Rethink supply side economics

September 21, 2007

โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ : Siam Intelligence Unit

1. เราไม่อาจแก้ปัญหาใหม่ได้ โดยใช้กรอบความคิดแบบเดิม Rethink จึงมีความสำคัญ เราเชื่อมาโดยตลอดว่า “ทุนนิยมแท้” ต้องคิดค้นเทคโนโลยี แต่ Star Bucks ไม่ได้มีเทคโนโลยีใหม่อันใด เรายินดีจ่ายค่ากาแฟ 90 บาท แทนที่จะเป็น 50 บาท เป็นค่าวัฒนธรรม ความรู้สึกที่ละเมียดละไม ความมีสไตล์ และความรู้สึกว่าได้เสพสุขแบบชนชั้นสูง

McDonald ไม่ได้มีอะไรลึกล้ำซับซ้อน รสชาติแสนธรรมดา แฮมเบอร์เกอร์หน้าปากซอยยังอร่อยกว่า อย่างไรก็ตาม McDonald มีระบบบริหารจัดการที่ดี มีการวางยุทธศาสตร์ เลือกทำเลได้อย่างถูกต้องเหมาะสม

Apple มีความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดีเยี่ยม การตลาดเลิศล้ำด้วยเสน่ห์ของมหาศาสดา Jobs ประธานบริษัท แต่ในท้ายที่สุด กลับพ่ายแพ้ให้ Gates ชายหนุ่มบุคลิกเรียบง่าย ชาญฉลาดเย็นชาประดุจจักรกลแห่งโลกอนาคต แม้จะเป็นบริษัทที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี แต่จุดแพ้ชนะ กลับเป็นวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์

Dell เป็นมหาเศรษฐีอีกท่าน ที่หากินในโลกไฮเทค แต่กลับสร้างนวัตกรรมทางเทคโนโลยีไม่มากนัก นวัตกรรมกลับไปอยู่ในส่วนของการตลาดและ Model ธุรกิจ ซึ่งทำให้ชนะหลายบริษัทที่เน้นนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี โดยไม่สนใจว่าผู้บริโภคต้องการอะไร

2. ประเทศไทยต้องมีกระบวนการ Rethink เพื่อแก้ปัญหา “ค่าแรงราคาถูก”ไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป ปัญหาของธุรกิจส่งออกคือ margin ต่ำ ไร้นวัตกรรม Brand ไม่แข็งแกร่ง ขาดการวางยุทธศาสตร์ที่เหมาะสม “ปัญหาค่าเงิน” เป็นเพียงตัวกระตุ้น และเร่งเร้า ให้วิกฤติสุกงอมเร็วขึ้น

สุกี้ MK เป็นตัวอย่างของธุรกิจชั้นเลิศ คู่ต่อกรสำคัญ คือ โคคา และ เท็กซัส ความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รสชาติ ไม่ได้แตกต่างกันมากมาย แต่สิ่งที่ต่างกันคือ ความสามารถในการบริหารจัดการ การวางยุทธศาสตร์ นานวันเข้า ความแตกต่างตรงนี้ บีบเค้นให้ คุณภาพของ โคคา และ เท็กซัส ด้อยกว่าโดยปริยาย เพราะร้านที่ขายดีย่อมได้เปรียบเรื่องของความสด สะอาด ที่สำคัญ เงินทุนที่ได้ย่อมนำมาพัฒนาร้านได้มากกว่า

หากเราไม่ Rethink คิดแต่ว่า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ สำคัญที่สุด โดยมองข้าม การบริหารจัดการ การตลาด และการจัดวางยุทธศาสตร์ เราจะค่อยๆแพ้ทีละนิด และเม็ดเงินที่ฝ่ายตรงข้ามแย่งชิงไป จะนำกลับมาพัฒนาคุณภาพ เพื่อทำให้เราพ่ายแพ้หนักขึ้น เร็วขึ้น

