Zen of life
April 23, 2008
โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ : Siam Intelligence Unit
ในคราวที่แล้วผมได้พูดถึงการแสวงหาความหมายชีวิตในภาพใหญ่ และเหตุผลที่ควรสร้างเป็นธุรกิจไปแล้ว มาคราวนี้จะลงรายละเอียดในเชิงปฏิบัติการทั้งในส่วนของปัจเจก และการประยุกต์ใช้ในทางธุรกิจ เพื่อให้ความฝันของมวลชนจำนวนมาก ซึ่งไม่ได้มีความสามารถและเวลา เหมือนปัจเจกชนบางท่านจะได้มีที่พึ่งพาช่วยเหลือ
และผมขออุทิศรายการวันนี้ ให้กับ รศ.ดร. ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ของผม ซึ่งท่านไม่เพียงมอบความรู้เศรษฐศาสตร์การเมืองที่ล้ำลึกกว่าในกากตำราหนังสือทั่วไปแล้ว ท่านยังเน้นย้ำเสมอถึงการประยุกต์ใช้พุทธศาสนามาเป็นหลักในการต่อสู้ฝ่าฟัน พัฒนาสังคม การประยุกต์ใช้ของท่านนั้นเป็นแง่มุมที่พิสดาร เหมือนเป็นวิชาการแขนงหนึ่ง ไม่ใช่การบำเพ็ญเพียรเพื่อการหลุดพ้น ที่สำคัญ ท่านประยุกต์อย่างโดดเด่นยิ่ง ไม่เหมือนปราชญ์ในเมืองไทยบางท่าน ที่ประยุกต์ใช้อย่างน่ามืดตามัว เป็นเพียงคำเทศนาพร่ำบ่นที่ไร้สาระ ทั้งที่ตนเองไม่เคยปฏิบัติตามที่พูดแม้แต่เพียงครึ่งข้อ
ปรกติผมก็มักประยุกต์ใช้ในแง่มุมพิสดารอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่กล้าใช้มาก ยิ่งไม่กล้าเผยแพร่ต่อสาธารณชน เพราะกลัวถูกหาว่าเป็นมารนอกรีต แต่เมื่อเห็นอาจารย์เป็นตัวอย่าง ผมจึงมีความมั่นใจในแนวทาง แต่ต้องขอบอกไว้ก่อนว่า การประยุกต์ใช้ของอาจารย์แม้จะค่อนข้างแปลกจากนักวิชาการทั่วไป แต่ก็ยังอยู่ในแนวทางสายตรง แต่สำหรับของผมนั้น ออกจะค่อนข้างยึดไปในแนวของมหายาน จึงออกจะเพี้ยนๆสักนิด แต่ก็หวังว่าท่านผู้ฟังจะยินดีรับฟัง เพราะเท่าที่ผ่านมา ท่านคงเห็นความแปลกแหวกแนวของผมจนเคยชินแล้ว
1. ค้นหาสิ่งที่รัก ค้นหาตัวเอง ต้องฝึกฝนการคิด แสวงหาความรู้ เพื่อทำให้จิตใจเปิดกว้าง เราควรสัมผัสเรื่องราวและการทำงานด้วยความรู้สึก มากกว่าตรรกะและเหตุผล หากเราไม่ยอมทุ่มเทคุณค่าให้งานที่ทดลองทำ เราจะพลาดนาทีสำคัญของชีวิต ซึ่งความรู้สึกอันแรงกล้าบ่งบอกว่า นี่คือ งานแห่งความรัก งานแห่งการสร้างสรรค์ ไม่มีใครสามารถบ่งบอกแทนเรา ต้องค้นหาด้วยตัวเอง แต่เมื่อพบมันแล้ว เราจะรู้ทันทีว่าพบแล้ว ถ้าหากเราเข้าทดลองด้วยจิตใจแห่งการแสวงหาอันเปิดกว้าง ไม่จำกัดตัวเองด้วยตรรกะและธรรมเนียมประเพณีอันรกรุงรัง
2. เชื่อว่าแนวทางที่ตนเองทำนั้นยิ่งใหญ่ หรือปรับประยุกต์ให้งานที่รักนั้นมีคุณค่า การหมกมุ่นกับสิ่งที่รักมากเกินไป จนกลายเป็นความหลงใหลนั้น แทนที่จะเป็นการส่งเสริม กับกลายเป็นความจำกัดและความหลงผิดไป เราต้องเปิดกว้างวิธีคิดสู่เส้นทางอันยิ่งใหญ่ ค้นหาแนวทางที่เหมาะสมในการเผยแพร่สู่มหาชน ค้นหาวิธีการพัฒนาผลงานสู่ความเป็นเลิศ อย่าจำกัดตนเองอยู่ในกะลา จำต้องศึกษาค้นคว้าจากผู้รู้ และการทำให้งานของตนเป็นงานที่ยิ่งใหญ่นั้น จะทำให้เกิดความรู้สึกเปี่ยมล้นแรงกล้าที่จะคอยผลักดันปลุกเร้าเวลาที่เราเกียจคร้านและท้อถอย ทำให้เราก้าวเดินต่อไป ฝ่าฟันอุปสรรคจนพบความสำเร็จ เพราะอย่างที่ได้กล่าวไป เส้นทางแห่งความสำเร็จ ไม่เป็นเส้นตรง เริ่มต้นจะช้านาน ผ่านจุดผกผันจะพลิกเปลี่ยนเพิ่มพูนอย่างรวดเร็ว เป็นโบนัสใหญ่ภายหลังผ่านการทดสอบอันหนักหน่วง

