บทเรียนจากประวัติศาสตร์เพื่อการวิเคราะห์สังคมไทย

March 4, 2008

โดย ฤษณรส

1. วิถีสังคมเมื่อพัฒนาถึงจุดสูงสุด ย่อมเข้าสู่จักรวรรดินิยม

การสร้างจักรวรรดินั้น สังคมต้องมีระบบ(เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม)ที่เหนือล้ำกว่าเพื่อนบ้าน สามารถใช้พลังที่เหนือกว่าเข้าครอบงำได้ ลำพังเพียงกำลังทหารไม่สามารถชนะและส่งผ่านอารยธรรมได้อย่างยั่งยืน เช่น พวกมองโกลแมนจูที่ยึดครองดินแดนจีน แต่กลับเป็นเมืองขึ้นเชิงอารยธรรม


เป็นเรื่องน่าสนใจว่า “ทำไมอารยธรรมเมื่อขึ้นถึงจุดสูงสุดแล้ว มักจะเกิดภาวะเสื่อมอย่างรวดเร็ว” ส่วนหนึ่งน่าจะเพราะไม่สามารถหาพลังใหม่มาช่วยผลักดันการเติบโตได้ โรมันหลังจาก Augustus ขึ้นครองราชย์ได้เริ่มเสื่อมตามลำดับ จนถึง Marcus Aurelius เพียง 200 ปี เป็นจุดสุดยอดก่อนจะร่วงหล่น แต่อเมริกาที่มีความสามารถในการรับพลังใหม่ มีการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ตลอดเวลา ยังสามารถเอาตัวรอดได้อย่างยากเย็น บริษัทข้ามชาติอาจดูยิ่งใหญ่แต่แฝงไว้ด้วยความเปราะบาง ได้มีการวิจัยถึงอายุขององค์กรธุรกิจ พบว่ามีแนวโน้มลดลงจนเหลือเพียงไม่กี่สิบปี และที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ความอยู่รอดนั้นต้องอิงกับชนชั้นคอปกขาว เช่น พวก dot.com ความเสื่อมของวิถีทุนนิยมจึงยิ่งเห็นได้ชัดเจน (อเมริกาอาจไม่จำเป็นต้องล่มสลาย แต่ระบบทุนนิยมจะกลายเป็น open source)

2. ชนชั้นใหม่เป็นพลังใหม่เข้ามาช่วยพัฒนาสังคมเก่าสู่จุดสูงสุดใหม่ ความเสื่อมของชนชั้นเดิมเกิดจากภายใน การพัฒนาถึงทางตัน การพึ่งพาชนชั้นใหม่เป็นสัญญาณที่ดีที่สุดในการบ่งถึงความเสื่อม

  • โรมันต้องพึ่งทหารรับจ้างของชนเผ่าอนารยชน
  • ชนชั้นศักดินาต้องพึ่งพาเงินตราและสินค้าใหม่ จากพวกกระฎุมพี
  • อเมริกาต้องพึ่งพาเศรษฐกิจจีน (ส่วนการที่จีนต้องพึ่งพานั้น เป็นเรื่องธรรมดาของผู้ด้อยกว่า)
  • ความเสื่อมของจักรวรรดิ อาจไม่ได้หมายถึงการล่มสลาย แต่เป็นการลดลงของบทบาทนำ อาจมีคนเก่งย้ายออกจากอาณาจักรนั้น ไปตั้งศูนย์กลางความเจริญใหม่ เช่น อาณาจักรโรมันตะวันออก น่าคิดว่า อเมริกา อาจมีการแยกตัวของ California หรือคนเก่งย้ายออกจากอเมริกาไปหาแหล่งมั่งคั่งใหม่

3. ขีดจำกัดของชนชั้นเดิมจะขัดขวางพัฒนาการสังคมใหม่

  • นายทาส ไม่เห็นด้วยกับระบบกระจายที่ดิน กระจายการดูแล ไม่ยอมรับว่า ไพร่เป็นมนุษย์ที่มีศักยภาพ สามารถเสริมกำลังการผลิตและการทหารให้ผู้เป็นนายได้
  • ศักดินา ไม่เห็นด้วยกับการค้าขาย การใช้ทุน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ไม่ยอมรับมูลค่าเพิ่มของธุรกิจบริการ
  • ชนชั้นนายทุน ไม่เห็นด้วยกับศักยภาพของ open source ไม่เน้นพัฒนาทุนทางปัญญาของลูกจ้าง