3. Rethink วัฒนธรรมและความเชื่อ ตัวแปรสำคัญในความสำเร็จ Steve Jobs ประสบความสำเร็จได้ ส่วนหนึ่งเพราะความสามารถเฉพาะตัวในการทดสอบหาคนเก่ง โดยไม่ต้องทำข้อสอบวัด IQ ไม่ให้สถาบันการศึกษา ภาพลักษณ์ การแต่งตัว มาทำให้เกิดอคติในการค้นหาคนเก่ง

ที่น่าเศร้าคือ การที่ผู้บริหารระดับสูง ไม่กล้าเรียกใช้คนเก่ง เพราะมีค่านิยมผิดๆว่า คนเก่งควบคุมยาก กลัวว่าความเก่งจะมาบดบังรัศมีของตนเอง แต่ลืมคิดไปว่า “เล่าปี่” ซึ่งไม่มีกำลังเท่า กวนอู เตียวหุย สติปัญญาไม่เลิศล้ำเท่าขงเบ้ง ทำไมจึงสามารถอยู่ในตำแหน่งสูงสุดได้ยาวนาน และยังสามารถสืบทอดให้ลูกหลานได้ โดยไม่ถูกลูกน้องที่เหนือกว่าทุกด้านท้าทายเลย

ในประเทศไทย มีผู้บริหารอายุ 50 ปี คนใด น้อมกายไปเชื้อเชิญ ชายหนุ่มหญิงสาวอายุ 30 ปี ซึ่งยังไม่เคยมีผลงานที่โดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ แถมยังมอบความไว้วางใจให้บริหารตำแหน่งสำคัญ เพียงแค่นี้ย่อมสามารถวัดถึงความรุ่งเรืองเสื่อมโทรมของแต่ละประเทศแล้ว

ในหนังเรื่อง Transformers ตอนที่รัฐมนตรีกลาโหมเรียกประชุมทีมงาน เขาเกิดความสงสัยว่า ทำไมหญิงสาวคนหนึ่งในทีมงานจึงมีหน้าตาเหมือนวัยรุ่น อายุไม่เกิน 30 ปี ที่ปรึกษาได้ตอบว่า “เราต้องควานหาตัวอัจฉริยะ ตั้งแต่เรียนมัธยม” นี่คงไม่ใช่เพียงภาพยนตร์ แต่น่าจะสะท้อนถึงความกระหายคนเก่งของอเมริกันชน

4. Revalue ชีวิต : คำตอบของวิกฤติอยู่ในสายลม ความสำเร็จและล้มเหลวของแต่ละชาติ ขึ้นอยุ่กับการให้คุณค่าของสรรพสิ่ง ไม่มากก็น้อย สังคมไทย ให้ความสำคัญต่อการทำงานเป็นทีมน้อยกว่าประเทศพัฒนา เรามองไปที่ทรัพยากรบุคคลว่าเป็น “ต้นทุน” มากกว่าเป็น “สินทรัพย์ที่สร้างกำไร” แม้ว่าจะมีหลายองค์กรเริ่มปรับตัว แต่ก็ยังไม่รวดเร็วทันใจพอจะเห็นผล

Google เป็นบริษัทที่กระหายคนเก่งมาก ถึงขนาดกวาดต้อนคนเก่งตั้งแต่เรียนในมหาวิทยาลัย โดยยังไม่มีตำแหน่งงานให้ทำ ซึ่งถ้าหากเป็นบริษัทในเมืองไทย การทำเช่นนี้คงถูกมองว่า “โง่เง่า” เพราะพวกเราประเมินค่าคนเก่งต่ำกว่าความเป็นจริง จึงมองเห็นต้นทุนมากกว่ากำไร แต่ Google ประเมินค่าของคนเก่งได้ถูกต้องกว่า เขาจึงเป็นบริษัทชั้นนำ สามารถคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยมได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน

