Practical Utopia IX : กรณีเขาพระวิหาร และวิกฤตเงินเฟ้อ
July 2, 2008
- ดาวน์โหลด MP3 (เฉพาะเสียง)
- ดาวน์โหลด MP4 (ทั้งภาพและเสียง)
Practical Utopia ตอนนี้จะเป็นการพูดถึงปัญหาที่เป็นข้อถกเถียงทางการเมืองกรณีปราสาทพระวิหาร และปัญหาเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากเงินเฟ้อในระดับสูง
Comments
33 Responses to “Practical Utopia IX : กรณีเขาพระวิหาร และวิกฤตเงินเฟ้อ”
Got something to say?




ลิงค์วิดีโอ เสียเปล่าคะ? มันโหลดไม่ได้อะค่ะ Y.Y
ขออภัยด้วยครับแก้ไขลิงก์ให้ใหม่แล้ว รวมทั้งชื่อตอนด้วย เป็นตอนที่ 9 ไม่ใช่ตอนที่ 8 คนอัพโหลดมึนไปหน่อยครับ
ดาวโหลดได้แล้ว ขอบคุณค่ะ
วิจารณ์เรื่องเขาพระวิหารยึดหลักเหตุผลดี
ขมวดปลายเรื่องจบได้ดี แต่ต้นเรื่องขาดวัตุประสงค์ว่าเหตุใดนักการเมืองฝ่ายค้านจึงยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นจนทำให้กรณ๊เขาพระวิหารบานปลายยิ่งขึ้น
(ขอโทษนะครับถ้า โพสซ้ำ ข้อความที่ผมโพสครั้งแรกมันไม่ยอมโชว์)
กำลังสนใจทั้งสองเรื่องเลยครับ เสียดายเวลาน้อย เลยไม่ฟังเรื่องเงินเฟ้อเลยครับ ผมมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องเงินเฟ้อพอดีเลยครับ
1. ตอนนี้เงินเฟ้อเรา 8% มั้ง และอาจจะขึ้นไปสูงกว่านั้น มนุษย์เงินเดือนก็แย่เพราะข้าวของแพง แต่เงินเดือนเท่าเดิม ถ้าสมมตินะครับ มีปาฏิหารย์เกิดขึ้น ปีหน้าเงินเฟ้อเหลือ 0 % แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์เงินเดือนจะดีขึ้นอยู่ดีหนิครับ เพราะข้าวของก็แพงขึ้นไปแล้ว ไม่ได้ปรับลดลงมา และสาเหตุของเงินเฟ้อคราวนี้มาจากปัจจัยการผลิต (น้ำมัน) แพงขึ้น ไม่ใช่เพราะว่าเศรษฐกิจขยายตัว คนมีเงินใช้มากขึ้น ผมเชื่อว่าทุกอย่างจะต้องดีขึ้น เหมือนกับที่เกิดมาแล้วในอดีต คำถามของผมคือ สถานการณ์มันน่าจะปรับตัวยังไงคับ ผมไม่มีความรู้เรื่องวิกฤตน้ำมันครั้งที่ 1 และ 2 สะด้วย
2. การขึ้นดอกเบี้ยเป็นวิธีการจัดการกับเงินเฟ้อ ผมพอจะมองออกว่าทำไม ถ้าเป็นเงินเฟ้อที่เกิดมาจากเศรษฐกิจขยายตัว เพราะดอกเบี้ยจะมาลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจลง แต่เงินเฟ้อคราวนี้ที่มาจากน้ำมันแพง ต้นทุนการผลิตจึงแพง ทำให้บริษัทมีเงินสดน้อยลง จึงต้องไปกู้แบงค์ ๆ ก็ต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดึงเงินสดมา ดังนั้นมันจึงเหมือนกับว่า การขึ้นดอกเบี้ยจึงเป็นผลของเงินเฟ้อมากกว่าที่จะเป็นวิธีการควบคุมเงินเฟ้อไมให้สูงขึ้นหนะครับ ไม่ทราบว่าผมเข้าใจถูกต้องไหมครับ
3. ผมอ่านข่าวเจอว่าการจัดการเงินเฟ้อนี่มีสองวิธีคือขึ้นดอกเบี้ย กับมาตรการด้านความเชื่อมัน คำถามของผมคือไอ้มาตรการด้านความเชื่อมั่นนี่คืออะไรครับ
ขอบคุณมากครับที่ช่วยให้ความกระจ่าง
ตอบคุณ Ink