การยอมรับ Trend อนาคต เป็นเรื่องที่อธิบายได้ เพราะชนชั้นนี้ได้ประโยชน์ แต่พัฒนาการสังคมไม่เคยเป็นเส้นตรง โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนผ่าน ดังนั้น ชนชั้นปกครองเดิม จึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะมองไม่เห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นอนาคต ซึ่งอาจจะมาเร็วเกินกว่าที่จะปรับตัว (ถ้าประวัติศาสตร์พัฒนาแบบเป็นเส้นตรง คนเหล่านี้อาจมองเห็นและปรับตัวได้ทัน) ในช่วงนี้จะมีชนชั้นเก่าที่ชาญฉลาดรู้ว่าชนชั้นใหม่มีประสิทธิภาพกว่า จึงตัดสินใจเข้าร่วมกับชนชั้นใหม่

การที่ชนชั้นเดิมจะเคลื่อนย้ายเข้าสู่วิถีการผลิตใหม่นั้น เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับบริบทอันสลับซับซ้อนของช่วงเวลานั้น ชนชั้นเดิมเองมีหลายระดับชั้น ดังนั้นจึงมีผลประโยชน์ที่หลากหลาย สามารถหาประโยชน์จากวิถีการผลิตแบบเดิมและแบบใหม่ได้ พวกนี้เองเป็นตัวอธิบายว่า “ทำไมระบบเก่าจึงล่มสลายเร็วกว่าที่คิด” เพราะมีส่วนเกินทางเศรษฐกิจให้ชนชั้นเก่าได้พลิกแพลงหาประโยชน์นั่นเอง ดังนั้นยิ่งวิถีการผลิตของชนชั้นเดิมแสดงถึงความเสื่อมมากเท่าใด ชนชั้นใหม่ย่อมสามารถหาสมัครพรรคพวกจากชนชั้นเก่าได้มากเท่านั้น จึงกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดไม่ใช่เส้นตรง

น่าสังเกตว่า ความยิ่งใหญ่ของศาสนจักรที่แสนเกรียงไกร ใครฝ่าฝืนอาจโดนคว่ำบาตร โดนเผาทั้งเป็น แต่ในช่วงเวลาไม่กี่ร้อยปี อำนาจกลับเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว แต่ผู้คนที่อยู่ในยุคนั้น ใครจะคาดว่า อำนาจที่ยิ่งใหญ่จะเสื่อมถอยรวดเร็วเช่นนี้ นี่เป็นจุดชี้ให้เห็นว่า ขอเพียงมีประโยชน์ส่วนเกินให้คนแสวงหา จะมีคนที่มองแตกต่างหลากหลายเข้าร่วม พลังอนุรักษ์ที่ยิ่งใหญ่ไม่สามารถต้านทานได้ โดยเฉพาะพวกกึ่งกลาง เช่น พ่อค้าสร้างความร่ำรวยอย่างผิดหลักศาสนา แต่กลับบริจาคทรัพย์สมบัติก่อนตายให้วัด ฯลฯ ดังนั้นภาพที่เรามองเข้าไปจึงดูเหมือนมีคนเห็นด้วยกับแนวคิดของศาสนจักรมาก จนใครฝ่าฝืนต้องตาย แต่ความจริงแล้ว พวกกึ่งกลาง พวกเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ อาจทำให้เกิดมายาภาพได้ การวิเคราะห์จึงต้องทำอย่างระมัดระวัง

4. การต่อสู้ของชนชั้นใหม่มีความประสิทธิภาพเหนือกว่าแต่ขาดกำลังหนุน ชนะได้ไม่นาน ต้องผ่านช่วงโต้กลับ

  • มหาอาณาจักรของ Constantine (ค.ศ. 330)
  • Restoration (ค.ศ. 1660) หลุยส์ที่ 18 (ค.ศ. 1815)
  • ฟองสบู่ Dot.com (ค.ศ. 2000)

แน่นอนว่าทั้งชนชั้นเก่าและชนชั้นใหม่ ย่อมมีผลประโยชน์ของตนเอง ดังนั้น การต่อสู้จึงยืดเยื้อยาวนานกว่าที่คิดไว้ ชนชั้นเก่ามีการปรับตัว ชนชั้นใหม่มีบางพวกที่ตัดไม่ขาดจากระบบเดิม ดังนั้นความหลากหลายของแนวความคิดของกองกำลังต่างๆ จึงเป็นตัวหน่วงให้สังคมไม่อาจเคลื่อนไหวได้เร็วกว่าที่คิดไว้

