ผมก็พร่ำเตือนว่า อย่าไปภักดีกับบริษัทนี้
แต่ด้วยความรับผิดชอบคุณสุรศักดิ์ก็ยังอดทน
ด่าเขา แต่ก็ยังทนทำให้เขา
ช่างน่าเศร้า
ส่วนเรื่องเทปรายการที่อาจารย์พูดไว้นั้น ขอเวลาไปติดตามดู
555 ที่ทำงานผมก็กันดาร ไม่มีลำโพงให้
คอมพิวเตอร์ยังต้องใช้ร่วมกับคนอื่นอีก
“เศร้า”
จริงๆแล้วเวลาผมไปที่เวปบอร์ดไหนที่ถกเถียงกันไม่รู้จักจบสิ้น ผมมักจะหนีออกมาไม่อยากจะเสียเวลา เพราะว่าเรื่องอุดมการณ์ ความเห็นทางการเมืองมักจะเถียงกันไม่หมดสิ้น แม้กระทั่งเรื่องศีลธรรม จริยธรรม โดยมากเวลาถกเถียงกัน แต่ละคนมักจะเอา ตัวตนของตัวเองไปอยู่กับ ความคิด ความเห็นนั้นๆ จนที่สุดกลายเป็นความขัดแย้งส่วนตัว
คนไทยยังติดกับดักในเรื่องนี้อยู่เยอะ
เวลามีปัญหาทางตันของสังคม หลายๆคนหลีกเลี่ยงที่จะเอามาถกเถียงกัน ด้วยกลัวว่าจะเกิดความขัดแย้งเป็นการส่วนตัว โดยไม่ได้ตระหนักว่าการทำเช่นนั้นเหมือนกวาดขยะไว้ใต้พรม เหตุผลความจริงความถูกต้อง ไม่ได้ถูกยกขึ้นมา จนเป็นที่เห็นด้วยทุกฝ่าย
วิถีที่เจริญคือการไร้ตัวตนในการถกเถียง ให้เหตุผล ปรากฏการณ์นำไป และให้ใช้อารมณ์ความรู้สึกน้อยที่สุด แต่ถามว่าจะมีซักกี่คนทำได้ (ผมยังไม่แน่ใจตัวเองเลยว่าทำได้แค่ไหน 5555)
ส่วนเหตุผล ที่ผมยังติดตามคุณ เจริญชัยและคุณสุรศักดิ์ เพราะว่าคุณเป็นบัณฑิตไงครับ
คำว่าบัณฑิตคือ ใช้เหตุผล รักการเรียนรู้ไม่เอา ego ของตัวเองมาเป็นอุปสรรคในการเรียนรู้ ดังนั้นผมจึงยังดึงดันที่จะติดตามรายการ และเวปของคุณต่อไปด้วยความชื่นชม
คุณเจริญชัยมีไอเดียดีๆหลายอย่างยากที่จะหาคนในวัยนี้ จะคิดได้ คุณสุรศักดิ์ก็มีข้อมูลเชิงลึกในหลายๆเรื่องที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์
อ้อ ผมมีไอเดียเรื่อง ศีลธรรมที่เป็น function of time ยังงี้ครับ
คือใน larger time scale ศีลธรรม จริยธรรม ค่านิยม เป็น function ของเวลาแน่นอนครับ
large scale อาจจะนิยามเป้นหลายร้อยปีถึงพันปี
แต่ใน small scale of time เช่น 30-50 ปี
ศีลธรรม จริยธรรม ค่านิยม is time independent ครับ
และใน large time scale แม้จะเป็น time-dependent แต่ก็เป็น slow varying function of time ครับ
5555555 เขียนยังงี้ให้ขำๆเล่นๆนะครับแต่คิดว่าคงจะเข้าใจไอเดีย
ถอดเป็นสมการเลยครับ เป็นไอเดียที่น่าสนใจนะ