ภาพประกอบจาก Flickr : Zen Garden โดย Image Zen
มีแต่ทำเช่นนี้เท่านั้น ชีวิตจึงมีคุณค่าความหมาย ไม่กลายเป็นคนล้มเหลว หมดอาลัยตายอยากในชีวิต การค้นหาความหมายย่อมไม่จำกัดเพียงฐานะรวยจน คนที่เกิดมาร่ำรวยยิ่งเกิดความเบื่อหน่ายในชีวิตแสนสุข จำต้องแสวงหาสิ่งใหม่ ใส่ความทุ่มเท เพื่อผลักดันชีวิตเข้าสู่จุดสูงสุดใหม่ ซึ่งไม่อาจซื้อได้ด้วยเงิน แต่ต้องทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกาย เพื่อทำความฝันให้เป็นจริง เมื่อพิจารณาในแง่มุมนี้แล้ว คนรวยย่อมไม่ต่างจากคนจน อาจมีความได้เปรียบกว่าด้านทรัพยากร แต่เมื่อยืนอยู่เบื้องหน้าความฝันแล้ว ทุกคนต้องทุ่มเทฝ่าฝัน ไม่มากก็น้อย ไม่มีสิ่งใดสำเร็จโดยไม่อาบเหงื่อ
3. บ่มเพาะจิตวิญญาณหรือเทพหยางที่มีสติตื่นตัวขึ้นมา เพราะการมองตัวเองแบบเลือดเนื้อ กายจิตนั้นมีความบกพร่องในบางด้าน โดยเฉพาะความบางเบายืดหยุ่น คุณจะหมกมุ่นกับเรื่องทางวัตถุมากเกินไป ซึ่งการเสพของพวกนี้มากเกินขนาด แม้ว่าจะเป็นของดี มีคุณภาพ ย่อมเกิดความอิ่มตัวเบื่อหน่าย หากมากกว่านี้อาจส่งผลด้านลบอย่างรุนแรง
เราต้องฝึกจิตใจให้ว่างเปล่า และข้ามพ้น Transcend เพื่อรองรับกับความหมายที่อาจเกิดขึ้นกับเราได้ทุกเมื่อ เฉกเช่นเดียวกับการฝึก Zen ซึ่งไปพ้นตรรกะเหตุผล ก่อเกิดความเปลี่ยนแปลงฉับพลันเพียงชั่วเสี้ยววินาที เราต้องมีความสามารถในการดูดรับคุณค่าความหมายได้อย่างฉับไวทันเหตุการณ์ ไม่ปล่อยให้ทุกอย่างสายเกินไป
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรหมกมุ่นกับความรวดเร็วจนเกินไปนัก เพราะอาจนำมาซึ่งจิตอันเคร่งเครียด เราเพียงแต่ฝึกฝนสติให้แหลมคม มีความรู้ตัวตลอดเวลา ไม่ปล่อยให้ความหนักอึ้งของภารกิจในชีวิต มาทำให้เราหลุดพ้นจากความบำเพ็ญเพียรได้ ชีวิตจึงเบาสบายและมีความสุข เราจะรู้สึกถึงการใช้ชีวิตอย่างเข้มข้น เปี่ยมความหมายเป็นครั้งแรก
4. ฝึกฝนวิธีคิดแบบกลยุทธ์ ซึ่งทำให้มองเห็นสรรพสิ่งในมุมมองที่ลุ่มลึก สามารถค้นหาความหมายของชีวิตได้ด้วยตนเอง ค้นหาการมองสรรพสิ่งอย่างหลากหลายมุมมอง Rethink สามารถให้ค่าสรรพสิ่งอย่างถูกต้อง Revalue หรือหัดมองด้านบวก เช่น การหย่าร้าง อาจนำมาซึ่งโอกาสในชีวิต ไม่ใช่วิกฤตเพียงอย่างเดียว คนเราจึงไม่ควรจมจ่อมในความผิดพลาด แต่ควรนำมาเป็นบทเรียนแล้วก้าวเดินใหม่ อย่างที่ได้นำเสนอไปในครั้งเก่าก่อน
หากฝึกฝนถึงขั้นหนึ่ง ย่อมเกิดญาณหยั่งรู้ภายใน Intuition ซึ่งไม่พึ่งพามันสมองและตรรกะเพียงอย่างเดียว แต่มีความฉับไวในการรู้สึกถึงสิ่งต่างๆอย่างล้ำลึก สามารถวิเคราะห์และตีความข้อมูลได้อย่างล้ำลึก จนเกิดความเข้าใจเรื่องราวและสรรพสิ่งอย่างถึงรากฐาน
5. การหลอมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่ง บางครั้งเราไม่ได้อยู่ตามลำพังในโลก เราต้องติดต่อสานสัมพันธ์กับผู้คนมากมาย การฝึกฝนทั้ง 4 ด้านข้างต้น ช่วยให้เรามีความสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลง และความหลากหลายของผู้คนในสังคม หากฝึกฝนถึงขั้นหนึ่ง เราสามารถเติมเต็มความหมายของชีวิต จากผู้คนรอบข้าง ทั้งรูปแบบการใช้ชีวิต คำพูด และปฏิสัมพันธ์ หลอมรวมเป็นความลงตัวแบบ Tao ซึ่งวิถีของเราหลอมรวมเข้ากับวิถีธรรมชาติรอบตัว ไม่แบ่งเขาแบ่งเราอีกต่อไป เป็นความสอดคล้องอันยิ่งใหญ่ Synchornicity