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ประสิทธิภาพการผลิตจะเป็นที่ถูกรับรู้ และมนุษย์มักตอบสนองแรงจูงใจเสมอ ขอเพียงให้มี “ส่วนเกิน” มากเพียงพอ ย่อมมีคนเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ นี่เป็นคำอธิบายว่า ทำไมชนชั้นเก่าจึงโต้กลับได้เพียงระยะเวลาหนึ่ง แต่ไม่อาจชนะได้ในระยะยาว การคงอยู่ของชนชั้นเก่าเป็นไปได้เพียงการปรับตัวเข้าสู่วิถีการผลิตใหม่ ซึ่งในตอนนั้นเขาก็ไม่ได้เป็นชนชั้นเก่าในมุมมองแบบเดิมแล้ว ที่สำคัญ ชนชั้นเก่า ต้องดำรงอยู่ในวิถีการผลิตแบบใหม่

5. โดยทั่วไป เมื่อผลประโยชน์ในการสร้างสังคมใหม่มากพอ ชนชั้นใหม่รวบรวมกำลังพลได้เพียงพอ สามารถสถาปนา hegemony ซึ่งหมายถึงชนชั้นเก่าได้หมดบทบาทนำไปแล้ว รอวันล่มสลาย

  • การสร้างอาณาจักรของ Charlemagne (800)
  • wealth of nations, ID4 (1776)

เมื่อใดก็ตามที่ชนชั้นใหม่สามารถสถาปนาระบบใหม่ขึ้นได้แล้ว ประวัติศาสตร์ยากจะย้อนกลับไปอีก เพราะคนส่วนใหญ่ในสังคมจะเห็นความชัดเจนในการประสิทธิภาพที่มากกว่า การย้อนกลับไปสู่วิถีการผลิตแบบเดิม นอกจากมีต้นทุนสูงแล้ว คนยังมองว่าล้าหลัง เพราะคนเห็นภาพชัดเจนแล้วว่าระบบใหม่ดีกว่าอย่างไร ไม่เหมือนกับในช่วงแรกที่ระบบใหม่ยังไม่ก่อตัวชัดเจน คนส่วนใหญ่จึงลังเล

การอ้างอุดมการณ์ว่าระบบใหม่ไม่ดี ผิดศีลธรรม ฯลฯ เป็นเรื่องที่ใช้ได้ผลดีในระยะแรกเท่านั้น การโต้กลับใดๆเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว การผลิตซ้ำอาจทำได้ต่อเนื่องมา แต่จะค่อยๆเสื่อมมนต์ขลังลง เมื่อคนจำนวนมากต่างเสวยผลประโยชน์จากระบบใหม่จนยากจะถอนตัว ที่น่าสังเกตคือ การผลิตซ้ำทางความคิดของชนชั้นเก่า เพื่อจะเรียกระบบขอบตนกลับคืนมานั้น เมื่อเวลาผ่านไป อุดมการณ์ที่จะดึงดูดประชาชนเข้าร่วมนั้นมักจะมีลักษณะผสมผสานกับระบบใหม่ ไม่เช่นนั้นย่อมไม่อาจดึงดูดคนให้มาเห็นด้วยได้ และยิ่งนานวันยิ่งต้องผสมผสานแนวคิดของระบบใหม่เข้าไป ดังนั้นการผลิตซ้ำในท้ายที่สุดจะเจือจางและทำลายตัวเอง

6. สังคมผู้ตาม (เอเชีย และละตินอเมริกา) จะมีความซับซ้อน (ทางชนชั้น) สูงกว่าสังคมผู้นำ (ยุโรปและสหรัฐอเมริกา) เพราะได้รับอิทธิพลจากภายนอกเข้ามาพัฒนาสังคม ไม่ได้เป็นการพัฒนาโดยอิสระ อิงปัจจัยในประเทศ เหมือนในสังคมผู้นำ

  • ละตินอเมริกา โดนอเมริกาครอบงำทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ ไม่สามารถพัฒนาทุนนิยมได้เต็มที่
  • ไทย มีชนชั้นคนละระดับอยู่ร่วมช่วงเวลาเดียวกัน ศักดินา นายทุน คนงานคอปกขาว เกิดจากการพัฒนาที่ล่าช้า ขณะเดียวกันกลับรับระบบใหม่ของต่างประเทศเข้ามา จึงเกิดการผสมผสานของหลายระดับชั้น แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ดูเผินๆเหมือนเป็นการโต้กลับของระบบเก่า แต่มองอีกมุม อาจเป็นการผสมผสานให้ชนชั้นทั้งเก่าและใหม่ อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข (พัฒนาทุนนิยมอย่างพอเพียง ไม่ให้เกิดวิกฤติเหมือนในปี 2540)
  • การเปลี่ยนแปลงในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ก่อนสนธิสัญญาเบาริง อาจไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายในทั้งหมด แต่การพัฒนาระบบทุนนิยมในประเทศจีน มีส่วนอย่างมากในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสังคมไทย

7. ประวัติศาสตร์อาจมีรูปแบบที่ต่างออกไป อย่างไรก็ตาม ย่อมสามารถประยุกต์ใช้ประโยชน์ได้

  • ประวัติศาสตร์เป็นการสรุปบทเรียนในอดีต เช่นเดียวกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่สั่งสมกันมา อาจไม่เหมือนกันทีเดียว แต่ยอมทำให้คนที่เรียนรู้ฉลาดขึ้น มีรูปแบบในหัวที่สามารถนำมาปรับใช้ได้มากขึ้น และสามารถสร้างทฤษฎีที่แตกต่างหลากหลาย อันเกิดจากการตีความประวัติศาสตร์ในมุมที่แตกต่างกัน และนำทฤษฎีที่ได้มาปรับใช้เพื่ออธิบาย และกำหนดยุทธศาสตร์นำพาประเทศชาติสู่ความเจริญได้
  • แต่ละประเทศแม้จะเป็นตัวของตัวเอง แต่โดยส่วนใหญ่ย่อมผ่านเส้นทางการพัฒนาที่คล้ายกัน แม้สังคมตะวันออกจะมีลักษณะพอเพียงในตัวเองมากกว่า แต่การขยายตัวทางเศรษฐกิจการเมืองมีเส้นทางคล้ายกับทางตะวันตก อาจพูดได้ว่า ธรรมชาติของมนุษย์ย่อมคล้ายคลึงกัน
  • การประยุกต์ใช้ต้องดูบริบทเป็นสำคัญ ทฤษฎีจะต้องยืดหยุ่นพอจะตอบรับความเป็นจริง ทฤษฎีมีประโยชน์เพื่อช่วยให้สามารถกำหนดขอบเขต หาเสี้ยวสำคัญที่มากำหนด แต่ถ้าปรากฏว่า สิ่งที่เราคิดว่าสำคัญ เป็นเพียงอคติ เราต้องยกเลิกทฤษฎีนั้น และหามุมมองใหม่ ในการวิเคราะห์และกำหนดยุทธศาสตร์

8. ในปี 2540 เป็นปรากฏการณ์ที่เปิดโอกาสให้ชนชั้นนายทุน สถาปนา Hegemony จนชนชั้นเก่ากลับมาไม่ได้แล้ว

  • นักธุรกิจจำนวนมาก ย่อมรู้ว่ายุคเสือนอนกินหมดไปแล้ว โดยเฉพาะธนาคารไทย ซึ่งแทนที่จะรอลูกค้ามาหาเอง กลับกลายเป็นเสือตะครุบ วิ่งไล่เหยื่อกันอย่างตะกละตะกลาม
  • การขึ้นมาของทักษิณ ซึ่งเป็นกึ่งทุนนิยมกึ่งศักดินา ย่อมแสดงถึงความนิยมในระบบทุนนิยมของประชาชน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทักษิณไม่ประสบความสำเร็จในช่วงก่อนปี 2540 แต่กลับมาประสบความสำเร็จในช่วงหลัง

9. ในปี 2550 เป็นการโต้กลับครั้งสุดท้าย ก่อนการค่อยๆสลายตัวอย่างช้าๆ

  • จากบทเรียนทางประวัติศาสตร์จะเห็นว่า ความพยายามยึดอำนาจคืนของชนชั้นเก่า ในภาวะที่ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว ย่อมทำได้เพียงชั่วคราว แต่ระยะยาวย่อมล้มเหลว เหตุสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่อยู่ที่ระบบคิดและวิถีชีวิตของชนชั้นซึ่งไม่สามารถปรับตนเองตามพลังใหม่ที่มีประสิทธิภาพกว่าได้ จนถูกกงล้อประวัติศาสตร์บดขยี้ในท้ายที่สุด
  • ที่น่าเศร้าคือ ในภาพที่ยิ่งใหญ่ของยุค Victoria ประเทศอังกฤษเป็นมหาอำนาจ “พระอาทิตย์ไม่ตกดิน” ประมุขดูภายนอกเหมือนทรงอำนาจมหาศาล แท้จริงอำนาจอยู่ในมือนายทุนนักการเมืองทั้งหลาย ในที่สุดเมื่อสวรรคต ภาพลักษณ์ของสถาบันอันยิ่งใหญ่ได้ฝังลงไปพร้อมร่างพระองค์ ขณะที่จักรวรรดิอังกฤษยังยิ่งใหญ่ต่อมาอีกหลายสิบปี