1.ผมกำลังเขียนเรื่องนี้ในจดหมายข่าวแบบที่ 3 ในหัวข้อที่ชื่อว่า รับมือภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวควบเงินเฟ้อสูง (Stagflation) โดยส่วนหนึ่งสรุปวิกฤติน้ำมันครั้งที่ 1 และ 2 ในอดีตพร้อมกับปัจจัยที่เป็นตัวปรับดุลยภาพในครั้งนั้น ซึ่งคือการที่ราคาน้ำมันโลกลดลง และการกดดันของสหรัฐต่อญี่ปุ่นให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้น (Plaza Accord)
ในครั้งนี้ (2552-25xx) เราคงไม่สามารถจะหวังให้ราคาน้ำมันโลกลดลงได้เหมือนในอดีต ดังนั้นตัวปรับดุลยภาพคือ การใช้พลังงานชีวภาพ (แก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซล) และประสิทธิภาพการใช้น้ำมันของประเทศจีนและอินเดีย ในขณะที่ศูนย์กลางการที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่จะแทนการถดถอยของเศรษฐกิจสหรัฐฯ คือ จีน เพราะจีนมีโครงการลงทุนสาธารณูปโภคพื้นฐานไปทางตะวันตกจำนวนมหาศาล ในด้านบวกจะเป็นการส่งเสริมการค้าขายระวห่างประเทศโดยเฉพาะการนำเข้าสินค้าทั้งหลาย ในด้านลบเป็นแรงกดดันให้ราคาน้ำมันและราคาวัตถุดิบเช่นเหล็ก อลูมิเนียม ถ่านหินจะยังคงทรงตัวในระดับสูงไปอีกหลายปี
2.การขึ้นดอกเบี้ยในแง่ของธนาคารพาณิชย์ที่เกิดจากสภาพคล่องตึงตัว (การตอบสนองต่อสภาวะเฉพาะหน้า) เป็นไปตามที่คุณ Ink บอกมาครับ แต่การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางแตกต่างกันโดยธนาคารกลางมองไปยังระยะยาวกว่าธนาคารพาณิชย์และต้องการที่จะปราบ การคาดการณ์เงินเฟ้อของหน่วยธุรกิจ ดังนั้นการส่งสัญญาณว่าจะขึ้นดอกเบี้ยและการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจึงเป็นการลดกิจกรรมทางเศรษฐกิจผ่านกลไกอัตราดอกเบี้ยผ่านไปยังตลาดการเงิน ซึ่งธนาคารพาณิชย์นอกจากจะต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้เพื่อสะท้อนความตึงตัวของการเงินแล้วยังต้องขึ้นดอกเบี้ยตามการกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางอีกด้วย ในแง่นี้ การกู้ยืมลงทุน การค้าขาย รวมทั้งกิจกรรมเศรษฐกิจจะต้องลดลง เศรษฐกิจจะชะลอตัวลงและจะไปลดเงินเฟ้อให้เงินเฟ้อค่อยชะลอตัวลง และเงินเฟ้อที่เหลืออยู่จึงเป็นเงินเฟ้อจากต้นทุนการผลิตจริงๆ ไม่ใช่เงินเฟ้อที่ภาคการผลิตอื่นๆฉวยโอกาสปรับราคาไปเพราะคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อในอนาคตจะสูงจึงต้องปรับราคาสินค้าและบริการให้สูงขึ้น
3.ผมเข้าใจว่า ในสถานการณ์อย่างนี้ ความเชื่อมั่นที่จะชะลอเงินเฟ้อได้คือความเชื่อมั่นว่าในอนาคตเงินเฟ้อจะไม่ถีบตัวสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการจะเชื่อมั่นเช่นนั้นได้ จะเกิดจาก ราคาน้ำมันมีแนวโน้มลดลง มีเทคโนโลยีใหม่ที่ประหยัดน้ำมันและพลังงาน และเศรษฐกิจชะลอตัวอันเกิดจากน้ำมันและการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง ดังนั้นความเข้าใจผมน่าจะเป็นอย่างหลังว่าเป็นความเชื่อที่เกิดจากเศรษฐกิจชะลอตัวอันเกิดจากน้ำมันและการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง
สวัสีดครับคุณสุรศักดิ์