ธุรกิจดีๆของไทยมีมาก แต่มักเป็นขนาดเล็ก “ร้านส้มตำนัว” ที่แสนอร่อย มีวัยรุ่น นิสิตนักศึกษา ไปต่อคิวทานมากมาย แต่กลับไม่ยอมเปิดสาขาขยายแฟรนไชส์ ขณะที่ร้านยำแซ่บ ขยันเปิดสาขา แต่คุณภาพไม่แซ่บสมชื่อ ใช่หรือไม่ว่า ส้มตำนัว ให้คุณค่าต่อการขยายกิจการต่ำเกินไป โดยมองว่าต้องใช้เงินทุนเพิ่ม อาจควบคุมคุณภาพไม่ได้ ไม่อยากให้คนนอกมาเกี่ยวข้อง อุปสรรคเหล่านี้ ไม่เป็นปัญหาสำหรับคนในประเทศพัฒนาอีกต่อไป เพราะเขาประเมินเรื่องเหล่านี้ในแง่ดี ว่า เงินทุนสามารถหามาจากภายนอกได้ คุณภาพอยู่ที่การสร้างระบบบริหารจัดการที่ดี การมีคนนอกมาเกี่ยวข้องอาจทำให้ร้านพัฒนาขึ้นจากความคิดที่แตกต่าง ขณะที่ยำแซ่บ กลับให้ค่าต่อความอร่อยต่ำเกินไป โดยคิดว่า การมีสาขามาก เป็นเครื่องรับประกันความสำเร็จ หรืออาจไม่อยากลงทุนเพิ่มกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์

ในอดีต เราให้ความสำคัญกับ Brand Marketing ต่ำเกินไป โดยอาจมองว่าเป็นคุณค่าเทียม เป็นการหลอกลวงผู้บริโภค เราควรเน้นที่การพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ ลดต้นทุน ไม่ควรเสียเวลากับเรื่องเหล่านี้ บริษัท แลนด์แอนด์เฮาส์ได้พิสูจน์ว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ไร้สาระ คนซื้อบ้านส่วนหนึ่ง ยินยอมเสียเงินเพิ่มขึ้น เพื่อแลกกับคุณภาพที่ไว้ใจได้ ไม่ต้องใจเต้นรัว กังวลเรื่องคุณภาพ เสียสุขภาพจิตลดทอน Utility (ความพึงพอใจ) นอกจากนี้ LH ยังได้ใช้โฆษณาที่ว่า “บ้าน ไม่ได้เห็น อย่าซื้อ” เพื่อให้ตลาด Revalue สินค้าของตนเองเหนือกว่าสินค้าของคนอื่น ซึ่งความจริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้น บ้านสร้างเสร็จก่อน กับเสร็จหลัง มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน ซึ่งยากจะระบุว่าอะไรดีกว่ากัน แต่ LH ซึ่งมีความฉลาดใน Marketing ได้ Revalue จิตใจของผู้บริโภคให้เป็นประโยชน์ต่อตนเอง เพราะ LH ซาบซึ้งถึง Value จากการลงทุนด้านการตลาดมากกว่าผู้ประกอบการรายอื่น

ทำไม Bill Gates จึงสร้างโครงการเพื่อสาธารณกุศล เพราะท่านมองเห็นแล้วว่า เงินทองกองอยู่เฉยๆ ไม่ก่อให้เกิด Utility จึงควรนำมาทำในสิ่งที่ท้าทายที่สุด ยิ่งกว่าการทำธุรกิจหลายเท่า ผลที่ได้รับคือ ความพึงพอใจที่พุ่งพรวด ได้สัมผัสชีวิตและวัฒนธรรมที่แตกต่าง ยากไร้แต่เต็มเปี่ยมด้วยแววตาแห่งความหวัง พลังเร่งเร้าของการดิ้นรนเอาชีวิตรอด ภาพความงดงามจากความเอื้ออาทรที่มนุษย์มีให้กัน และบางอย่างที่ Dollarไม่อาจให้ได้