สิ่งหนึ่งที่สำคัญ คือ หนังสือชั้นยอด ซึ่งต้องหมั่นสะสมแง่คิดและมุมมองดีๆมากมาย อย่าจำกัดที่หนังสือประเภทใด เพราะสำหรับผู้เข้าสู่วิถีนั้น ย่อมสามารถเชื่อมโยงร้อยรัดความต่างเข้าเป็นหนึ่งเดียว
วรรณกรรมระดับโลกเป็นเครื่องขัดเกลาจิตใจได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะวรรณคดีเรื่อง In search of lost time ท่านจะได้เห็นสีสีนและคุณค่าของชีวิต ในความธรรมดาเรียบง่ายน่าเบื่อ สามารถจุดความสว่างไสวขึ้นได้เสมอ ขอเพียงแต่เรามีจิตใจแห่งศิลปะเท่านั้น ความหมายของสรรพสิ่งจะพลิกฟื้นขึ้นมา มีชีวิตโลดแล่น ไม่ใช่จินตนาการเพ้อฝัน แต่เป็นศิลปะที่รุ่มรวยและทรงคุณค่า
ล่าสุด ผมไปงานสัปดาห์หนังสือ ได้อ่านผลงานของ John Lane พบสิ่งมีคุณค่ามากมาย เขาพูดถึง “ความเงียบ” ได้อย่างน่าสนใจ เราไม่จำเป็นต้องเชื่อเขาทั้งหมด ผมคิดว่างานชิ้นนี้มุ่งวิจารณ์ระบบทุนนิยมและความทันสมัยอย่างเกินพอดีไปบ้าง แต่ผมสามารถประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพการต่อสู้ในยุคทุนนิยมของผมดีขึ้น ผมเข้าใจแล้วว่า ทำไมเวลาที่ผมคิดอะไรดีๆออกมา มักจะเป็นห้วงยามที่เงียบสงบ ได้อยู่กับตนเอง อย่าดูถูกพลังของความเงียบ เพราะการทำงานมุ่งที่คุณภาพ ไม่ใช่ปริมาณ หากคุณมีหลักคิดที่ถูกต้อง งานของคุณย่อมเสร็จรวดเร็ว การลงทุนเวลาเพียงสัปดาห์ละ 2-3 ชั่วโมง อาจได้ผลงานมากกว่าต้นทุนที่เสียไป
ที่ผมประทับใจมาก คือ การยกตัวอย่างชีวิตของบุคคลในประวัติศาสตร์ ซึ่งมีชื่อเสียง แต่หากพิจารณาเพียงผิวเผิน เราจะไม่ทราบเลยว่า ท่านเหล่านี้ ล้วนอยู่ในยุคที่เลวร้ายของประเทศ แต่ท่านสามารถดำรงชีวิตและผลิตผลงานชั้นเลิศบนความผันผวนและความไม่สงบของเหตุการณ์ภายนอกได้อย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะ Virgil ซึ่งรอบข้างแลเห็นแต่ไฟสงคราม การหลบหนีไปในชนบทยังไม่วายโดนทำลายก่อกวนจากสงคราม จนต้องสูญเสียที่ดินไป แต่ท่านกลับสามารถรวบรวมสมาธิ เพื่อนิพนธ์งานชั้นเลิศถึง 3 ชิ้น โดยเฉพาะ Aeneid มหากาพย์อันลือลั่น ซึ่งทรงอิทธิพลต่อชนรุ่นหลังมากมาย เป็นพลังเป็นขุมทรัพย์ วิจิตรตระการลึกซึ้ง บรรลุมหาศักดิ์สิทธิ์เคียงข้างมหากาพย์ Iliad and Odyssey ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าเป็นงานประพันธ์ของบุคคลเดียว แต่ Aeneid นั้นยืนยันได้ว่าเป็นของ Virgil มหากวีแห่งยุคทองของมหาจักรวรรดิโรมันอันยิ่งใหญ่แต่เพียงผู้เดียว
สุดท้ายทั้งหมดอาจเป็นวิถีเพื่อเข้าสู่ “ตรงกลางที่ดีที่สุด” ตามแนวคิดของ อู๋ชิงหยวน หรือ ทางสายกลาง ของพระพุทธเจ้า ก็สุดแท้แต่จะประยุกต์ใช้ ความจริงแล้ว ถ้าคนเราได้ฝึกฝนตนเองจนถึงระดับหนึ่ง ย่อมสามารถเดินบนหนทางแห่งการแสวงหาความหมายได้ด้วยตนเอง ความลำบากอยู่ที่ตอนเริ่มต้นเท่านั้น ดังนั้นจึงอาจต้องมีคนช่วยเหลือ เพื่อปรับวิถีลมปราณให้ถูกต้องเสียก่อน หลังจากนั้นจึงเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล ที่ต้องแสวงหาตามวิถีของตน
