เมื่อการชุมนุมต้านรัฐบาลและข่าวลือการรัฐประหารหวนคืนสู่ประเทศไทย

June 2, 2008

การกระเสือกกระสนของชนชั้นนำกลับกลายเป็นการจงใจสร้างความหายนะให้ประเทศชาติ

เมื่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้อำนาจเมื่อเดินมกราคม หลังจาก 16 เดือนภายใต้อำนาจทหาร ดูเหมือนว่าประเทศไทยกำลังกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพ ผู้นำเหล่าทัพที่ได้กำจัดรัฐบาลของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ไปด้วยการรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายนปี พ.ศ. 2549 ต้องยอมรับคำปฏิเสธจากมหาชน ซึ่งได้เทคะแนนให้กับรัฐบาลผสมที่นำโดยกลุ่มผู้สนับสนุนทักษิณ แต่ตอนนี้ความตึงเครียดทางการเมืองเริ่มถูกยกระดับขึ้น เพราะผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลได้กลับมาอีกครั้ง และนั่นก็เพิ่มความกังวลว่ากองทัพอาจใช้ข้ออ้าง เรื่องการนองเลือด หรือการทึกทักเอาว่ามีการคุกคามต่อราชบัลลังก์จากกลุ่มผู้สนับสนุนทักษิณ ในการทำรัฐประหารครั้งใหม่

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา กลุ่มมวลชนต่อต้านทักษิณที่เรียกว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กลับมาประท้วงและชุมนุมบนถนนใจกลางกรุงเทพฯ แต่ก็มีผู้เข้าร่วมชุมนุมเพียงหลักพัน ซึ่งต่างจากครั้งที่ประชาชนเข้าร่วมการประท้วงเมื่อก่อนการรัฐประหารปี 2549 แถมยังห่างไกลจากตัวเลขระดับ 30,000 คน ที่กลุ่มผู้จัดการประท้วงคาดหวังเอาไว้ แต่นั่นก็เพียงพอที่จะกระตุ้นให้มีกลุ่มต้านพันธมิตร ซึ่งทั้งสองกลุ่มต่างก็ขว้างปาขวดน้ำเข้าใส่กัน การประท้วงยังเกิดขึ้นตามมากอีกมาก ตำรวจยังสามารถควบคุมความวุ่นวายเอาไว้ได้ ในช่วงปี พ.ศ. 2549 การปะทะกันย่อยๆเช่นนี้ กลับกลายเป็นข้ออ้างของผู้นำการรัฐประหารในการขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง



การหวนคืนกลับมาของกลุ่มผู้ประท้วงอาจเป็นหมุดหมายสำคัญในการยุติสงครามด่าทอระหว่างกลุ่มขั้วอำนาจทางการเมืองสองขั้วที่มานานหลายเดือน กลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มสนับสนุนทักษิณ ที่นำโดยนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนใหม่ (ในขณะที่ พ.ต.ท ทักษิณพยายามเก็บตัว และกำลังวุ่นวายกับการบริหารทีมฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี้ที่เขาเป็นเจ้าของ) ในขณะที่อีกฟากหนึ่งเป็นการรวมตัวอย่างสับสนคลุมเครือของกลุ่มอนุรักษ์นิยม และกลุ่มอำมาตยาธิปไตยนิยมกษัตริย์, นักวิชาการและทหาร, คนชั้นกลางในกรุงเทพ และพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นฝ่ายค้าน ในขณะที่กลุ่มผู้สนับสนุนทักษิณเชื่อว่าพลังเบื้องหลังศัตรูของพวกเขาก็คือ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี แม้ว่า พล.อ. เปรมจะปฏิเสธหลายครั้ง