ผมมีคำถามอีกแล้วครับ ช่วยอธิบายเรื่อง Current Account Balance, Capital and Financial Account, กับ Reserve Asset หน่อยสิครับ ศัพท์ภาษาไทยของแต่ละตัวคืออะไร มันความสัมพันธ์กันเป็นยังไง กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทยควบคุมส่วนไหน
ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด การที่เราเกิดวิกฤตในปี 40 นี่ก็เพราะเราสะสม Reserve Asset จากการที่มีเงินตราไหลเข้ามาก แล้วจัดการไม่ดี คือไม่มีการดูดซับ ปล่อยให้มีการ over-investment แล้วเกิด Economic Bubble ใช่ไหมครับ ไม่ทราบว่านี่คือสาเหตุเดียวกันกับวิกฤตเฝอที่เวียนนามกำลังเผชิญอยู่หรือเปล่าครับ
และนี่คือสาเหตุที่จีนพยายามจะลดความร้อนแรงของศก.ตัวเองด้วยใช่ไหมครับ อย่างนี้เราพอจะสรุปได้ไหมว่าศก.จีนกำลังมี Bubble
แล้วประเทศเราพึ่งพาการส่งออกมาก ตอนนี้ศก.สหรัฐไม่ค่อยดี ทางแก้ง่ายที่สุดก็คือหาตลาดใหม่ แต่นอกจากนั้นยังมีทางอื่นไหมครับ พอพูดถึงการเติบโตทางศก. ผมก็นึกถึงแต่การส่งออก เพราะเกิดมาก็เห็นแต่สิ่งนี้ ไม่ทราบว่ามีทางอื่นที่จะทำให้ศก.เติบโตอีกไหมครับ
ขอขอบคุณล่วงหน้าครับ
การแลกเขาพระวิหาร กับ บ่อน้ำมัน ฟังดูมันก็คุ้มค่านะ แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่าใครหล่ะที่ได้รับผลประโยชน์นั้นๆ
ผมขอค้านเรื่องแลกเขาพระวิหารกับบ่อน้ำมันนะครับ ให้ตายผมก็ไม่แลก
1. ผลประโยชน์ทางศก.ที่จะได้มาจากบ่อน้ำมัน นี่ไม่จำเป็นเลย ถ้าคนเรามีคุณภาพ เราสามารถสร้างธุรกิจให้เจริญได้ จนเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย ลองดูญี่ปุ่น สวิส สิงคโปร์สิครับ พวกนี้ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติมากนักนะครับ แต่คนมีคุณภาพ มีความคิด สร้างธุรกิจจนเลี้ยงตัวเองได้ มีเงินมาซื้อน้ำมันสบายๆ
2. ประเทศที่มีน้ำมัน มีกี่ประเทศที่ประชาชนสุขสบายครับ ผมนึกออกแค่สองประเทศคือ UAE กับบรูไน แม้แต่ซาอุดิอารเบียก็ไม่นะครับ เพราะมีมหาอำนาจมาวุ่นวาย
3. น้ำมันเนี่ยยังไงก็หมดครับ ร้อยปี สองร้อยปี อนาคตพลังงานทดแทนเป็นอะไรที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว แต่เขาพระวิหารนี่ไม่มีทางสร้างมาได้อีกแล้วครับ
4. สำคัญที่สุดครับ เกียรติภูมิของชาิติครับ ไม่ว่าประเทศไทยจะอะไรที่ผมไม่ชอบหลายอย่าง ผมก็ไม่เคยเกลียดประเทศนี้ครับ แต่ผมเกลียดคนเลวๆ ในประเทศนี้
ชอบความเห็นของคุณ นิรนาม
สุดท้าย ต้องถามว่า ใครได้
อย่างไรก็ตาม สำหรับความเห็นคุณ ink ผมเห็นด้วย ไม่มีอะไรแย้ง
แต่ปัญหาคือ ถ้ามองแบบใจเป็นกลาง เขาพระวิหาร เป็นของใคร
ถ้าเป็นของเขมร ก็คืนเขาไป
แต่ถ้าไม่ใช่ เราจึงต้องสู้สุดชีวิต
แต่ปัญหาคือ ตอนนี้เป็นประเด็นการเมือง ไม่ได้สนใจค้นหาความจริงกัน
ผ่านไปแวบเดียวเองเนอะ
รายการเศรษฐศาสตร์ตลาดสดของพวกเรา ครบ 1 ปีเต็มแล้ว
ใครมีอะไรจะเซอร์ไพรส์บ้างครับ 555
คุณ Ink เหมือนสรุปเรียบร้อยแล้วว่ารัฐบาลเอาเขาพระวิหารไปแลกกับบ่อน้ำมัน แล้วก็สรุปเรียบร้อยว่าไม่คุ้ม ก่อนอื่นอยากทราบว่าข้อมูลที่ว่าเขาพระวิหารแลกน้ำมันตรงนี้ confirmed หรือยังครับ?