“ตรงกลางที่ดีที่สุด” ไม่ใช่เพียงเรื่องราวทางศาสนาเท่านั้น ในปัจจุบัน โลกเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เราต้องปรับเปลี่ยนมุมมองให้ฉับไวเพียงพอ รู้เท่าทัน ประสบการณ์ตรงของผม คือ ประสบการณ์ในตลาดหุ้น ซึ่งมีความผันผวนสูงมาก เราต้องไม่หวั่นไหวไปกับสถานการณ์ แต่ต้องใช้จิตใจนิ่งสงบในการรับเหตุเปลี่ยนแปลง แม้นผมพยายามฝึกฝนอย่างยาวนาน แต่เมื่อถึงเวลามักหวั่นไหวอยู่เสมอ ในที่สุดเมื่อผมปรับมุมมองใหม่ในการเล่นหุ้น ไม่ใช่คิดเพียงผลกำไรขาดทุน แต่เป็นการฝึกฝนตัวเอง ไม่คิดเล็กคิดน้อย ขายสูงสุด ซื้อต่ำสุด เฝ้ามองแต่ระยะสั้น โดยเฉพาะการควบคุมความเป็นกลางทางความคิด ไม่ถูกชี้นำโดยความโลภและความกลัว เรื่องนี้ละเอียดอ่อนมาก บางครั้งคุณกลัวหรือโลภโดยไม่รู้ตัว แต่หากคุณสำรวจตรวจตราอย่างใกล้ชิด คุณจะเห็นความจริง และเข้าไปแก้ไขได้ ที่สำคัญ คือ การปรับมุมมอง ในช่วงตลาดไม่ดี ต้องไม่รีบซื้อ รอให้ลงถึงจุดที่มีการซื้อหนาแน่น มีแนวรับชัดเจน ขณะเดียวกัน ในยามขาขึ้น ต้องไม่ใช้มุมมองเดิม ต้องกล้าที่จะซื้อสูงสักนิด ตามอารมณ์ตลาดที่เปลี่ยนไป แต่ไม่ใช่ไล่ตามซื้อแบบไร้เหตุผล ดังนั้น ความสามารถในการปรับตัวและประเมินสถานการณ์จึงสำคัญอย่างยิ่ง ในการเข้าถึง “ตรงการที่ดีที่สุด” จิตใจที่ลุ่มลึก จึงแยกไม่ออกจากความสามารถในการทำกำไร ฝึกฝนสิ่งเดียว ได้รับประโยชน์ 2 ทาง
ในที่สุด ผมจึงกล้าพูดได้ว่า ผมพบเห็นวิถีทาง อาจไม่ได้ทำกำไรมหาศาล แต่ผมสบายใจ และเชื่อมั่นในหลักการที่ว่า “ได้กำไรพอสมควร ด้วยความเสี่ยงต่ำ” นอกจากนี้ ผมยังได้เรียนรู้การทำงานและการใช้ชีวิตมากมาย จากการฝึกฝนจิตใจนิ่งสงบ แปรประสบการณ์ตลาดหุ้นเป็นความหมายลึกล้ำของชีวิต เราไม่ควรมองข้ามไป เพราะคนเรายากที่จะมองเห็นอะไรในภาวะปรกติ แต่ต้องอาศัยปัจจัยภายนอกมากำหนด โดยเฉพาะเมื่อเราเผชิญกับความผันผวนของสิ่งต่างๆ ทำให้เราเห็นภาวะอนิจจังได้เป็นอย่างดี แต่เราไม่ควรหลบหนี แต่ควรต่อสู้อย่างรู้เท่าทัน
Comments
11 Responses to “Zen of life”
Got something to say?




เขียนได้ ดีกว่าพูด จริง ๆ เขียนเป็นระบบ อ่านแล้ว เข้าใจง่าย ดีค่ะ
ขอบคุณที่ชื่นชมครับ
ความฝันสมัยวัยรุ่น คือ นักเขียนชั้นเลิศ ผลิตหนังสืออมตะ Classic
แต่โตขึ้นก็เลิกล้มไป มาเอาดีทางธุรกิจ ลงทุนแทน
โดยคิดว่า หากสำเร็จกิจการใหญ่ จะมีประสบการณ์ Wisdom มากพอที่จะเขียนหนังสือชั้นเลิศได้ ดีกว่า ที่เป็นนักเขียนโดยตรง แต่ไม่มีเนื้อหาอันหนักแน่น ลุ่มลึกมานำเสนอ
โชคร้ายที่เมืองไทย ให้ความสำคัญกับการฟังมากกว่าการอ่าน
555 เลยต้องมาจัดรายการวิทยุ
สมัยก่อนคิดว่าตัวเองจะเป็นนักเขียนได้ ทั้งๆที่ฝีมือการเขียนภาษาพอไปได้ ความคิดมีความลึกซึ้ง แต่การจัดเรียงประโยค ความคิด ยังทำได้ไม่ดี (แต่ดันเข้าใจว่าตนเองทำได้ดีแล้ว)
อาจารย์ที่ปรึกษาตอนเรียนปริญญาโท บอกว่า เขียนวนไปวนมา
ตอนแรกเราก็ไม่ยอมรับ แต่หลังจากจบโทมา 1 ปี กลับไปอ่านอีกรอบ
จึงอยากเขวี้ยงทิ้ง
ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น 2 ปี ที่ผ่านมา ดูเหมือนทักษะการเขียนพัฒนาก้าวกระโดด
อาจเพราะได้มรดกเดิม คือ ความคิดที่ลึกซึ้ง ภาษาที่เฉียบคม
เมื่อใส่การกลั่นกรองร้อยเรียง การจัดรูปภาษาใหม่ จึงทำให้เป็นอย่างที่เห็น