วิกรม กรมดิษฐ์ ย่อมร่ำรวยเพียงพอที่จะใช้ชีวิตเสพสุขวาสนาไม่สิ้น ทำไมจึงต้องตรากตรำเขียนหนังสือ ทำงานเพื่อสังคม เป็นไปได้หรือไม่ว่า ชีวิตคนมี Value มากกว่าเรื่องของเงิน ที่สำคัญ ชื่อเสียงที่ได้รับมาจากการทำสิ่งต่างๆ อาจมีส่วนช่วยในการทำธุรกิจได้อีกด้วย

สุดท้ายอยากฝากผู้ฟัง/อ่านว่า อย่าดูถูกตนเอง ให้หมั่น Revalue ตนเอง เพราะแม้เราจะเกิดมาในประเทศที่ให้ Value กับคนเก่งไม่มากนัก แม้แต่ตัวเราเองยังมองข้ามคุณค่าในตัวเองอยู่บ่อยครั้ง แต่ถ้าหากเป็นเมืองนอก Value บางอย่างในตัวเรา ซึ่งแม้แต่ตัวเราเองยังไม่เห็นค่า อาจมีคนหัวใส Revalue ได้อย่างถูกต้อง และชักชวนเรามาเป็นหุ้นส่วนธุรกิจ สิ่งนี้ย่อมเกิดขึ้นได้เสมอในยุคที่เต็มไปด้วยโอกาส และการแข่งขันที่รีดเร้นศักยภาพมนุษย์ถึงขีดสุด

อย่าคิดว่า “ไม่มีเงินเท่ากับไม่มีโอกาส เพราะ Value ในตัวเราจะดึงดูดให้นักธุรกิจสนใจมาลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่เราคิดค้นขึ้นได้ หากเราไม่มีความสามารถในการนำเสนอ เราควรฝึกความสามารถในการประเมินค่าคนเก่ง (Valuation) มองหานักการตลาดชั้นยอดให้มาช่วยเหลือเรา เพื่อโน้มน้าวนายทุน หว่านเสน่ห์ให้ผู้บริโภคหลงใหล ระดมกำลังกันสร้าง ธุรกิจใหม่ ซึ่งมี Margin สูง ไม่ต้องผูกชะตากรรมกับค่าเงินบาท ที่สำคัญ Value ของธุรกิจ ไม่ใช่แค่ความร่ำรวยส่วนบุคคล แต่เป็น ความอยู่รอดของชาติ ซึ่งประเมินเป็นตัวเงินไม่ได้

หลายพันคนงาน รอคอยพระเอกและเจ้าหญิงช่วยซับน้ำตา
เสียงสรรเสริญโห่ร้องแห่งดวงใจเปี่ยมปิติไม่อาจประเมินค่า

Rethink your work. Revalue your life.

Comments

10 Responses to “Rethink supply side economics”

  1. เศรษฐกฤษฎิ์ on September 24th, 2007 12:28 am

    เยี่ยมคับ โอเพ่นซอร์ส ต้นทุนต่ำ พัฒนาบุคคลให้เป็นเลิศได้ในวงกว้าง สนับสนุนครับ ด้วยจิตคารวะ

  2. Ink on September 25th, 2007 5:32 am

    ขอบคุณครับ ที่ทำรายการนี่ขึ้นมา ผมติดตามรายการคุณทุกครั้งครับ ถ้าตื่นไม่ทันก็จะโหลดมาเก็บไว้ฟังเสมอ ผมจบสายวิศวะ และคอมพิวเตอร์มา แต่มีความสนใจในวิชาเศรษฐศาสตร์มาก แต่ผมไม่มีเวลาที่จะไปไปนั่งเรียนวิชานี้ในมหาวิทยาลัยอีกแล้ว คอยแต่ศึกษาด้วยตัวเอง รายการนี้ให้ความกระจ่างแก่ผมในหลายๆ เครื่อง ผมคิดว่าเรื่องเศรษฐกิจนี้ เป็นสิ่งที่ตัดสินเหตุการณ์ที่สำคัญๆ ต่างๆ มากมายของโลกนี้ ตั้งแต่ระดับโลกถึงระดับชีวิตประจำวัน เช่นตั้งแต่สงครามอิรัก ถึงวิกฤตเศรษฐกิจ
    ขอเสริมอีกนิดครับ ผมชอบที่คุณเจริญชัยพูดในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (09/23/07) มากๆ ฟังดูแล้วได้แรงบันดาลใจเหลือเกิน รู้เลยว่าสิ่งสำคัญที่ต้องมีในชีวิตคืออะไร ความรักในสิ่งที่ทำและการยืนหยัดสู้นั่นเอง จะทำให้เราฟันผ่าเวลาที่ยากลำบากไปได้

