ความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก ปี 2553
January 12, 2010
สุรศักดิ์ ธรรมโม พูดถึงปัจจัยเสี่ยง 4 ประการของเศรษฐกิจโลกในปี 2553 ที่จะเป็นตัวชี้ชะตาว่าเศรษฐกิจโลกจะพลิกฟื้นจากภาวะตกต่ำที่สุดในรอบ 80 ปีได้สำเร็จหรือไม่
ดาวน์โหลดบทความนี้ในรูปแบบ PDF
แม้ว่าในปี 2553 นี้เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มจะฟื้นตัวอย่างชัดเจน ดังจะเห็นจากทุกสำนักวิจัยเอกชนและหน่วยงานเศรษฐกิจรัฐบาลประเทศต่างๆ ทั่วโลก ได้ปรับประมาณการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจากปี 2552 ที่ผ่านมาทว่า โดยส่วนตัว ผมคิดว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2553 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2552 นั้น… แม้ถือได้ว่าพ้นจากภาวะเลวร้ายที่สุดในรอบ 80 ปีมาแล้วก็ตาม แต่การพ้นจากภาวะที่เลวร้ายนั้นยังคงเสมือนกับการไต่ขึ้นจากหุบเหว โดยที่เส้นทางในการไต่ขึ้นไปนั้นยังเต็มไปด้วยอุปสรรคที่อาจจะทำให้เศรษฐกิจโลกพลัดตกลงมาหรือชะลอลงมาได้ทุกเมื่อ…
ดังนั้นการเข้าใจปัจจัยกำหนดความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกในปี 2553 จะเป็นเครื่องมือหนึ่งในการช่วยให้เราติดตามเพื่อประเมินแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้อย่างใกล้ชิด รวมทั้งเตรียมกลยุทธในการรับมืออย่างทันท่วงที ในกรณีที่เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวอีกครั้งหรือขยายตัวในลักษณะตัว “W” (W-shaped)
ปัจจัยความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกในปี 2553 ที่จะต้องติดตาม…จำแนกได้ 4 ประการดังนี้
(1) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ (Stimulus Packages) ของรัฐบาลประเทศต่างๆทั่วโลกจะชะลอลง
โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างสำคัญในครึ่งปีหลังของปี 2552 ถูกกำหนดจาก 2 ปัจจัยสำคัญเป็นหลักคือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐและการกลับมาสะสมสินค้าคงคลังอีกครั้งของภาคธุรกิจต่างๆทั่วโลก (Re-Stocking) โดยในส่วนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ นั้นมีความเสี่ยงสำคัญประการหนึ่งคือ เราไม่สามารถใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐได้ตลอดไป เพราะปัญหาหนี้สินสาธารณะหรือหนี้สินภาครัฐ (Public Debt) โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้วกำลังถีบตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นจากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency) ได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของพันธบัตรรัฐบาลในประเทศสำคัญไปหลายประเทศอาทิ เช่น กรีซ สเปน เป็นต้น และส่งสัญญาณเตือนประเทศอังกฤษ ญี่ปุ่น และประเทศพัฒนาแล้วที่มีระดับหนี้สินสาธารณะต่อ GDP ในอัตราที่สูงกว่า 60 % ให้เร่งดำเนินการลดหนี้สินสาธารณะมิฉะนั้นอาจจะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งเกณฑ์การก่อหนี้สาธารณะที่ไม่เกิน 60 % ต่อ GDP นั้นถือเป็นเพดานการก่อหนี้สาธารณะที่ไม่ส่งผลลบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
ถ้าภาครัฐโดยเฉพาะรัฐบาลของประเทศที่มีหนี้สินสาธารณะต่อ GDP ในอัตราที่สูงกว่า 60 % ต่อ GDP ยังคงดำเนินการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป ผลที่ตามมาคือ อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรจะต้องปรับตัวสูงขึ้นซึ่งนั่นจะส่งผลต่อไปยังตลาดการเงินให้ได้รับผลกระทบผ่านการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยซึ่งที่สุดจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้ลดลง แต่ถ้าภาครัฐไม่ดำเนินกระตุ้นเศรษฐกิจต่อและ สถาบันการเงินยังคงไม่สามารถกลับมาปล่อยสินเชื่อได้ นั่นหมายความว่าเศรษฐกิจจะขาดแรงส่งสำคัญในการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจและสุดท้ายเศรษฐกิจจะกลับมาขยายตัวช้าลงหรือชะลอลง
(2) การกลับมาสะสมสินค้าคงคลัง (Re-Stocking) ของภาคเอกชนจะสิ้นสุดลง
