Redshift Theory : หรือนี่จะเป็นจุดเปลี่ยนอุตสาหกรรมไอที?

October 13, 2007

โดย อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ : Siam Intelligence Unit

ทฤษฎี Redshift ถูกนำเสนอเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2007 โดย CTO ของบริษัท Sun Microsystems ชื่อ Greg Papadopoulos ในงานประชุมประจำปีของบริษัท ทฤษฎีนี้อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าอุตสาหกรรมไอทีอาจถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง เพราะมันบอกว่าในบางตลาด อุปสงค์ (demand) ของพลังประมวลผล เริ่มแซงอุปทาน (supply) ที่คอมพิวเตอร์สามารถตอบสนองได้ !!!

ตั้งแค่ ค.ศ. 1965 อัตราความก้าวหน้าของคอมพิวเตอร์ถูกพยากรณ์ไว้โดยกฎของมัวร์ (หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทอินเทล) ที่ว่า “พลังประมวลผลจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวทุกๆ ปี” และปัจจุบันนี้กฎของมัวร์ก็ยังเป็นจริงอยู่ ทำให้เราสามารถคาดการณ์อัตราการเติบโตของฝั่งอุปทาน หรือในอีกแง่หนึ่งก็คือความสามารถทางการประมวลผลของระบบไอทีได้ไม่ยาก

Greg Papadopoulos เรียกวิธีการใช้งานคอมพิวเตอร์ที่เราใช้กันทั่วไปในทุกวันนี้ (หมายถึงพิมพ์งาน อ่านข่าว ฟังเพลง หรือถ้าในตลาดองค์กรก็หมายถึงซอฟต์แวร์ ERP หรือ CRM ที่ใช้ในปัจจุบัน) ว่ากลุ่ม Blueshift ซึ่งมีอัตราการเติบโตไม่มากนัก เทียบได้ใกล้เคียงกับตัวเลขอัตราการเติบโตของ GDP (โดยทั่วไปไม่เกิน 10%) และถ้าตลาด Blueshift หรือฝั่งอุปสงค์ยังเติบโตด้วยอัตรานี้อยู่ ฝั่งอุปทานก็สามารถตอบสนองได้สบาย เพราะว่ากฎของมัวร์หรืออัตราเติบโตฝั่งอุปทานนั้นสูงกว่า GDP มาก

แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อมีตลาดใหม่ซึ่งเติบโตรวดเร็วมาก (hypergrowth) โดย Papadopoulos เรียกมันว่า Redshift (ตามทฤษฎีทางฟิสิกส์) ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือบริการออนไลน์แบบใหม่ๆ เช่น บริการค้นหาของกูเกิล, บริการวิดีโอออนไลน์ของ YouTube, เกมออนไลน์และบริการบันเทิงอื่นๆ รวมไปถึงบริการสำหรับธุรกิจโดยเฉพาะอย่าง Salesforce.com

บริการออนไลน์เหล่านี้ให้บริการแก่ผู้ใช้จำนวนหลายล้านคนพร้อมๆ กัน ซึ่งทำให้เซิร์ฟเวอร์และระบบไอทีต้องทำงานหนักอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นอกจากประสิทธิภาพของคอมพิวเตอร์จะไม่เพียงพอกับความต้องการแล้ว ยังมีปัจจัยด้านสถานที่จัดเก็บเซิร์ฟเวอร์ ระบบพลังงาน ระบบความเย็น ฯลฯ มาประกอบด้วย ซึ่ง Papadopoulos วิเคราะห์ว่าอัตราการเติบโตขนาดนี้ มากกว่ากฎของมัวร์หลายเท่า และอุตสาหกรรมไอทีจะพบปัญหาแน่ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่าง

ทิศทางของอุตสาหกรรมไอทีต่อการเติบโตของตลาด Redshift นี้ คือเปลี่ยนการประมวลผลจากที่ต้องผูกติดกับอุปกรณ์​ (คอมพิวเตอร์) มาเป็นบริการที่สามารถหาซื้อได้โดยไม่ต้องลงทุนค่าอุปกรณ์ (utility) เช่นเดียวกับไฟฟ้าหรือน้ำประปา

ทุกวันนี้กูเกิลลงทุนสร้างศูนย์ข้อมูลไอที (data center) ซึ่งมีคอมพิวเตอร์เป็นแสนๆ ตัวทำงานร่วมกันเพื่อตอบสนองผลการค้นหาหลายพันล้านครั้งต่อวัน ซึ่งการลงทุนด้านสถานที่และสาธารณูปโภคเหล่านี้สูงเกินกว่าบริษัทหน้าใหม่จะเข้ามาแข่งขันได้ ในขณะเดียวกันเมื่อค่าใช้จ่ายด้านสถานที่เหล่านี้เป็น fix cost ก็ทำให้กูเกิลมีทรัพยากรคอมพิวเตอร์ว่างเหลือใช้ สามารถนำมาแบ่งขายให้ลักษณะให้เช่าได้ เพื่อคืนทุนกับค่าสถานที่ที่จ่ายไป

ปัจจุบันตลาด utility computing เพิ่งจะเริ่มต้น บริษัท Amazon ซึ่งเป็นผู้นำในตลาดนี้ ได้เปิดให้ลูกค้าจากที่ไหนก็ได้ทั่วโลก เช่าใช้เซิร์ฟเวอร์หรือพื้นที่เก็บข้อมูลของ Amazon ได้ในราคาถูก ถ้าเราเป็นบริษัทเว็บหน้าใหม่ แทนที่จะลงทุนค่าเครื่องค่าสถานที่เพื่อสร้างเว็บไซต์ และรอเวลานานกว่าจะคืนทุน ก็หันมาเช่าพื้นที่จาก Amazon เฉพาะที่จำเป็นต้องใช้ จ่ายเท่าที่จำเป็น แต่ขณะเดียวกันก็ได้คุณภาพระดับเดียวกับบริการของ Amazon ไม่ดีกว่าหรือ?

จับตามองว่าอีกไม่นาน อุตสาหกรรมไอทีอาจเปลี่ยนอีกครั้ง ไม่มีพื้นที่ให้กับผู้ค้ารายเล็กอีกต่อไป และผู้ค่ารายเล็กเหล่านี้ก็ต้องหันไปสนใจกับความสร้างสรรค์ของผลิตภัณฑ์แทนที่จะมาลงทุนในตลาดสาธารณูปโภคพื้นฐานที่มีอยู่

ข้อมูลเพิ่มเติม

Comments

One Response to “Redshift Theory : หรือนี่จะเป็นจุดเปลี่ยนอุตสาหกรรมไอที?”

  1. เหมียว on October 13th, 2007 5:05 pm

    อ่านข่าว blognone เรื่องนี้ จะเกี่ยวโยงกับ redshift หรือเปล่าคะ?

Got something to say?