สำหรับความเห็นของผมนะครับ
ข้อแรก เรื่องที่ว่ารัฐบาลเอาเขาพระวิหารไปแลกบ่อน้ำมันจริงหรือเปล่า อันนี้ผ่านไป เพราะผมไม่รู้
ข้อสอง ถ้าทำจริงแล้วคุ้มหรือเปล่า? ผมขอมองต่างมุมครับ ถ้าเกิดว่าบ่อน้ำมันมีมูลค่ามหาศาลพอ ผมว่าให้ตายยังไง ก็ต้องแลก ย้ำอีกทีว่า ต้องแลก
1. ผลประโยชน์ทางศก.หรือผลทางความภูมิใจด้านชาตินิยม ที่จะได้มาจากเขาพระวิหาร นี่ไม่จำเป็นเลย ถ้าคนเรามีคุณภาพ เราสามารถสร้างธุรกิจให้เจริญได้ จนเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย ลองดูฮ่องกง สวิส สิงคโปร์สิครับ พวกนี้ไม่มีโบราณสถานเท่าไหร่เลยนะครับ แต่คนมีคุณภาพ มีความคิด สร้างธุรกิจจนเลี้ยงตัวเองได้ มีเงินมาซื้อน้ำมันสบายๆ
2. ประเทศที่มีโบราณสถานมากมาย มีกี่ประเทศที่ประชาชนสุขสบายครับ ผมยังนึกไม่ออกซักประเทศ
3. รายได้จากโบราณสถาบันเนี่ยก็เล็กน้อย ความภูมิใจจากการเป็นเจ้าของ หรือความรู้สึกชาตินิยม ยังไงก็เป็นแค่เรื่องนามธรรม เขาพระวิหาร ในตอนนี้อาจจะเป็นที่ภาคภูมิใจ แต่ก็อย่างที่บอกว่าก็เป็นแค่นามธรรม ถ้าพูดตามตรง ในทางเศรษฐกิจ เขาพระวิหารทำรายได้ได้น้อยกว่าดิสนีย์แลนด์ซะอีก
อันนี้คือความเห็นผม ในสมมติฐานว่าเขาพระวิหารเป็นของไทย นะครับ แต่ถ้าโดยสมมติฐานว่าเขาพระวิหารเป็นของเขมรแล้วก็ ก็ไม่ต้องคิดเลยครับ ยกๆให้เค้าไปเหอะ จะได้ไม่ทะเลาะกัน
คุณเจริญชัย ถ้าเขาพระวิหารอยู่บนพื้นที่เรา เราก็ควรมาสร้างระบบการจัดการ เพื่อหารายได้เขาประเทศน่าจะดีกว่า ไหนๆ ทางขึ้นเขา ก็อยู่บ้านเรา พื้นที่ต่างๆ ก็เป็นของเรา ในส่วนตัวเขาพระวิหาร ศาลโลกก็ตัดสินให้เขาไปเรา เราควรมาสร้างระบบการจัดการน่าจะดีกว่า
เห็นด้วยกับคุณ Anonymous แต่ที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนและทำก่อนคือปักปันเขตแดนนะครับ เพราะถ้าไม่แบ่งก็สร้างอะไรไม่ได้ อีกทั้งติดกฎห้ามก่อสร้างในเขตพื้นที่มรดกโลกอีกด้วย นึกแล้วเศร้าใจไทยเราเสียเปรียบเขา
ผมไม่มีความรู้เรื่องเขาพระวิหาร ว่าควรเป็นของใคร จึงไม่สามารถกล่าวได้มากนัก
อยากให้คุณกานต์หรือผู้รู้ช่วยอธิบายอย่างลึกซึ้ง
ผมวิเคราะห์ได้แต่องค์เทวีอัปสรที่ประดับเรียงราย
ว่ามีความเหมือนหรือแตกต่างจาก
ภาพพริ้วไหวงามช้อยของหญิงงามจีน
หรือเทพธิดาวีนัสของ บอตติเชลลี
หรือไม่งั้นก็เรื่องทำมาหากิน ผมครบเครื่องหมด