ดังที่ผมระบุในข้างต้นว่าในความคิดส่วนตัว ผมเชื่อว่าปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกในครึ่งปีหลังกลับมาขยายตัวคือการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยภาครัฐและการกลับมาสะสมสินค้าคงคลังของภาคเอกชน โดยการกลับมาสะสมสินค้าคงคลังของภาคเอกชนในครึ่งปีหลัง 2552 นั้นเกิดมาจากในช่วงเลวร้ายที่สุดของวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่ผ่านมานั้น ภาคเอกชนกังวลในเรื่องอุปสงค์ในการซื้อสินค้าและบริการที่คาดว่าจะลดลง ด้วยความกังวลดังกล่าว ภาคเอกชนจึงมีปฏิกิริยาคล้ายๆกันทั่วโลกคือลดกำลังการผลิต ลดการสต๊อคสินค้าเพื่อตอบสนองต่อการคาดการณ์ว่าอุปสงค์จะลดลง
ดังนั้น เมื่อเศรษฐกิจโลกได้รับการอัดฉีดจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลต่างๆทั่วโลก ส่งผลให้อุปสงค์ในการซื้อสินค้าและบริการจากเดิมที่คาดว่าจะอ่อนแอนั้นกลับมาฟื้นตัว และภาคเอกชนพบว่าสินค้าในสต๊อคของตนเองกำลังจะหมดไป ภาคเอกชนจึงจำเป็นที่จะต้องกลับมาเดินเครื่องจักรและเริ่มกระบวนการผลิตใหม่อีกครั้งหนึ่ง ผลคือเศรษฐกิจโลกได้เริ่มฟื้นตัวขึ้นจากการกลับมาผลิตสินค้าใหม่ การสั่งวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางเพื่อนำมาผลิตเป็นสินค้าขั้นสุดท้ายแล้วนำไปสต๊อคเป็นสินค้าในคลังสินค้า ซึ่งภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นทั่วโลก
แต่การกลับมาฟื้นตัวของสินค้าคงคลังและนำไปสู่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจนั้นอาจจะให้ภาพที่ลวงตาแก่ผู้ติดตามเศรษฐกิจโลกได้ เพราะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากการสะสมสินค้าคงคลังจะมีลักษณะการขยายตัวอย่างมากทว่าผลของการขยายตัวนี้กลับดำรงเพียงระยะสั้นหรือชั่วคราว เพราะในที่สุดเมื่อระดับการสต๊อคสินค้าหรือการสะสมสินค้าใกล้เคียงกับอุปสงค์ ภาคเอกชนจะลดการผลิตลงและอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบให้ชะลอลง โดยเฉพาะในกรณีที่เศรษฐกิจยังไม่สามารถหาแหล่งที่สนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนกว่าการสะสมสินค้าคงคลังได้
(3) ความยากลำบากในการจัดการปัญหาฟองสบู่ของสินทรัพย์ (Asset Bubbles) ในประเทศเกิดใหม่
การกอบกู้วิกฤติเศรษฐกิจโลกผ่านมาตรทางการเงิน เช่น การกดอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้ใกล้เคียง 0 % (Zero Interest Rate Policy :ZIRP) และการใช้มาตรการทางการเงินที่เรียกว่าการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (Quantitative Easing :QE) คือการที่ธนาคารกลางพิมพ์ธนบัตรเข้าไปในระบบเศรษฐกิจจำนวนมหาศาลโดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Federal Reserve Bank : Fed) พิมพ์ธนบัตรผ่านโครงการ QE ประมาณ 1.73 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 12 % ของ GDP สหรัฐฯ เข้าไปในระบบการเงิน ส่งผลทำให้เกิดภาวะสภาพคล่องล้นระบบ เมื่อผนวกกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯที่ต่ำใกล้เคียง 0 % ผลคือผู้จัดการกองทุน นักลงทุนและนักเก็งกำไรต่างพากันกู้ยืมเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งมีต้นทุนการเงินที่ต่ำไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ และที่สำคัญคือกู้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ไปลงทุนในประเทศที่มีอัตราผลตอบแทนสูง ซึ่งโดยมากมักจะเป็นประเทศเกิดใหม่…
ภาวะดังกล่าวนี้มีชื่อเรียกว่า “Dollar Carry Trade” และเงินจากธุรกรรมนี้สามารถพิจารณาในฐานะ “เงินร้อน” (Hot Money) เพราะมีพฤติกรรมเคลื่อนย้าย เข้า/ออก แต่ละประเทศอย่างรวดเร็วอันเป็นผลจากการเงินทุนดังกล่าวมีพื้นฐานจากการเก็งกำไรซึ่งอ่อนไหวต่ออัตราผลตอบแทนของการลงทุนในประเทศ/สินทรัพย์ ต่างๆ และอ่อนไหวต่อต้นทุนทางการเงินซึ่งคือการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ นั่นเอง