  3. เจริญชัย on September 25th, 2007 3:46 pm

    ผมรู้สึกยินดีเหลือประมาณ ที่มีคนให้ความสนใจกับรายการของพวกเรา

    สำหรับ open source ซึ่งคุณ เศรษฐกฤษฏิ์ ชื่นชม พวกเราได้พยายามจัดทำอย่างเต็มฝีมือครับ หวังว่าสักวันจะได้เห็นเป็นจริง ในสังคมไทย

    เรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญมาก ในยุคนี้ และจะทวีความสำคัญในยุคหน้า
    บางครั้งการศึกษาด้วยตนเอง อ่านหนังสือที่หลากหลาย อาจดีกว่าศึกษาในระบบ ซึ่งยึดติดกับตำราไม่กี่เล่มนะครับ
    ผมขอเอาใจช่วย และหวังว่าสักวันจะมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนกันในวงสัมมนา Meeting
    ซึ่งพวกเราฝันไว้ว่าจะจัดทำขึ้นเพื่อตอบแทนแฟนๆรายการครับ

    ขอบคุณ คุณ Ink ที่ให้ความสนใจกับรายการเรา
    อย่างที่บอกไป ผมพูดเรื่องแรงบันดาลใจมาหลายรอบแล้ว จึงไม่อยากพูดอีก
    แต่คิดว่าต้องสรุปอีกครั้ง เพื่อจะได้เริ่มต้นก้าวต่อไป โดยไม่ย้อนกลับมาพูดอีก จึงต้องนำมาเน้นย้ำอีกครั้ง ในวันอาทิตย์ 23/09/2007 ที่ผ่านมา

    สิ่งที่ผมได้ร่างบทความไว้แล้ว จะพยายามนำเสนอในโอกาสต่อๆไป คือ
    Non linear Economy
    เช่นเดียวกัน โลกนี้ไม่เป็นเส้นตรง หากเราเป็นคนเก่ง แต่ไม่มีแรงบันดาลใจ อาจไปไม่ถึงฝั่งฝัน แต่ความรักอย่างเดียวอาจไม่พอ ยังต้องมีความรู้สึกแรงกล้า

    หากเราผนวกปัจจัยทั้งหลาย เพื่อทะยานผ่านอุปสรรค จนถึงจุด turning point ความสำเร็จจะพุ่งขึ้นมหาศาล ชดเชยกับ ทรัพยากรที่สูญเสียไปในช่วงแรกทั้งหมด

    แต่หากเราไปไม่ถึงจุด turning point ทุกอย่างที่ทุ่มไป ต้องสูญเสียทั้งหมด

    นี่คือ ความไม่เป็นเส้นตรงของการประสบความสำเร็จ

    อยากให้ผู้ฟังรายการทุกคน รวมถึงรายการของเรา มีแรงบันดาลใจ ทะลวงผ่าน turning point ไปได้สำเร็จ

  4. BALL on September 26th, 2007 4:55 pm

    ไม่มีโอกาสได้ฟัง แต่มีโอกาสได้อ่านบทความดีๆ ทำให้ เกิด แรงบันดาลใจในการ ค้นหา คุณค่า ความหมายของชีวิต