ขอมองต่างมุมว่า ผมว่าเขาพระวิหารเป็นสิทธิชอบธรรมของเขมร เหมือนๆกับทับหลังนารายณ์เป็นของไทย
มีเหตุผลไหมครับ
จริงๆทับหลังนารายณ์ก็น่าจะเป็นศิลปะแบบเขมรนะ
แต่อาจมองว่าอยู่ในดินแดนไทย
ถ้าวัดละก็ของไทยชัวร์
แต่ก็อีกนั่นแหละ ถ้าอยู่ในแดนเขมรจะเป็นของใคร
ฟังแล้วปวดหัว
ทำมาหากิน วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธุรกิจ
ง่ายกว่าแยะ
วันนี้ผมอ่านบทความของคุณนิติภูมิ อ่านแล้วดูเหมือนจะประณามพวกที่นำประเด็นนี้มาก่อความแตกแยก อยากทราบความเห็นพี่ๆทั้งหลายว่าคิดเห็นอย่างไรบ้าง
ต่างคนต่างใจครับ ยอมรับในความคิดเห็นที่แตกต่างนะครับ
สิ่งที่ผมอยากจะแชร์เพิ่มเติมก็คือเรื่องโบราณสถานเนี่ย มันสร้างรายได้มหาศาลนะครับ ถ้ามีการจัดการที่ดี ประเทศยุโรปในกลุ่มอียูไงครับคือตัวอย่าง กรุงปารีสเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดนะครับ จริงๆ สวิสฯก็มีโบราณสถานเยอะนะครับ คือทุกเมืองหนะมีเขตเมืองเก่าหมด เช่นซูริค ลูเซิร์น และเมืองเล็กๆนี่คือทุกตึกถูกรักษาไว้เพราะว่ามันเป็นตึกเก่าๆ หลายร้อยปี และมีศิลปหนะครับ และประชาชนของเค้าก็สามารถเลี้ยงตัวได้จากธุรกิจท่องเที่ยว ผมว่าฝรั่งเค้ามีการจัดการที่ดีในเรื่องนี้ บวกกับคุณภาพของคน จึงสามารถสร้างรายได้มหาศาลหนะครับ ผมเปรียบเทียบกับเมืองไทยแล้ว อยากเห็นพัฒนการด้านนี้หนะครับ น่าจะมีการใช้โมเดลธุรกิจใหม่ๆ ในการสร้างรายได้ การให้ความรู้กับคนของเรา
ส่วนเรื่องกรณีพิพาทครั้งนี้ ผมว่าถ้ามีการเปิดเผยข้อมูล ให้ความรู้ ไม่ปกปิด แล้วหันหน้าเข้าหากัน มันน่าจะจบได้นะครับ
ผมมองว่าผลพลอยได้ความขัดแย้งเรื่องเขาพระวิหารไม่ใช่ไม่ดีไปทั้งหมดนะครับ ผมมองว่ามันน่าจะนำมิติใหม่ๆ มาถึงการเมืองไทย ที่ถึงทางตัน ในอดีตที่ผ่านมาเราอยู่กับวงจรคนอิสานเลือกรัฐบาล คนกรุงล้มรัฐบาล แต่ตอนนี้กลยุทธดาวกระจายของพันธมิตร ทำให้คนในภาคอิสานตื่นตัวขึ้น หวังว่าสิ่งนี้จะช่วยลดการซื้อเสียงลงได้ แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าสิ่งนี้มันจะให้ผลที่ชัดเจนแค่ไหน ผมก็หลังในสิ่งที่ดีที่สุดหนะครับ
ก่อนอื่น ขอคารวะคุณ Ink หนึ่งจอก ที่ยังอุตส่าห์ยอมรับในความเห็นที่ยากจะยอมรับ