10. ในอนาคตต้องดูว่า นายทุน คนงานปกน้ำเงิน และ คนงานปกขาว มีความสามารถพอในการจัดตั้งระบบใหม่หรือไม่ อะไรคือยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมในการข้ามพ้นภาวะตีบตัน หลุดพ้นจากภาวะ Failed State

  • จากบทเรียนประวัติศาสตร์ สรุปได้ว่า ชนชั้นนำไทย ดูเหมือนไม่ค่อยฉลาดนัก แต่เมื่อถึงวิกฤติสามารถเอาตัวรอดได้เสมอ โดยอาจเป็นเพราะชนชั้นนำไทยไม่ได้มีกลุ่มเดียวความคิดเดียว แต่ต่อสู้ช่วงชิงกันภายใน พอฝ่ายใดชนะ ฝ่ายแพ้จะรู้จักปรับตัวไม่ดื้อดึง ความเสียหายจึงจำกัด (ทักษิณ เป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ ที่มีลักษณะแข็งกร้าวเป็นพิเศษ และไม่ยอมยุติบทบาท หรือรอให้บ้านเมืองมั่นคงก่อน ค่อยกลับมาสู้ใหม่) นี่อาจเป็นจุดแข็งที่ต้องรักษาไว้ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง ต้องการการปรับตัวที่รวดเร็วรู้เท่าทัน รู้ว่าภายใต้ลักษณะที่สลับซับซ้อนของโลกาภิวัตน์ สิ่งใดที่เป็นประโยชน์ สิ่งใดที่เป็นโทษ หากค้นพบแล้วต้องกล้าที่จะปรับปรุงแก้ไขอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน จุดอ่อนของเราอยู่ที่ความไม่ต่อเนื่อง เราไม่สามารถสนับสนุนยุทธศาสตร์ใดไปได้ตลอดเส้นทาง เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล เรามักล้มเลิกโครงการที่รัฐบาลเก่าได้วางไว้ โดยไม่พิจารณาว่าส่วนใดดีควรคงไว้ ส่วนใดไม่ดีควรลบทิ้งไป
  • ไทยเป็นประเทศที่ต้นทุนในการพัฒนาประเทศต่ำ เสียเลือดเนื้อน้อย เจ็บปวดไม่มากนัก แต่ขณะเดียวกัน ผลกำไรจากการพัฒนามีอัตราเติบโตกลางๆ (คล้ายกับธุรกิจบริการที่ไทยถนัด ลงทุนน้อย กำไรกลางๆ)
  • ที่น่าขบคิด คือ เป็นไปได้ไหมที่ชนชั้นปัญญาชน ชนชั้นกลาง สามารถที่จะเข้ามาแบกรับภารกิจทางประวัติศาสตร์แทน โดยที่อาจดึงชนชั้นนำเข้าร่วมด้วย (ถ้ายุทธศาสตร์ถูกต้อง มีส่วนเกินให้ชนชั้นนำมากเพียงพอ เชื่อว่าย่อมมีชนชั้นนำส่วนหนึ่งมองเห็นประโยชน์และความเป็นไปได้เข้าร่วมด้วย) ขณะที่ชนชั้นล่าง ย่อมไม่สามารถรักษาผลประโยชน์ให้ชนชั้นนำได้เพียงพอ ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงที่กระทำโดยชนชั้นล่าง จึงมีความขัดแย้งสูง และต้องแลกด้วยเลือดเสมอมา การที่คณะราษฎร์สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างสงบนั้น ส่วนหนึ่งอาจเพราะลักษณะประนีประนอมทางผลประโยชน์ ผู้นำเก่าไม่เสียประโยชน์มากอย่างที่คิดไว้ ขณะที่ชนชั้นเก่าบางส่วนอาจเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากผู้นำเก่าได้อีกด้วย
  • น่าสนใจว่า กลุ่มคนที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงสังคมไทยนั้น มักเป็นผู้ที่ได้รับอิทธิพลทางความคิดจากภายนอก (โดยเฉพาะตะวันตก) ขณะที่ในสังคมจีนนั้น เหมาเจ๋อตุง แม้จะได้รับแนวคิดจากตะวันตก แต่กลับสามารถนำภูมิปัญญาจีนมาผสมผสานจนกลายเป็นยุทธศาสตร์ที่ร้ายกาจแหลมคมในการชนะสงครามปฏิวัติได้ ขณะที่เติ้งเสี่ยวผิงและโจวเอินไหล ซึ่งได้รับแนวคิดตะวันตกมามากกว่ากลับไม่สามารถค้นพบยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องได้ แต่สองคนนี้ก็ฉลาดพอที่จะมองเห็นว่ายุทธศาสตร์ของเหมาถูกต้องได้เร็วกว่าคนอื่นในพรรค