สิ่งที่ทำให้กลุ่มพันธมิตรฯ ต้องลงมาชุมนุมบนถนนก็เพราะแผนของนายสมัครที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ถูกยกร่างขึ้นในสมัยรัฐบาลที่ถูกหนุนหลังโดยคณะรัฐประหาร พล.อ. สนธิ บุญรัตนกลิน ผู้นำทหารคนก่อนและเป็นแกนนำคณะรัฐประหารเมื่อปี 2549 ก็ดูเหมือนว่าจะค่อยๆเกษียณตนเองไปเงียบๆ ในขณะที่ พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. คนใหม่ ยังคงกล่าวย้ำว่าไม่มีแผนการรัฐประหารใดๆ แต่ก็เหมือนกับที่ พล.อ. สนธิ เคยทำ คำพูดนี้คงถูกต้องจนกว่ารถถังจะแล่นออกมา ว่ากันว่านายสมัครพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับ พล.อ. อนุพงษ์ บางทีอาจเป็นเพราะการพยายามกระจายความเสี่ยงจากการกดดันของทักษิณ เหตุผลนี้ก็อาจทำให้การรัฐประหารเกิดขึ้นได้น้อยลง แต่อย่างไรก็ตามก็มีกลุ่มทหารในระดับรองๆอยู่ทั้งในกลุ่มผู้สนับสนุนทักษิณ และกลุ่มต่อต้านทักษิณเดนตาย คนกลุ่มนี้ต่างก็อาจกำลังวางแผนอะไรอยู่ก็ได้

ด้วยการใช้ภาษาแบบเคลื่อนไหวต่อต้านทักษิณ ในการกล่าวหาว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่ทำให้ “แตกแยก” ซึ่งให้ซุ่มเสียงคล้ายกับตอนที่เคยเกิดขึ้นในการรัฐประหารครั้งก่อน ก็เหมือนกับข้อกล่าวหาเรื่อง “การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ซึ่งการทึกทักเอาว่าทักษิณไม่ได้ให้การเคารพในหลวงเคยเป็นข้อกล่าวหาของคณะรัฐประหาร แม้ว่าพวกเขาจะล้มเหลวที่หาหลักฐานในเรื่องนี้ มาคราวนี้ข้อกล่าวหาเรื่องเดิมก็เกิดขึ้นกับนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลมัคร ซึ่งเกิดจากปาฐกถาที่เขาได้ให้แก่ผูสื่อข่าวต่างประเทศเมื่อปีก่อน ในนเนื้อหาที่เกี่ยวกับ “ระบบอุปถัมป์” ของประเทศไทย และทำไมมันถึงได้ขัดขวางการพัฒนาประเทศ กลุ่มต้านทักษิณแปลถ้อยแถลงนี้ว่าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งอาจได้รับโทษจำคุก 15 ปี

จักรภพพยายามแก้ว่าเป็นระบบที่คนไทยเป็นหนี้และภักดีต่อระบบอุปถัมป์ แทนที่จะรับใช้สถาบัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้กัดเซาะนิติรัฐ และฟูมฟักการฉ้อราษฎร ไม่ว่าการตีความว่าระบบอุปถัมป์จะมีที่มาจากที่ใด เรื่องนี้้ก็ควรเป็นเรื่องที่คนไทยมีสิทธิที่จะถกเถียง แม้ว่าในหลวงจะเคยทรงมีพระราชดำรัสว่าพระองค์ทรงสามารถถูกวิจารณ์ได้ แต่ก็มีการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในการฟ้องร้องกันและกัน

ภายหลังการรัฐประหาร 2549 กองทัพและพันธมิตรในกลุ่มอำมาตยาธิปไตยบริหารประเทศได้อย่างน่าผิดหวัง และตอนนี้เศรษฐกิจของไทยก็อยู่ในกลุ่มที่เติบโตช้าที่สุดในภูมิภาค กระนั้น คู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายก็ยังคงกล่าวถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการรัฐประหารครั้งใหม่เกิดขึ้น — ซึ่งหากมันเกิดจริง ก็จะเป็นการรัฐประหารครั้งที่ 19 หลังจากการอภิวัฒน์การปกครองเมื่อปี 2475 แต่แม้จะไม่มีการรัฐประหารดังว่า ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อยาวนานก็ยังคงทำลายเศรษฐกิจของประเทศอยู่ดี

ดังนั้นแทนที่ประเทศไทยจะมีชื่อเสียงว่าเป็นเสือเศรษฐกิจที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ดังที่เคยวาดหวังไว้ ตอนนี้กลับมีความเสี่ยงว่าประเทศไทยจะกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความไม่มั่นคงยาวนาน และวุ่นวาย เฉกเช่นประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งนี่เป็นภาพที่มองมาจากโลกภายนอก