อยากบอกว่า การพูดผมทำได้ต่ำกว่าความเป็นจริง เนื่องจากข้อจำกัดของเวลา
และความต้องการสื่อสารอย่างรวดเร็ว
ถ้าให้เวลาเรียบเรียงก่อนพูด อาจทำได้ใกล้เคียงกับเขียน
แต่ในความเป็นจริงทำได้ยาก เพราะพูดต้องต่อเนื่อง ห้ามคิดนาน
ที่สำคัญ ผมถือว่าการพูด คือ Dialogue มันไม่สมบูรณ์ในตัวเอง ต้องผ่านการสังเคราะห์จากคุณสุรศักดิ์อีกที ผมจึงปล่อยให้มันออกมาแต่แก่น คือ เนื้อหา ไม่ต้องขัดเกลา (ขัดเกลามีต้นทุนเวลา และสมอง ซึ่งท้ายที่สุด มันก็ต้องเปลี่ยนรูปไปผสานกับแนวคิดคนอื่น จึงต้องใช้ต้นทุนให้ต่ำที่สุด) แล้วเมื่อผสานกับความคิดคุณสุรศักดิ์แล้ว มันค่อยกลายเป็นแนวคิดที่ดีกว่าเดิม ดังนั้น มันจึงยังไม่สมบูรณ์อยู่เสมอ
โขคร้ายที่สนทนาจบ มันไม่ได้มีการเอามาต่อยอด สรุปกลั่นออกมา
เพราะบทความที่ตีพิมพ์นี้ แม้ว่าจะแก้ไข หลังจากอัดรายการ
แต่ก็ใส่ความคิดจากการคุยเพิ่มไปไม่มาก เน้นแก้ไขสำนวนการร้อยเรียงมากกว่า
โครงการในอนาคต คือ ถอดเทปที่คุยกันนี้ออกมา และกลั่นกรองร้อยเรียงด้วยศิลปะภาษา เพื่อตีพิมพ์ออกมา
แต่นั่นคงต้องขึ้นกับปัจจัยหลายๆอย่าง ด้วยความจำกัดตอนนี้ เรายังทำไม่ได้
แต่ถ้าพูดคนเดียว พูดเพื่อสื่อสาร สร้างแรงบันดาลใจ ผมรับรองว่า จะทำได้ดีกว่านี้แน่นอน เพราะความคิดตกผลึกมาแล้ว เป้าหมายคือ การโน้มน้าว เราต้องใช้ Art ในการพูด เช่นเดียวกับการเขียน
โดยรวมแล้ว การเขียน ทำได้สูงกว่าความจริง เพราะมีเวลาขัดเกลา มีเวลาตัดต่อ
ย้ายตรงนั้นไปแปะตรงนี้ เขียนคำต่อเชื่อมใหม่เข้าไป สังเคราะห์เพิ่มเติม
(สารภาพว่า บทความนี้ เขียนได้ดีจริง แต่ยังไม่ผ่านขั้นตอนขัดเกลาสุดท้าย ก่อนลงตีพิมพ์ ซึ่งต่างจากบทความอื่นๆก่อนหน้านี้ 555 แต่ก็ถือว่า 90 % เพราะก่อนพูดออกรายการก็ได้แก้ไขแล้วรอบหนึ่ง อีกอย่างหลังๆฝีมือพัฒนา จึงไม่ต้องแก้ไขมาก)
จริงๆ ผมก็รู้สึก และตั้งใจเขียนให้เป็นระบบ ร้อยเรียงเหตุผล แต่ละประโยค แต่ละย่อหน้ามีความหมาย ที่สำคํญ ภาษา ถ้อยคำ ต้องสอดรับ มีความงาม เสน่ห์ ศิลปะ
แต่ไม่คิดว่า ผู้อ่านจะรับรู้ เช่นกัน
ผมคิดง่ายๆว่า ผู้อ่านแค่อ่านเอาเนื้อหา ไม่เอาระบบการร้อยเรียง แต่ก็ทำเผื่อไว้ก่อน อยากทำให้เป็น Best ไว้รองรับ
ไม่ผิดหวังจริงๆ แฟนรายการเราเก่งกว่าที่คิดนะ
เป็นบทความทีดีมากเลยคะ ได้เห็นชัดเจนดีทั้งแง่คิด พร้อมตัวอย่าง
ขอบคุณนะคะ พอคุณเจริญชัยพูดถึงหนังสืออะไรมันทำให้แพทสนใจ
ไปหมดเลย เหมือนกำลังตามรอยคุณเจริญชัยเลย
ขอบคุณครับ ตอนแรกก็กลัวคนจะไม่ชอบ เพราะมันค่อนข้างเป็นนามธรรม
แต่ปรากฏว่า ตลาดกลับตอบรับดีกว่าคาด
ผมบอกคุณสุรศักดิ์เสมอว่า
อย่าตัดสินว่า ผลิตภัณฑ์ บทความ รายการ ชิ้นไหนของเราดี
ให้นำเสนอสุดความสามารถ แล้วดูว่า ผู้ฟังชอบชิ้นไหน
กล้าเสนอสิ่งใหม่ กล้าที่จะเป็นรายแรก กล้าที่จะแปลกและแตกต่าง
อย่าตัดสิน เพราะแต่ละคนมีคุณค่าในใจไม่เหมือนกัน
หากคนเรากลัวล่วงหน้าว่าตลาดจะไม่ตอบรับ
ก็คงไม่มีการสร้างสรรค์
เราทดลองไปเรื่อยๆ เสนอ 10 ตอบรับ 1
แต่ 1+1+1… เราก็จะเริ่มเข้าใกล้สัจจะ
เริ่มเข้าใกล้ความต้องการของแฟนรายการ
นี่คือ หลักการข้อแรกของการตลาด
ในที่สุดก็หลอกลวง แฟนรายการเพิ่มเข้ามา SIU ได้อีก 1 รายแล้ว
ไชโย !!