11. ข้อเสนอเชิงนโยบาย

  • คนงานคอปกขาว ปกน้ำเงินต้องร่วมมือกับนายทุน ในการเปลี่ยนแปลงชนชั้นเก่า
  • การร่วมมือต้องเป็นตัวของตัวเอง รักษาขุมกำลังไว้ อย่าไว้ใจนายทุน แต่ไม่ควรเรียกร้องมากเกินไปจนกลายเป็นระแวง แสวงหาจุดร่วมสงวนจุดต่าง win-win (ในยุคของ Marx อาจแตกต่างจากยุคนี้ โดยที่กรรมกรอาจถูกนายทุนหลอกใช้ ขณะที่ในยุคนี้ ผู้นำคนงานต้องฉลาด ร่วมมือแบบพันธมิตรหรือหุ้นส่วนธุรกิจ ไม่ใช่ไปเป็นกองหน้า ที่สำคัญ การเติบโตของนายทุน ย่อมทำให้คนงานคอปกขาวเติบโตไปด้วยในตัว ส่วนคนงานคอน้ำเงินย่อมอาศัยคอปกขาวเป็นพันธมิตรในการต่อสู้กับนายทุนได้)
  • รอจนสถาปนาระบบมั่นคงแล้ว สังคมพัฒนาไป 2-3 ปี คนงานคอปกขาวย่อมเติบโตไปด้วย เมื่อนั้นจึงมีพลังพอในการต่อสู้ ไม่ควรทำให้นายทุนระแวง ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชนชั้นเก่าได้
  • ควรหายุทธศาสตร์เอาตัวรอดท่ามกลางชาติมหาอำนาจ ใช้สูตรเดิม คือ เปิดรับความเจริญจากภายนอก ขณะที่รักษาความสามารถเฉพาะทางของตนเองไว้ ที่สำคัญต้อง “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง” เพราะหากเราไม่เข้าใจระบบทุนนิยม ไม่เข้าใจการเข้ามาของมหาอำนาจ ว่าจุดมุ่งหมายหลักทางยุทธศาสตร์คืออะไร เราก็ไม่อาจหาประโยชน์และป้องกันอันตรายได้เต็มที่ สิ่งที่เราคิดว่ารู้ อาจไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ เช่น การเกิดวิกฤติของเรานั้นเกิดในภาคการเงินก่อน เพราะภาคการผลิตนั้นยังไม่เกิดภาวะถดถอย แต่หลักการทำธุรกิจนั้นไม่ใช่อยู่ที่กำไรอย่างเดียว ยังต้องมีกระแสเงินสดที่เพียงพอด้วย ดังนั้น เมื่อเงินทุนถูกดึงกลับ ธุรกิจที่ดีแต่มีหนี้มากจึงต้องถึงการล่มสลาย และนำมาสู่วิกฤติเศรษฐกิจ
  • อเมริกา ใช้ญี่ปุ่น และประเทศพันธมิตรผสานเป็นเครือข่ายเพื่อแสวงหาประโยชน์และครอบงำประเทศด้อยพัฒนา ดังนั้น ไทยอาจหาประโยชน์ท่ามกลางกลุ่มมหาอำนาจต่างๆทั้งในกลุ่มอเมริกา ยุโรป และจีนได้ โดยเฉพาะญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี ซึ่งอาจมีความซับซ้อน โดยมีความใกล้ชิดกับวัฒนธรรมจีนแต่กลับอิงอเมริกาและยุโรปมาอย่างยาวนาน

Comments

11 Responses to “บทเรียนจากประวัติศาสตร์เพื่อการวิเคราะห์สังคมไทย”

  1. เจริญชัย on March 5th, 2008 5:56 pm

    คุณกานต์เอาบทความเก่าของผม มาขายใหม่อีกแล้ว 555

  2. Lakkamol on March 6th, 2008 9:03 am

    Thanks for telling me, coz. I though the word is seem like K.Big’s word loei kha.