  5. Suwannee Wattananakorn on February 3rd, 2008 8:51 pm

    ทำงานที่เดิม มานานแล้ว อยากก้าวออก และหันหน้าเข้า สู่ตลาดหุ้น เต็มที่เลย ทั้ง ๆ ที่ไม่มีประสบการณ์ มากนัก แต่ก็อยากทำงาน ในตลาด หุ้น แต่ โอโฮ ดูคนในตลาดหุ้นแล้ว เหมือน นั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง กันทั้งนั้น ต้องจบโน่น จบนี่ วิเคราะห์ กัน เป็น วรรคเป็นเวร
    ทำไม เราจะวิเคราห์ ให้มันเป็นไปตามธรรมชาติของมันไม่ได้หรือ ใช้ความรู้สึก ประสานธรรมชาติ เข้าสู่สมดุล มีญาติ บอกว่า สุ ดวงมาทางหุ้น ถ้า เข้าตลาดหุ้น จะรุ่งมาก ก็เลยอยากจะพิสูจน์ คำพูด นี้ มากๆ แต่จะมีใครกล้า เสี่ยง กับสุ ล่ะ จ้างสุ ล่ะ น่าขัน นะ การซื้อขาย ในตลาดหุ้น สุยังไม่รู้ว่าเค้าทำกันอย่างไง เล้ย แต่เมื่อ มาฟัง คุณ เจริญชัย กับ คุณสุรศักดิ์ แล้ว ทำไมสุเข้าใจอย่างทะลุปรุงโปร่ง ไม่เห็นมันจะยากตรงไหน เลย ตอนนี้สุกำลัง เรียนรู้ ศึกษา วิเคราะห์ตาม โดยรอบด้าน และจากการทำงานในองค์การของสุเอง ซึ่งขอบอกว่า แย่ มากๆ ซึ่งมีการจัดเตรียม ทายาท ทางการบริหารไว้ พร้อมสรรพ รองรับถ่าย ทอดกันเป็นรุ่น ๆ โดยไม่คำนึงถืงคนเก่ง ในการรับมือ กับสภาพ ภาวะปัจุบัน สุ ว่า องค์กรสุคงไปรอดยากในระยะยาว ถ้ายึดถือตามแนวคิดคุณเจริญชัย และจากคลื่นลูกที่ 4 เห็นแล้ว ก้ออดบ่นไม่ได้นะ แต่ก้อไม่อยากพูดอะไรมาก มันเป็น วัฒนธรรมขององค์กร สุจะวางระบบคอมพิวเตอร์ ฐานข้อมูล ด้านการตลาด สารสนเทศ ให้ที่นี่ อีกประมาณ 2 เดือน ทุกอย่าง ก็จะสามารถใช้งานได้ ง่ายดาย เชื่อมโยงกับบัญชีและแผนงานการตลาด หลังจากนั้น สุ ก็คงเบื่อที่จะทำแล้วล่ะ มันไม่มีอะไรท้าทายมากนัก
    ถ้าท่านใด ในที่นี้สนใจสุเรียกใช้งาน ด้านหุ้น สุก็ พร้อมที่จะกระโดดลง ในเวทีแห่งนี้ จะได้เกิดสักที ตามชะตาฟ้าลิขิต ( การศึกษา ปริญาตรีบริหารธุรกิจ เอกคอมพิวเตอร์ธุรกิจ เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เหรียญทอง มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต ) ปริญาโทเศรษฐศาสตร์ แต่เรียนไม่จบนะค่ะ ได้แค่เทอมเดียว ฟังคุญเจริญชัยกับคุณสุรศักดิ์ มันวิเศษ กว่าเข้าห้อง เรียน ตั้งเยอะ ขอบคุณตัวเอง ที่นำมาพบกับคุณ ทั้งสอง