อย่างไรก็ตามผมก็ตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมโบราณสถานอย่างปราสาทหินเขาพนมรุ้ง เขตประวัติศาสตร์อย่างสุโขทัย หรือแม้กระทั่งโบราณสถานที่อเมริกากลางและใต้ของพวกมายา แอสแตค ฯลฯ ซึ่งมีอายุเก่าแก่กว่าเมืองต่างๆในยุโรปอย่างมากมาย กลับทำรายได้เทียบไม่ได้เลยกับปารีสหรือสวิส ในความเห็นของผม เขาพระวิหารก็คงไม่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจเท่าใดเลย หากบ้านเมืองเราสงบสุขเป็นสยามเมืองยิ้ม เอาแค่ก้อนหินมาตั้งเรียงๆแบบสโตนเฮนจ์ ก็ทำรายได้จากการท่องเที่ยวได้เหมือนกัน
คุณ Huang ครับ เป็นคำถามที่ดีมากเลยครับ มองกันในแง่รายได้อย่างเดียวนะครับ ผมว่าปราสาทพระวิหารไม่น่าจะทำรายได้อะไรมากหรอก ผมเีทียบจากปราสาทอื่นๆ ที่เรามีอยู่เช่นพนมรุ้ง พระปรางสามยอดนะครับ ถ้าคนจะไปก็เพราะมันพิเศษตรงที่ความขัดแย้งนี่แหละ นอกจากนั้นสถานท่องเที่ยวทางธรรมชาิติ เราก็จัดการไม่ดีด้วยครับ
ตอนนี้ผมแค่ไม่อยากให้ความขัดแย้งนี้ยกระดับไปมากกว่านี้ครับ
เห็นด้วย ไม่อยากให้เกิดความขัดแย้ง
แต่มันมีแต่ทางตัน ยากมากที่จะแก้ไข
Up date ข่าวสาร…
ขอความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนโยบายประชานิยมของรัฐบาล ที่ให้ลดภาระเรื่องสาธารณูปโภค เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ค่ารถประจำทาง ส่วนตัวเห็นว่าอาจมีการยุบสภาในเร็ววันนี้ จึงต้องการรักษาฐานเสียงสำหรับการเลื่อกตั้งครั้งหน้า ไม่ทราบว่าท่านอื่นมีความเห็นอย่างไรบ้าง
วันนี้ สิ่งที่พันธมิตรอยากให้เกิด กำลังใกล้ความจริงเข้ามาแล้วครับ
คุณสุรศักดิ์ก็มองอย่างนั้น ว่าใกล้ยุบสภา
ส่วนเจ้านายผมบอกว่า ยังไงก็ต้องยื้อจนกว่าจะช่วยเจ้านายตนเองหลุดออกมาได้
ก็ว่ากันไป
รัฐบาลตอนนี้เป็นฝ่ายตามลูกเดียว แก้รัฐธรรมนูญก็ไม่ทันแล้ว ยุบสภาเลือกใหม่ก็ไม่แน่ว่าจะได้เสียงข้างมากหรือเปล่า อย่างน้อยๆคนอีสานฝั่งเขมรก็คงเปลี่ยนใจตีจากไปหลายรายจากวิกฤติเขาพระวิหาร
ตุลาการท่านนึงเปรียบเปรยว่า ถ้าให้นักการเมืองแก้กฎหมายเลือกตั้ง ก็เหมือนกับ ให้อาชญากรแก้กฎหมายอาชญากรรม ผมคิดว่าตุลาการท่านนี้ตรรกะไม่ถูกต้องอย่างแรง เพราะอาชญากรคือผู้ที่ทำผิดกฎหมายอาชญากรรม แต่นักการเมืองมีดีมีเลว ถ้านักการเมืองได้รับเลือกตั้งจากประชาชนมา ก็ควรจะมีสิทธิแก้กฎหมายได้ อยากทราบว่าคุณสุรศักดิ์และคุณเจริญชัยมีความเห็นอย่างไรบ้าง?