  3. เจริญชัย on March 6th, 2008 10:58 am

    ใช่แล้วครับ แต่ก็มีความแตกต่างในบางระดับ

  4. AI on March 10th, 2008 1:42 am

    สวัดดีรอบเวปครับ เพิ่งเคยโพสที่นี่ครั้งแรกครับ แต่ฟังมานานแล้ว ผิดพลาดประการใดและใช้นามแฝงต้องขออภัยนะครับ เหมือนว่าจะเอาประวัติศาสตร์จากหลากหลายที่มาประมวลนะครับ ผมว่าน่าจะเอาประวัตศาสตร์ของไทยเรามาคำนึงถึงด้วยนะครับ ในความคิดผมแผ่นดินนี้ มีตัวแปรมากมายครับที่ต้องคำนึง ทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ในการวิเคราะห์ ลำพังสิ่งที่มองเห็นก็ยากแล้ว เพราะอาจไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น ถามว่าทำไมต้องนำสิ่งที่มองไม่เห็นหรือไม่เป็นรูปธรรมมาคำนึงด้วย
    เพราะสิ่งที่มองไม่เห็นมีผลต่อความเชื่อความศรัทธาครับ ความซับซ้อนมากขึ้นอีกด้วยประเทศไทยมีหลากหลายความเชื่อมาก
    แต่ละพื้นทีก็มีความเชื่อต่างกัน ดูมีเสน่ดีนะครับ หากแต่ความเชื่อกระแสหลักคือเชื่อในความดี เชื่อในคุณธรรมครับ ซึ่งก็ถูกต้องแล้วครับ เพราะทำให้สังคมอยู่ได้อย่างยั่งยืนและมีความสุข ดังนั้นสังคมไทยตามความคิดผมนะครับ จะยอมรับรับถือ เชื่อฟังผู้นำที่นอกจากเก่งแล้วต้องมีคุณธรรมครับ ซึ่งที่ผ่านมาสังคมไทยอยู่เย็นเป็นสุขได้เพราะราชาผู้ทรงธรรมครับ และราชาผู้ทรงธรรมนั้นเป็นธรรมดาที่ไม่เคยสิ้นผู้ภักดีครับ

  5. เจริญชัย on March 10th, 2008 10:53 am

    555 ก็น่าสนใจนะครับ
    แต่ประวัติศาสตร์ไทยนั้น พูดมากไปอาจไม่ดีต่อชีวิตเรานัก 555

  6. สุรศักดิ์ ธรรมโม on March 10th, 2008 11:15 am

    ประวัติศาสตร์ไทย เป็นประวัติศาสตร์ที่มีผลต่อคนไทยมากที่สุด แต่อย่างที่คุณ AI และคุณเจริญชัยบอกไว้ ว่าประวัติศาสตร์ไทยนั้นมันมีมือที่มองไม่เห็น นักการเมืองที่มองไม่เห็น องค์กรที่มองไม่เห็น ซึ่งพยายามทำตัวให้สังคมไทยมองไม่เห็น

    แต่ความเป็นจริงนั้น น่าสลดที่ว่า อาการอำพรางไม่ให้มองไม่เห็นนี้ ใช้ได้กับคนไทยโดยทั่วไป แต่ใช้ไม่ได้กับองค์กรระหว่างประเทศ ทั้งภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็น สถานทูตของประเทศต่างประเทศ องค์กรหน่วยสืบราชการลับ และบริษัทการลงทุนเอกชนชั้นนำของโลก เช่น Goldman Scah , UBS , Merill Lynch , Citi Group และ ฯลฯ รวมทั้งสื่อมวลชนระดับโลก

    ความเป็นจริงที่รับรู้แตกต่างกัน ส่งผลให้ คนไทย/สังคมไทย โดยทั่วไปเสียเปรียบฝรั่ง เราไม่รู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นกับประเทศไทย ทั้งเศรษฐกิจและการเมือง แน่นอน ฝรั่งเองใช่ว่าจะรู้ทุกเรื่องและวิเคราะห์แม่นยำทุกเรื่อง ไม่งั้นคงไม่มีกรณี Subprime Crisis เกิดขึ้นมาหรอก แต่ประเด็นที่ผมต้องการสื่อ ความไม่รู้ของเรานั้น มันไม่รู้จริงๆ ไม่รู้จักตัวเอง ไม่รู้จักคนอื่น ไม่รู้อะไรเลย เราถึงยิ่งพัฒนาประเทศ ยิ่งถอยหลังกว่าประทเศอื่นๆในเอเชียที่ Strart พร้อมๆกัน ความไม่รู้ของสังคมไทยแตกต่างจากฝรั่งมาก อย่างน้อยความไม่รู้ของฝรั่งก็ยังไม่ได้มีขนาดความไม่รู้ทั้งปริมาณและคุณภาพมากเท่ากับความไม่รู้ของคนไทย