แปลและเรียบเรียงจาก : The Economist : Protests and coup rumours return

Comments

9 Responses to “เมื่อการชุมนุมต้านรัฐบาลและข่าวลือการรัฐประหารหวนคืนสู่ประเทศไทย”

  1. Suwannee Wattananakorn on June 2nd, 2008 5:52 pm

    เมื่อไหร่ เศรษศาตร์ตลาดสด จะ ออกรายการได้ ค่ะ รอฟังอยู่ค่ะ

    คาดการณ์ สิ่งที่จะเกิดในครั้งนี้ให้ชัดเจนไปเลยได้มั๊ย(อนาคต) ไม่อยากฟังอะไร ที่คลุมเคลือ

    ต่างชาติที่อยู่ในเมืองไทยไม่ต้องการให้เปลี่ยนจากระบบกษัตริย์เป็น ประธานาธิบดี

    เพราะพวกเค้าเหล่านั้น จะไม่สามารถอยู่ใต้ร่มของพระองค์ได้อย่างเป็นสุข

    คนต่างชาติถึงรักในหลวง และเฝ้าติดตามตลอดเวลาว่าจะเกิดอะไรขึ้น

  2. chana on June 3rd, 2008 2:00 pm

    อดฟังด้วยคน

  3. เจริญชัย on June 4th, 2008 2:49 pm

    ถ้าแฟนๆเรียกร้อง อาจจะอัดเป็นเทปย้อนหลังให้ ดาวน์โหลดกันใน internet
    แหม แฟนๆอุตส่าห์อยากฟังสักที

    แต่ขอปรึกษาคุณสุรศักดิ์ดูอีกที

  4. Pak on June 16th, 2008 11:16 pm

    ผมได้ฟังเทป mp4 ของพี่ทั้งสี่คนแล้ว ผมไม่เห็นด้วยหลายประการ ผมอยากให้พี่ร่วมกับพันธมิตรมากกว่า ความหวังของพวกพี่ทั้งสี่ต้องการพัฒนาคนไทยให้สู้คนชาติอื่นได้ แล้วถ้าทุกคนแข่งขันกันหมดผมขอถามว่า แล้วโลกนี้ก็เต็มไปด้วยการแข่งขัน แล้วยิ่งอนาคตประชากรในโลกมากกขึ้น แล้วผู้แพ้จะอยู่อย่างไร ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงที่ทำให้สังคมมีพื้นทีว่างมากขึ้นและเปงสังคมแห่งการเอื้ออารี สังคมแห่งความสุขอย่างแท้จริง การทำให้การเมืองเข้มแข็งให้ภาคประชาชนมีสิทธิ์ในการตรวจสอบอย่างเต็มที่ถึงจะถูก ถ้าเม็ดเงินของภาษีอาการประเทศไทยตกไปอยู่กับนักการเมืองที่โกงไม่กี่คน ถามหน่อยว่าประชาชนจะอยู่อย่างไร ทั้งที่เม็ดเงินนั้นควรกระจายไปในการพัฒนาสาธารณุปโภคขั้นพื้นฐาน อย่างเช่น เมืองไทยเกษตรต้องมาร้องไห้ทุกปี เพราะหน้าฝนเก็บเกี่ยวไม่ท้นนั้นก็ท่วม หน้าแล้งก็ขาดแคลนน้ำ ถ้านักการเมืองมันไม่คิดจะเบิกงบฉุกเฉินมันก็ควรคิดจะสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กไว้ทุกที่ทั้วประเทศ นี่เปงเพียงตัวอย่างเดียว ที่จริงผมมีเรืองแย้งอีกหลายประเด็นแต่วันนี้ผมมีเวลาไม่มาก จึงขอแย้งเพียงเท่านี้ ขอบคุณมากครับ

  5. เจริญชัย on June 17th, 2008 4:07 pm

    ยินดีที่ได้ฟังความเห็นที่แตกต่าง
    แต่สำหรับบทความนี้ผมไม่ได้เป็นคนเขียน เลยไม่รู้ว่า เชียร์ฝ่ายใด