ปล. อย่าตามรอยผมเลย ชีวิตผมและคุณสุรศักดิ์นั้น ลำบากน่าดูเลย แต่ช่วงนี้ชีวิตเริ่มดีขึ้นบ้าง หลังจากมาจัดรายการ “เศรษฐศาสตร์ตลาดสด” เริ่มเขียนหนังสือขาย ตีพิมพ์บทความ
จริงๆ เราก็ไม่คิดว่า จะมาถึงจุดนี้ได้
เราอ่าน “หนังสือดี” หมกมุ่นความเคร่ง เพราะ “ความรัก” ความหลงใหล ในพลังและอรรถรสของความคิดและภาษา
แต่ในปัจจุบันนั้น เราอ่านหนังสือ ขบคิดใคร่ครวญ ส่วนใหญ่ จะเป็นการผลิตงานมากกว่า
“ความรัก” ยังมีอยู่ แต่ไม่หลงใหลใฝ่ฝันเหมือนเดิมอีก อาจเพราะเริ่มชราแล้วก็เป็นได้ อิอิ
โชคดีที่รากฐาน “ความรักหลงใหล” ในอดีตยังคงฝังอยู่ในจิตวิญญาณ ข้อเขียนของเราจึงไม่ใช่แค่เนื้อหาเพียงอย่างเดียว แต่ยังอุดมด้วยจิตวิญญาณ spirit และแรงบันดาลใจ inspire
หากคุณ “แพท” ฟังรายการตั้งแต่ช่วงแรกๆ จะเห็นว่า เราสัญญาหลายทีว่าจะมา Review หนังสือ แต่สุดท้ายก็ยังทำได้กระท่อนกระแท่น ทำบ้างไม่ทำบ้าง
ขอเรียนตามตรงว่า ในใจแสนกลัว เพราะผู้ฟังคนไทยชอบ Fast Food
คือ สรุปมาเลย ไม่ชอบไปอ่านหนังสือเล่มหนาๆ
และผมดันมีแต่หนังสือ เลิศล้ำ ยากเข็ญ เคี่ยวกรำ
และไม่ใช่เล่มเดียว
แม้แต่วรรณคดี ก็มักเป็นวรรณคดีระดับโลก ที่ชาวบ้านทั่วไปไม่อ่าน
เช่น War and Peace, Brothers Karamazov
อ่านแล้วจะได้ความรื่นรมย์ลึกซึ้ง แต่ก็จะหนักอึ้ง ใช้พลังความคิดพลังตรรกะมหาศาล
จึงยังไม่ได้นำมา Review แนะนำ อย่างถึงน้ำถึงเนื้อ
ที่สำคัญ เวลารายการเรามีจำกัด จึงต้องแบ่งให้กับการวิเคราะห์สถานการณ์
ฝึกฝนกลยุทธ์ให้ท่านผู้ฟัง ได้มีวิธีคิด และ Wisdom ที่แข็งแกร่ง
เพื่อเอาตัวรอดในยุคที่เคี่ยวกรำ ซึ่งช้าไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว
เร็ว แต่ต้องถูกต้อง ผิดพลาดไม่ได้ แม้แต่หมากเดียว
แต่หากจำเป็นต้องอยู่รอด พัฒนาในยุคนี้ สิ่งเหล่านี้ล้วนจำเป็นทั้งสิ้น
โชคดีที่ในวัยดรุณ ผมเสพรับหนังสือเหล่านี้ ด้วยความรักล้วนๆ
วันนี้จึงผลิบาน งอกเงยดอกผล
หากหวังจะทำเพื่อเงินและผลงาน คงยากที่จะอ่านหนังสือเหล่านี้ทั้งหมดได้
(เพราะมันสิ้นเปลืองต้นทุน เวลา สมอง ไปมากมาย ขณะที่ผลตอบแทนแทบเป็น 0.00)
และนั่นก็กลายเป็นอุปสรรคที่กีดขวางไม่ให้คุณสำเร็จกิจการใหญ่
เพราะโลกปัจจุบัน การลองผิดลองถูก ทำได้ยาก และอาจช้าเกินกว่าคู่แข่ง
การ Leverage จากแนวคิดคนอื่น จากหนังสือ จึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป
แต่เป็นเส้นทางที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
เอาเป็นว่า จะหาโอกาสนำหนังสือมาแนะนำ อย่างต่อเนื่อง
และไม่ใช่แค่หนังสือธุรกิจ แต่อาจนำวรรณคดีระดับโลกมาสังเคราะห์ วิเคราะห์ย่อยกลืน ให้ท่านเห็นความงดงามรื่นรมย์
เพราะแม้แต่ ศิลปะ Art ก็จำเป็นสำหรับแข่งขันในยุคนี้
Starbucks, iPod iPhone เป็นตัวอย่างอันดี หรือแม้แต่หนัง Hollywood การทำ CSR การทำการตลาด การดึงดูด เสน่หา
เรียกว่าแข่งกันทุกสนาม
เราจึงถือโอกาสนี้ นำเสนอ “ความเรืองรองนุ่มละมุน” ของหนังสือดี ที่ผมเคยได้อ่านในอดีต แต่ไม่ค่อยนำมาพูดในรายการ เพราะคาดเดาเอาเองว่า “ผู้ฟัง” อาจไม่สนใจ ซึ่งแท้จริงแล้ว อาจสนใจมากกว่า How to และเส้นทางทำมาหากินก็เป็นได้
ขอโทษที่เขียนยาวๆ ขอบคุณทุกท่านที่สนับสนุนรายการเรา จนเรามีกำลังใจ และกล้าขุดค้น “ภูมิปัญญา” ที่เราสะสมกันมาด้วยความรัก แต่คิดว่าไม่มีคนสนใจเห็นค่า และเก็บฝันไว้คนเดียว ได้นำมาเผยแพร่ผ่านรายการ เป็นประโยชน์ต่อเพื่อนพี่น้องชาวไทยเป็นวงกว้าง
ขอตอบแทนพระคุณแผ่นดินอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะส่งเสียสนับสนุน (Subsidize) ให้ผมได้เรียนในมหาวิทยาลัยที่ดี ด้วยราคาที่แสนถูก
Dear K. Surasak, K. Jareonchai,
Would that be possible to have a discussion board for talking only about “sed sad ta lad sod”? I think you make some good points everyweek, but I am not sure if it propers to discuss those ideas on SIU website? Thanks for your ideas.
頂 頂 頂 這文章真棒 .