    SIU จึงมาทำหน้าที่ตรงนี้ เราพยายามที่จะลดความเสียเปรียบของคนไทยในเรื่องข้อมูล ข่าวสาร และการวิเคราะห์ พวกเราอาศัยความได้เปรียบที่เข้าถึงบทวิเคราะห์ชั้นนำของโลก ความได้เปรียบที่สมาชิกของ SIU ไปมีส่วนร่วมกับการเมืองไทยในระดับที่เข้าไปมีปฏิสัมพันธ์แบบสังเกตการณ์ และที่สำคัญคือความได้เปรียบที่เรามีความคิดแบบวิพากษ์ที่ปราศจากสิ่งสูงสุดที่ไม่อาจจะแตะได้ นี่คือหลักกาลามสูตรที่พระพุทธเจ้าสั่งสอนไว้ นี่คือรากฐานความคิดที่ฝรั่งเอาชนะพวกพระและนักบวชที่ครอบงำสังคมฝรั่งในยุคมืด จนกระทั่งอารยธรรมฝรั่งที่เคยล้าหลังเอเชียอยู่นั้นสามารถกวดทันและแซงหน้าเอเชียจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นในแง่คุณภาพชีวิต เทคโนโลยี รวมทั้งภูมิปัญญา

    แต่เราจะไม่ยอมเสียเปรียบไปอย่างนี้ตลอดแน่นอน ผมมองและเชื่อเช่นเดียวกับสมาชิกของ SIU ว่าในช่วงทศวรรษนี้แหละ เป็นการชี้ขาดว่าสังคมไทยจะถอยหลังโดยเปรียบเทียบเมื่อเทียบกับเวียดนาม หรือจะก้าวข้ามตามประเทศสิงคโปร์ เกาหลีใต้ และมาเลซีย

    และ ข้อมูล ข่าวสาร คือหัวใจที่จะพาสังคมไทย เปลี่ยนผ่านอย่างสันติ

  7. Paganini on March 16th, 2008 4:57 am

    เยี่ยมๆ ดีใจที่ได้ค้นพบปัญญาชนอย่างกลุ่มคุณ แม้จะไม่ค่อยเห็นด้วยกับแนวคิดส่วนใหญ่ แต่การรับฟังและการคิดเชิงวิพากย์ ก็ทำให้ได้คิดอะไรใหม่ๆ
    ถือว่าการบริโภคเนื้อหาของคุณเป็นอาหารสมองและจิตใจของผม แต่สมองผมจะไปสังเคราะห์เป็นอะไรนั้น อาจจะไม่ใช่แนวเดียวกับพวกคุณก็ได้

    5555555

    เดี๋ยวว่างๆจะมา comment รายละเอียดครับ มาเขียนชมก่อน

  8. Paganini on March 16th, 2008 5:04 am

    อ้อ ลืมไป บทความเกี่ยวกับวิวัฒนาการเชิงสังคมของมนุษยชาติทำให้ผมนึกถึง Elliott Wave Theory

    ไม่แน่นะ ต่อไปอาจจะมีคนตั้งทฤษฎี Elliott Wave theory for Social Evolution ก็ได้

  9. สุรศักดิ์ ธรรมโม on March 16th, 2008 8:40 pm

    เรื่องสังเคราะห์ไม่จำเป็นต้องแนวทางเดียวกัน เพราะธรรมชาติของการสร้างสรรค์คือ
    ความหลากหลาย ผมเองเรียนรู้มากจากคุณเจริญชัย จากคุณกานต์ จากคุณ อิสริยะ
    และอาจารย์ธานี รวมทั้งท่านอื่นๆอีกมากมาย หลายอย่างผมประเมินพลาด หลายอย่าง
    เห็นต่าง มาภายหลังเห็นสอดคล้อง มีแต่การวิพากษ์และรับฟังการวิพากษ์จึงมีส่วน
    เกื้อหนุนการพัฒนาตนเองได้

  10. Paganini on March 16th, 2008 11:05 pm

    เยี่ยมๆๆ ครับคุณสุรศักดิ์
    ยังงี้ถือเป็นสหายกันได้

    ผมคงต้องเรียนรู้จากกลุ่มพวกคุณสุรศักดิ์และเพื่อนๆอีกมากครับ โดยเฉพาะด้านเศรษฐศาสตร์ที่ผมเป็น novice

  11. เจริญชัย on March 17th, 2008 10:36 am

    การสร้างทีมงานสังเคราะห์นั้น เป็นศิลปะพอๆกับที่เป็นศาสตร์
    ตอนนี้ผมกำลังรวบรวมทีมอยู่ ซึ่งหลังจากผ่านการถกเถียงพอสมควร
    เริ่มเป็นรูปร่างแล้ว

    ผมคิดว่า 1 ปีที่ผ่านมา ความคิดผมก้าวกระโดดมาก ซึ่งก็ย่อมเกิดจากความคิดที่ต่าง แต่มีส่วนร่วมเสริมสร้างกัน

Got something to say?