    แต่ในมุมมองส่วนตัวผม
    ไม่เข้าร่วมกับทั้งสองฝ่าย
    เพราะคิดว่า การที่ปล่อยให้ทั้งสองรบกันจะให้ประโยชน์ต่อชาติมากกว่า
    ผมจะเลือกเข้าร่วมกับฝ่ายที่ 3 และ 4 หรือสร้างแนวทางที่ 5 ของตนเอง
    (ลองอ่านบทความของผม ในจดหมายข่าวฉบับที่ 2)

    ส่วนเรื่องการแข่งขันนั้น ผมไม่ได้มองอย่างสุดขั้ว เพราะนั่นจะนำไปสู่ความตายของคนจน
    แต่ผมก็ไม่อยากให้คนฉุดรั้งการพัฒนาของประเทศในมุมมองของคนจน
    เราสามารถมีทางออกที่ 3 และ 4 ได้

    จะเห็นว่า แม้ประเทศพัฒนาแล้วจะมีปัญหาเรื่องคนจนอยู่
    แต่คนจนในบ้านเมืองเหล่านั้นก็กลับมีชีวิตที่ดีกว่าในบ้านเรามากมาย

    นี่คือ ปริศนาที่อยากให้ลองขบคิดดู
    จริงๆมีคำอธิบายอยู่ เพียงแต่ซับซ้อนสักเล็กน้อย
    แต่ผมตั้งทฤษฏี โดยเริ่มจากความจริงเป็นที่ตั้ง

    ผมเคยเชื่อในแนวทางทุกคนเท่าเทียม แต่พบว่านั่นไม่จริง
    มันจะกลายเป็นจนเท่าเทียมกัน
    แต่โมเดลแบบอเมริกาก็มีปัญหา

    ผมเชื่อในแบบยุโรป ซึ่งพิสูจน์ว่าดีกว่าทั้งอเมริกา และไทย

    ผมว่าตราบใดชาติเรายังไม่รวย ปัญหาความยากจนจะไม่มีวันหมด

  6. Alibaba on July 5th, 2008 2:04 am

    บทความนี้มองภาพรวมของการเมืองประเทศไทยได้ชัดเจนมาก โดยไม่มีอิทธิพลของสื่อในประเทศชี้นำ เห็นได้ว่าการทำข่าวสถานการณ์ภายในของประเทศไทย ข่าวต่างชาติไม่เชื่อถือแหล่งข่าวไทยแล้ว

  7. Huang on July 14th, 2008 12:08 pm

    ยุคทักษิณเต็มไปด้วยการคอรัปชั่นมโหฬาร แต่ที่น่าขันก็คือ ประเทศสงบสุขมา 5 ปี เศรษฐกิจดีก้าวหน้า ปัญหาสังคมลด หลังปฎิวัติ บ้านเมืองไร้ (ข่าว) การคอรัปชั่น แต่เศรษฐกิจพังพินาศ บ้านเมืองแตกแยก ผมขอทางเลือกที่ 3 แบบคุณเจริญชัยว่าก็แล้วกัน

  8. vajiraฺ on July 17th, 2008 11:37 pm

    หลังจากที่ได้อ่าบทความนี้นั้นให้ความรู้สึกว่าในบางครั้งนั้นสื่อจากต่างประเทศ (ถ้าผมเข้าใจไม่ผิดว่านิตยสาร The Economist นั้นเป็นนิตยสารต่างประเทศ) ผู้รับสื่อในเมืองไทยควรที่จะมีการกลั่นกรองในเนื้อหาข่าวก่อนที่จะเลือกบริโภคเข้าไปเป็นข้อมูลในการรับรู้ข องตน เพราะจากการที่ผมได้อ่านบทความด้านบนแล้วนั้นผมมักได้รู้สึกได้ถึงความรู้สึกที่ไม่เข้าใจเพราะผิดสังเกตอยู่บางประการยกตัวอย่างเช่น