我覺得大家所需要的還是實用的辦法(solution),能實行的想法。
言易行難,向你所說你們過得很苦,別像你們學習,很多人都如此。
希望下個節目能做更好的表現。
永安。
ขอบคุณคำแนะนำของทุกท่านครับ
สำหรับความเห็นของคุณ kc ผมคงจะต้องให้เพื่อนผมที่ศึกษาภาษาจีน
มาช่วยถอดความแทนล่ะครับ
สำหรับความเห็นของคุณ Tom คิดว่าถ้าบางเรื่อง sensitive หรือไม่เหมาะสมที่จะแสดงความเห็นในที่สาธารณะ สามารถ e-mail มาสนทนากันได้ครับที่
aeconcu@yahoo.com
สวัสดีครับ คุณ เจริญชัย คุณสุรศักดิ์
ผมติดตาม รายการเศรษฐศาสตร์ตลาดสด และ รายการ practical Utopia รวมทั้งบทความใน website นี้มาโดยตลอด ผมทำงานในสาย software และใฝ่ฝันจะเป็นผู้ประกอบการ อยากทำให้ได้อย่าง สตีฟ จ็อบ เซอร์เกร บิน และ ลารี่ เพจ ของ google สร้างนวัตกรรม ทางด้าน softwae และ IT ในโลกปัจจุบันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ ถึงแม้จะเป็นในประเทศด้อยพัฒนาเช่นประเทศนี้ ผมมั่นใจ ยิ่งได้ติดตามผลงานของพวกคุณ ผมยิ่งมั่นใจ และสร้างความมั่นคั่งด้วย แต่ผมยังขาดความรู้เรื่องการหารายได้อยู่มาก เพื่อทำตามสิ่งที่ผมตั้งใจ จากที่ติดตามผลงานของ คุณทั้งสอง ทำให้ผมมองไปที่เรื่อง หุ้น การเงิน แต่ไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย อยากจะรบกวนแนะนำหนังสือ เพื่อศึกษาในเรื่องดังกล่าวด้วยครับ
ขอบคุณมากครับ
คุณ kittisak ครับ
การจะมีความรู้ความเข้าใจเรื่องการลงทุนโดยเฉพาะการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ต้องประกอบไปด้วย “ความรู้ที่จำเป็น” และ ”ความรู้ที่เพียงพอ”
ความรู้ที่จำเป็น
1. ความรู้ด้านเศรษฐกิจมหภาคเบื้องต้น เพราะโลกปัจจุบันเชื่อมโยงกันทางเศรษฐกิจ การค้า การเงิน และการลงทุน สำหรับเนื้อหาในด้านนี้ น่าจะเป็นหนังสือพวก “ความรู้เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น” ครับ ถ้าแนะนำ ผมแนะนำ หนังสือเศรษฐศาสตร์ของหลักสูตร CISA 1 ครับ
2.ความรู้ด้านการวิเคราะห์งบการเงินเบื้องต้น ในร้านหนังสือมีตำราเบื้องต้นในลักษณะนี้มากมาย เชิญไปลองหยิบดูแล้วดูว่าเล่มไหน เขียนแล้วอ่านเข้าใจง่าย ก็เลือกซื้อมาอ่านครับ วัตถุประสงค์คือต้องการให้เข้าใจหลักการการทำบัญชี การอ่านงบการเงินเบื้องต้นให้เป็น เท่านั้นครับ ไม่ได้ต้องการให้เป็นมืออาชีพด้านการบัญชี
3.ความรู้ด้านเศรษฐกิจไทย ผมแนะนำ “รายงานแนวโน้มเงินเฟ้อ” ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย มีให้ Download ฟรี เขียนภาษาไทยเข้าใจง่ายกะทัดรัดและสื่อความหมายได้ไม่แตกต่างจากภาษาอังกฤษครับ ฉบับล่าสุด ออกเดือนเมษายน นี้เอง
ความรู้ที่เพียงพอ
1.ความรู้ด้านประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก ผมขอแนะนำ หนังสือ “ขุมทองแห่งอนาคต ค้นพบยุคทองของเอเชีย” เขียนโดย Dr. Marc Faber นักยุทธศาสตร์การลงทุนคนสำคัญของโลก แปลเป็นไทยโดย Innov ซึ่งมีคุณภาพการแปลที่สูง บรรณาธิการแปล จบปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์จาก cambridege และทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้การแปลมีคุณภาพสูงพอสมควร ผมอ่านแล้วลองเทียบกับภาษาอังกฤษแล้ว มีผิดพลาดเล็กน้อยแต่ไม่มีนัยสำคัญมากนัก
หนังสือเล่มนี้จะให้ภาพพลวัตการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจโลกทั้งในอดีตและแนวโน้มอนาคต โดยเฉพาะการแยกแยะปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจที่เรียกว่า “วัฎจักร” และ “แนวโน้ม”
ส่วนเรื่องหนังสือทางเทคนิคและตำราอื่นๆ ให้คุณเจริญชัย ที่เป็นนักลงทุนในหุ้นมาเขียนแทน อันที่จริง ผมอยากบอกว่าความรู้ในการลงทุนมันมีมากมายกว่าที่เขียนด้านบนมากครับ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือแนวจิตวิทยาการลงทุน แนวการลงทุนที่เน้นคุณค่า โดยเฉพาะของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร รวมทั้งแนวเทคนิคอื่นๆ
สำหรับเรื่องโอกาสในด้าน IT ในความคิดของผม อุปสรรคสำคัญของคนทำงาน IT และคิดจะเป็นผู้ประกอบการคื่อเรื่องของภาษาอังกฤษ และการเล่าเรื่องธุรกิจที่ตนเองทำให้เข้าตาพวกนายทุนทั้งหลายจนมาร่วมลงทุนด้วย
ความฝันของผมและคุณเจริญชัยอย่างหนึ่งคือการสร้างกองทุนแบบ Venture Capital ในเมืองไทยขึ้นมาเพื่อลงทุนในธุรกิจดีๆ แม้ว่าเมืองไทยจะมี Venture Capital บ้างแต่ก็มีจำนวนน้อยเกินไป ทางออกของผู้ประกอบการไทยคือการไปหา Venture Capital ต่างประเทศ
ในเชิงรายละเอียด อาจจะต้องรบกวนคุณกานต์ ยืนยง ผู้เคยเป็นผู้ประกอบการด้าน IT และเคยติดต่อกับ Venture Capital มาเขียนขยายความให้ฟัง
ขอบคุณ kc มากๆเลยนะครับ
มีคนถอดความเป็นภาษาไทย
ดังนี้
Goes against this article to be really good.