  6. สุรศักดิ์ ธรรมโม on February 4th, 2008 2:52 pm

    ผมจะบอกว่าการเข้าสู่การลงทุนทั้งในตลาดหลักทรัพย์และการลงทุนในรูปแบบอื่นๆ

    จะว่ายากก็ยากจะว่าไม่ยากก็ไม่ยาก เพราะต้องประกอบไปด้วยองค์ประกอบสำคัญ 2

    ส่วนด้วยกัน

    1.sense ของคนทำธุรกิจ

    2.sense ของการเข้าใจภาวะเศรษฐกิจ

    ในแง่หนึ่งจะว่าเป็นพรสววรค์ส่วนตัวหรือการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษก็ย่อมได้

    ดังจะเห็นได้ว่า คนยิวและคนจีนมีทักษะตรงนี้เป็นพิเศษ

    ส่วนเรื่องที่สอง หนีไม่พ้นที่จะต้องใช้วิชาการในการทำความเข้าใจ

    วิชาการที่ว่ามันไปอะไรมากไปกว่า วิชาเศรษฐศาสตร์ มันรวมทั้งประวัติศาสตร์ จิตวิทยา

    คณิตศาสตร์ และสถิติเข้าไปด้วย แต่ไม่ต้องตกใจ วิชาการที่ผมว่ามันไม่ได้เรียกร้องอะไร

    ที่สลับซับซ้อนขนาดนั้น แค่บวก ลบ คูณ หาร และเข้าใจหลักสถิติเบื้องต้นเล็กน้อยก็พอ

    แต่สำคัญมากคือการมีความคิดเชิงวิพากษ์ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่คนไทยยังต่ำกว่าฝรั่งมาก เพราะ

    ทัศนคติเราปลูกฝังไม่ให้ท้าทายผู้ใหญ่หรือกรอบความคิดโบราณ ทำให้เราไม่เห็นว่าความ

    คิดในอดีตมันใช้ได้หรือใช้ไม่ได้ในยุคสมัยปัจจุบันอย่างไร

    น่าเสียดาย เพราะเรามีหลักกาลามสูตร ที่อนุญาตให้เราท้าทายแม้แต่องค์ศาสดาของเราเอง

    แต่เรากลับไม่กล้าคิดนอกกรอบแบบไทยๆ

    กรอบแบบไทยๆที่ว่านี้ มีสิ่งสูงสุดมากมาย ทั้ง บุคคล บรรพบุรุษ พระ นักบวช ในศาสนา

    สิ่งศักดิ์สิทธิ์ องค์กรสังคมต่างๆ

    เปล่าผมไม่ได้เรียกร้องให้ปฏิเสธ เพราะการปฏิเสธ เป็นการสุดขั้วด้านหนึ่งเกินไป หากแต่

    ใช้หลักกาลามสูตรและการวิเคราะห์หาข้อดี-ข้อเสียมาประเมินจะเห็นภาพ เห็นความจริง

    ที่ซ่อนอยู่กลางมายา

    ผมและคุณเจริญชัยพร้อมจะแนะนำหนังสือและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับคุณ สุวรรณีครับ

  7. Suwannee Wattananakorn on February 6th, 2008 9:30 pm

    ขยายความเชิง วิพากษ์ ให้ฟังหน่อยสิค่ะ ว่า เป็นไง เพราะผู้จัดการ ที่ทำงาน เค้าไม่ค่อยชอบ ความคิด ของสุ สักเท่า ไหร่ สุเป็นพวกหัวรั้น หัว ดื้อ ทำงานกับใครไม่ค่อยได้ โดนเขี่ย ออกหมด ก้อรู้สึกแปลกใจตัวเอง มาตลอด เลย นะ พอดี พี่ที่เค้าดูลักษณะ ให้ เค้าบอก ว่า ถ้าจะทำงานได้ ดี และ ยาวนาน ต้องมี ผู้ใหญ่ หนุนหลัง ถึงจะสามารถแสดงผลงานได้ จริงๆ แล้ว สุอยากจะเป็นผู้หญิง ที่ว่านอนสอนง่าย นะ สั่งอะไร มาก้อทำ
    ก้อแปลกใจตัวเอง ทำไม เราถึงไม่เป็นอย่างนั้น ชอบมีความคิดที่สุดโต่ง ที่คนที่ทำงานเค้าไม่ชอบกัน แต่ที่อยู่ได้ ก้อเพราะผู้ใหญ่ เค้าเห็นความคิดเรา จะพยายามอ่าน และพัฒนาตัวเอง นะค่ะ ช่วยหน่อย