ขอนอกประเด็นเขาพระวิหารกับรบ.หนะครับ ถ้าเป็นไปได้ ขอคุณสุรศักดิ์ช่วยอธิบายเรื่องตลาด Derivative หน่อยสิครับ ว่ามันคืออะไร เห็นเค้าบอกว่ามีมูลค่ามหาศาล ถ้าเกิดมีปัญหาขึ้นนี่จะเป็นเรื่องใหญ่มากๆ
ขออภัยที่ไม่ได้มาตอบ เนื่องจากระบบอินเทอร์เนตที่บ้านล่มกว่าเดือนแล้ว
โดยที่ทาง TRUE ไม่สามารถมาแก้ปัญหาอะไรได้ เพราะมัวแต่ดูแล AF อยู่
เรื่อง Derivative พูดยาวครับ ผมจะเสนอ Practical ตอนพิเศษนี้และจะเชิญผู้เชี่ยวชาญ
เรื่องนี้ ซึ้งเป็นเพื่อนผมเองที่ Barclays มาพูดด้วย
Derivative ที่กำลังกังวลกันคือ CDS ครับ
ดูรายละอียดจาก
http://en.wikipedia.org/wiki/Credit_default_swap
Derivatives คือ Financial Products ที่มูลค่าของมัน Derived มาจากตัวแม่ (underlyings) ถ้าในคณิตศาสตร์ก็คือเป็นฟังก์ชั่นของตัวแม่
Derivatives ได้เป็นสองพวกหลักๆคือพวก Futures กับพวก Options สองพวกนี้มีความแตกต่างกันอย่างมากเลยทีเดียว
พวกตระกูล Futures หรือ Forwards รวมไปถึง SWAP พวกนี้เป็น Derivatives ที่หามูลค่าได้อย่างตรงไปตรงมา สำหรับนักเล่นหุ้นเวลาเล่นก็เหมือนเล่นแทงสูงต่ำเท่านั้นเอง โอกาสกำไร/ขาดทุนก็ 50-50
พวกที่ Challenging จะเป็น Options ถ้าในบ้านเราก็ Warrant พวกตระกูลนี้สามารถเล่นแร่แปรธาตุได้ทุกอย่าง ยิ่งถ้านำมาผสมกับ Future หรือ SWAP นั้น สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ได้ pay-off อย่างที่ต้องการได้ทุกรูปแบบ (แต่อยู่บนกฎพื้นฐานว่า high risk - high returns) จากพวกหุ้นธรรมดาๆที่นักลงทุนส่วนใหญ่ (90%) ได้ Payoff ที่ -50% ถึง +60% (แบบหยาบๆ) กลายเป็นสามารถสร้าง Payoff ได้ตั้งแต่ -100% ถึง + เท่าไหร่ก็ได้ (แต่ยิ่งเยอะเท่าไหร่ ก็จะได้ด้วยโอกาสที่น้อยลง) ซึ่งหุ้นนั้นทำไม่ได้ ลองคิดดูว่าถ้ามีเงิน 100 บาท โอกาสที่จะลงทุนให้ขาดทุนหมดเหลือ 0 บาทนั้น แทบเป็นไปไม่ได้
Options ยังเป็นปัญหาท้าทายนักคณิตศาสตร์ทั่วโลกมาจนถึงปัจจุบัน จนได้โนเบลไปแล้วก็หลายคน และโดนโจมตีก็มาก แต่นับตั้งแต่ Fisher Black, Myron Scholes, และ Robert Merton นำแคลคูลัสและสถิติชั้นสูง โลกทั้งโลกก็เปลี่ยนไป มีวิชาใหม่ๆที่นำคณิตศาสตร์ชั้นสูงมาใช้ในการหามูลค่า Options และในการดัดแปลก Options เกิดขึ้นมากมาย ทั้ง Financial Engineering, Financial Mathematics, แม้กระทั่ง Econophysics
…
ขอขอบคุณคุณสุรศักดิ์ และคุณ ME ที่มาตอบข้อสงสัยให้นะครับ ผมขอไปศึกษาเพิ่มเติมก่อน ถ้ามีข้อสงสัย คงจะต้องขอคำแนะนำเพิ่มเติมนะครับ
ขอบคุณ คุณ ME ที่มาตอบแบบกระชับครับ
เห็นด้วยหรือไม่ว่าคนไทยควรพัฒนาด้านศีลธรรมปลูกฝังคุณธรรมก่อนวางรากฐานการศึกษาเพราะปัจจุบันคนไทยบางจำพวกได้แสดงให้เห็นว่ามีการศึกกษาแต่ไม่เคยแม้แต่ที่จะยอมเสียสละผลประโยชน์ของตนเองเพื่อคนอื่นบ้างเหมือนกับที่ลุงชราที่เรียนจบด้วยการศึกษาแค่ป.4แต่มากวาดถนนที่สถานีรถไฟทุกวันโดยในสายตาคนอื่นที่คิดว่าเขาเป็นคนบ้า ดังนั้นคุณธรรมวันลนิดค่อยๆปลูกฝังคุณธรรมปัญหาหลักๆของคนไทยจะถูกแก้ไขได้เอง
คุณ nut หมายถึงใครรึเปล่าครับ งง