    1. เมื่อกล่าวถึงนักการเมืองในสังกัดของ พต.ท. ทักษิณ ชินวัตร หรือรวมไปถึงรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช มักมีคำกล่าวพ่วงด้วยเสมอว่าเป็นรัฐบาลที่่มาจากการเลือกตั้ง ดุจราวกับว่าไม่ว่าเป็นสื่อใดในโลกที่ทรงอิทธิพล (เช่น ถ้าสื่อในประเทศเราเองผู้มีอำนาจรัฐมักมีอิทธิพลมากกว่าสื่อรายอื่น หรือ สื่อต่างประเทศรายใหญ่มักดูมีความน่าเชื่อถือมากกว่าเพียงเพราะชื่อเดิมที่เคยเล่า ๆ บอกต่อกันมาโดยไม่ได้ผ่านการไตร่ตรองในรายละเอียดในบางครั้ง) มักจะพยายามยัดเยียดคำว่า ถูกต้อง หรือ ถูกกติกา เข้าสู่ในระบบความคิดของคนฟังอยู่เสมอจนลืมไปว่าแค่การเลือกตั้งไม่สามารถบอกได้เลยว่า ตกลงที่ได้มาจาการเลือกตั้งนั้น ดี หรือ เลว

    2. มักมีคำพูดเช่นว่ามีการเข้าทำร้ายเกิดความรุนแรงมีการขว้างปาของเข้าใส่กัน นั่นคือเรื่องจริงดังคำกล่าวอ้างเพียงแต่ว่าเป็นเรื่องจริงของคนสมองลิงที่มักพร่ำบอกกับตัวเองเท่านั้นเสียมากกว่า เพราะเมื่อติดตามภาพเหตุการณ์วันที่ 25 ที่เกิดขึ้นนั้นจากสถานีโทรทัศน์ ASTV และ เนชั่น พบว่าฝั่งผู้ต่อต้านพันธมิตรเป็นฝ่ายใช้ความรุนแรงขว้างปาสิ่งของเข้าทำร้ายก่อน จนทำให้พันธมิตรต้องป้องกันตัว มิใช่เป็นเหตุการที่ต่างฝ่ายต่างต้องการที่จะยุติปัญหาด้วยความรุนแรง หรือพันธมิตรเป็นพวกใช้ำกำลังแต่อย่างใด (หรือสื่อบางสำนักเช่น Thai PBS ทำการตัดภาพเฉพาะการตอบโต้ของพันธมิตรเพื่อจงใจให้เห็นถึงความรุนแรงของพันธมิตร เป็นต้น)

    3. ไ่ม่มีการพูดถึงรายละเอียดที่่นายจักรภพ เพ็ญแข พูดที่ LA นั้นพูดว่าอย่างไรมาประกอบการเขียนบทความแล้วก็พร้อมที่จะบิดเบือนโดยง่ายได้เลยว่าเป็นเรื่องที่ต่างคนต่างตีความและเราควรที่จะให้โอกาสที่เปิดกว้างในการแสดงความคิดเห็น

    ดังนั้นโดยสรุปเมื่ออ่านบทความนี้จบผมสามารถบอกตัวเองได้ในระดับหนึ่งเลยว่า แม้ Economist ก็เถอะคำว่า บิดเบือน บิดเบือน ก็ยังคงมีอยู่นั่นเอง ดังนั้นหากยังยึดติดหรือเสพกับแค่ค่านิยมห่วย ๆ ว่าสื่อจากต่างประเทศนั้นเป็นกลาง

    ก็คงต้องบอกกับผู้เขียนบทความให้ The Economist ว่า “ขอบคุณสำหรับเนื้อหา แต่ถ้าให้ผมเชื่อคุณหมด หรือเชื่อส่ิงที่ผู้ทำเวปนี้ต้องการสื่อสารเสียทั้งหมด โดยไม่กลั่นกรอง” . . .

    ผมคงเป็นแค่คน แต่สมองลิงที่บังเอิญผ่านมาอ่านบทความของคุณ เท่านั้นเอง

  9. ธนชัย on July 18th, 2008 3:08 pm

    ขอแย้งคุณ vajira นะครับ สิ่งที่ The Economist นำเสนอ เป็นการมองจากคนนอก ซึ่งผมว่าเป็นกลางมากกว่าสื่อของไทยมากครับ สำหรับบทความคุณจักรภพ ทาง The Economist ได้เคยมีการวิเคราะห์แล้วครับ

Got something to say?