  8. สุรศักดิ์ ธรรมโม on February 6th, 2008 11:25 pm

    คุณสุวรรณี ครับ

    ความคิดเชิงวิพากษ์คือความคิดที่มองหาจุดเด่นและจุดด้อยของคน องค์กร ปรากฏการณ์

    หลักคิด ปรัชญา ต่างๆ

    ก่อนที่จะวิพากษ์ ต้องไม่มีสิ่งสูงสุดในใจเรา เพราะถ้ามี หมายความว่าเราไม่สามารถใช้

    ปัญญาหรือหลักคิดไปพิจารณา

    เมื่อไม่มีสิ่งสูงสุดแล้ว ต่อมาคือความคิดที่ใช้ในการพิจารณา อันนี้ลึกซี้งมาก ต้องขยาย

    ความกันละเอียด เพราะหลักคิดหรือแนวคิดที่ใช้วิพากษ์วิจารณ์นั้นเป็นความรู้รวมทั้งความ

    รู้วิชาการและประสบการณ์ส่วนตัวของเราและของผู้อื่น

    สุดท้าย สำคัญมาก คือการมีอารมณ์เป็นกลาง ไม่วิพากษ์เพราะ รักมากเกินไป ชอบมาก

    เกินไป เกลียดมากเกินไป และไม่มีความทะนงในตนเองทั้งในเรื่องความคิดและปัญญา

    ของตน

    ทั้งหมดที่เขียนมา ผมเองทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง โดยเฉพาะข้อสูดท้าย แต่ผมพยายามทำอยู่

    เสมอ ข้อดีของการมีหลักการทั้ง 3 ประการในการวิพากษ์ ทำให้ผมมองเห็น คน องค์กร

    ปรากฏการณ์ และหลักการในแง่มุมอื่นๆ ซึ่งบางแง่มุมที่เห็นนั้น ถือว่าเป็นแก่นสำคัญหรือ

    เรื่องสำคัญของ คน องค์กร ปรากฏการณ์ และหลักการนั้นๆ

    บางแง่มุมที่เห็น ก็ไม่สำคัญแต่มีความแตกต่างและน่าสนใจ

    และที่สุดแล้ว การพยายามเพิกถอนอัตตาทำให้ ผมเป็นทุกข์น้อยลง ปล่อยวางมากขึ้น

    และมองโลกตามที่มันเป็นจริง ไม่มีอุดมคติ ความคิด ปรัชญาของเราไปเป็นแว่นสีต่างๆ

    ในการมองโลก วิเคราะห์โลก และเข้าใจโลก

  9. Suwannee Wattananakorn on February 7th, 2008 6:35 am

    ยาก อยู่เหมือนกัน นะค่ะ ขอบคุณ มากค่ะ รบกวน ส่งอีเมล์ แอดแดรส ของ คุณ สุรศักดิ์ มาให้หน่อย นะค่ะ จะส่ง mp 3 nine million bycicle ไปให้นะค่ะ ขนาด ไฟล์ 4.05 mb แอบ ใช้ eMule ดาวโหลด จากเครื่องคนอื่น มาเหมือนกัน
    ครั้งแรกที่ได้ฟังเพลงนี้ ประหลาดใจมากๆ ทำไมเค้าถึงได้สร้างสรรค์ ได้ไพเราะขนาดนี้
    อะไร ทำให้ คนที่แต่งเพลงนี้ ทำได้ถึงขนาดนี้

  10. สุรศักดิ์ ธรรมโม on February 7th, 2008 1:19 pm

    My E-mail address krub.

    aeconcu@yahoo.com

    Thank you krub.

Got something to say?