I thought everybody needs practical means (solution), can implement idea.
Word Yi Xingnan, to you said you cross very much bitterly, do not look like you to study, very many people all so.
Under the hope a program can make the good showing.
Yongan.
ผมอ่านแล้วรู้สึกซาบซึ้งมาก ถ้อยคำต่างๆนั้น ลึกซึ้งกินใจยิ่ง
บางที ภาษาอังกฤษที่แปลมา อาจสื่อสารถ้อยคำไม่เทียบเท่า “ภาษาจีน”
ผมเดาเอา แม้ว่าจะอ่านภาษาจีนไม่ออก
แต่คิดว่าเจตนาของคุณ kc คงต้องการใช้ภาษาจีน ซึ่งอาจสื่อความได้ยอดเยี่ยมตรงใจกว่า
สมัยก่อน ผมสนใจแต่อารยธรรมตะวันตก ไม่ใช่เพราะหลงใหลเทคโนโลยี
แต่ชอบในศิลปะความงาม โดยเฉพาะการบุกเบิกทางภูมิปัญญา โดยเฉพาะตั้งแต่ช่วง Renaissance
แม้จะอ่านเรื่องสามก๊กและนิยายกำลังภายใน แต่ก็ไม่สนใจเทียบเท่าอารยธรรมตะวันตก
จนมาเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมานี้เอง
ยิ่งศึกษายิ่งลึกซึ้ง
จนนึกเสียใจที่ 5 ปีก่อน ได้มีโอกาสเรียนภาษาจีน
แต่เนื่องจากตอนนั้นยังไม่เห็นความสำคัญมาก
ผนวกกับต้องขับเคี่ยวกับ Thesis เพื่อจบปริญญาโท
จึงได้เรียนแบบลวกๆ
ภายหลังจึงนึกเสียใจ
แต่ก็พยายามอ่านและจำจากหนังสือภาษาไทยที่พูดถึงจีน
ชอบคำจีนหลายคำ
โดยเฉพาะ “an” ตัวสุดท้ายที่คุณ kc อวยพรมา
ถ้าจำไม่ผิดแปลว่า “สงบสุข”
เมือง “ฉางอัน” หรือ “เตียงอั๋น” ในสามก๊ก
ยอดเมืองหลวง ยอดชัยภูมิ
ก็ใช้ตัวนี้ ความหมายคือ “ความสงบสุขนิรันดร์”
ในเรื่อง The Warlords หรือ 3 อหังการ์เจ้าสุริยา
ก็มีประโยคที่ “หลิวเต๋อหัว” ชอบพูดบ่อยๆ และผมก็ชอบมากๆๆ
“ไปสู่สุขคติเถิด”
ผมไปดูฉบับภาษาจีน มี 4 ตัว จำได้แต่ตัวแรก
“อัน” ซึ่งน่าจะตรงกับ “สุขคติ” ที่แปลมา
ไม่น่าเชื่อว่า จะมีภาษาของชาติใดในโลกที่กลายเป็น “ศิลปะ” สุดยอดของชาติ
วันก่อนผมก็แอบไปดื่มด่ำกับ ศิลปะจีน
พวกเครื่องเคลือบ ภาชนะต่างๆของจีน โดยเฉพาะสมัยราชวงศ์ชิง
Sublime เป็นอย่างยิ่ง
ผมบอกไม่ถูก แต่ผมหลงใหล
โชคดีที่ผมควบคุมตัวเองได้ ไม่เหมือนในอดีต
ไม่เช่นนั้นคงต้องเสียเวลา ไปหมกมุ่นค้นคว้าอีกหลายวัน
ไม่ใช่ว่าผมละทิ้ง แต่ต้องมีสติ จัดแบ่งเวลาให้ดี
ไม่น่าเชื่อว่า ภายหลังผมศึกษาดื่มด่ำกับยอดอารยธรรมมาทั่วโลก
กรีก โรมัน ฝรั่งเศส อิยิปต์
จนไม่คิดว่าจะเกิดความหลงใหลเคลิบเคลิ้มรัญจวนใจขึ้นอีก
แต่ศิลปะจีนนั้นแผ่ซ่านสงบนิ่งพุ่งทะยานสู่ฟากฟ้า
คำอวยพรภาษาจีนของคุณ kc
ทำให้ผมฉุกคิดถึง “ความงามในวิชาเขียนอักษร” ของจีน
ซึ่งถูกเชิดชูเป็น 1 ใน 4 สุดยอดศิลปะจีน
ผมต้องขอขอบคุณความเห็นอันล้ำลึกเช่นนี้
โชคดีที่ได้ “มือดี” อย่างคุณกานต์มาช่วยแปลถอดความ
ผมจึงได้ดื่มด่ำในถ้อยคำ