โดยปรากฏการณ์ “Dollar Carry Trade” ส่งผลให้ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2552 เป็นต้นมาดัชนีหลักทรัพย์ทั่วโลกมีแนวโน้มปรับขึ้นรวมทั้งราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ดังจะเห็นจากสิ้นปี 2552 พบว่าผลตอบแทนของดัชนีหลักทรัพย์ MSCI ของทั้งโลก (MSCI All Country World) เพิ่มขึ้น 31.52 % เมื่อเทียบกับปี 2551 แต่ถ้าพิจารณาผลตอบของดัชนีหลักทรัพย์ MSCI เฉพาะประเทศตลาดเกิดใหม่ ( MSCI Emerging markets) พบว่าผลตอบแทนสูงขึ้น 74.50 % จากปีที่แล้วเป็นต้น
ปรากฏการณ์นี้ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางและเจ้าหน้าที่รัฐบาลในประเทศตลาดเกิดใหม่มีความกังวลเพราะการทำ Dollar Carry Trade ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลงและส่งผลให้ค่าเงินของประเทศเกิดใหม่มีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อการส่งออกของประเทศเกิดใหม่ ในขณะที่ การเข้ามาของเงินร้อนที่เกิดจากธุรกรรม Dollar Carry Trade ส่งผลให้ดัชนีหลักทรัพย์หรือราคาหุ้นส่วนใหญ่ปรับสูงขึ้นทำให้เกิดความกังวลถึงปัญหาภาวะฟองสบู่ในสินทรัพย์ (Asset Bubbles)
นอกจากนี้ การทะยานขึ้นของดัชนีหลักทรัพย์ทั่วโลกในปีที่แล้ว โดยเฉพาะหลังจากแตะจุดต่ำสุดในเดือนมีนาคม 2552 ส่งผลให้เกิดความเข้าใจส่วนหนึ่งว่า เศรษฐกิจน่าจะพ้นจากวิกฤติอย่างเด็ดขาดแล้วและ กระตุ้นให้เกิดความต้องการในการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงของนักลงทุนต่างๆ เพิ่มขึ้น (Risk Appetite) เสมือนว่าเศรษฐกิจไม่ได้เผชิญภาวะวิกฤติที่ร้ายแรงที่สุดในรอบ 80 ปี
ความเป็นจริง ตั้งแต่ปลายปี 2552 พบว่า ผลจาก Dollar Carry Trade และการโยกเงินต้นทุนต่ำจากประเทศพัฒนาแล้ว มาลงทุนในประเทศตลาดเกิดใหม่ ส่งผลให้ค่าเงินของประเทศตลาดเกิดใหม่แข็งค่าขึ้น ในขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลง ผลที่ตามมาคือภาคการส่งออกจะได้รับผลกระทบให้ลดลง เพราะราคาสินค้าส่งออกแพงขึ้นและรายได้จากการส่งออกในรูปของดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อแปลงกลับมาเป็นเงินสกุลของตนเองพบว่ามีค่าลดลง ประเทศตลาดเกิดใหม่ในปีที่แล้วที่ได้ดำเนินการตอบโต้ต่อเงินทุนต่างประเทศไหลเข้าจำนวนมหาศาล คือบราซิล ซึ่งได้ดำเนินการตอบโต้ภาวะดังกล่าวในวันที่ 19 ต.ค. 2552 ด้วยการจัดเก็บภาษีเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศที่ลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ที่อัตรา 2 % แต่ไม่สามารถหยุดยั้งกระแสเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศไปในบราซิลได้
ในต้นปี 2553 นี้เอง นายกรัฐมนตรี ปูติน ของรัสเซียได้ส่งสัญญาณอย่างแข็งกร้าวที่จะดำเนินการต่อเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศโดยสัญญาณแข็งกร้าวถูกตีความว่าเป็นไปได้ที่รัสเซียอาจะดำเนิน มาตรการควบคุมเงินทุน (Capital Control) เช่นเดียวกันในวันที่ 5 ม.ค. 2553 ธนาคารกลางไต้หวันส่งสัญญาณในการปรามเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศเช่นกัน
ผมมีความเห็นว่าภาวะความยากลำบากของการบริหารนโยบายเศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่ ในการรับมือฟองสบู่ของสินทรัพย์จากเงินร้อนต่างประเทศอยู่ที่ว่า ผู้ดำเนินนโยบายสามารถวินิจฉัยภาวะฟองสบู่สินทรัพย์นี้ได้ตรงตามสาเหตุและดำเนินมาตรการแก้ไขตรงตามอาการหรือไม่ ถ้าผู้ดำเนินนโยบายตีความว่าภาวะฟองสบู่สินทรัพย์คือการเร่งตัวของอัตราเงินเฟ้อและดำเนินนโยบายขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างมาก เพื่อยับยั้งหรือกดราคาสินทรัพย์ให้ลดลงผลคือไม่เพียงแต่อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะจูงใจ และดึงดูดให้เงินร้อนจากต่างประเทศไหลเข้ามาเท่านั้น หากแต่กระทบภาคเศรษฐกิจจริงในประเทศให้เผชิญกับภาวะต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นในขณะที่เศรษฐกิจโลกพึ่งเริ่มฟื้นตัวจากภาวะเลวร้ายที่สุดในรอบ 80 ปี
อย่างไรก็ตาม บางประเทศเช่นออสเตรเลียแสดงอาการเชื่อมั่นอย่างชัดเจนว่า เศรษฐกิจของตนเองนั้นได้เริ่มฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง และผูกติดกับการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนในระดับที่สูงดังนั้น เพื่อยับยั้งภาวะฟองสบู่และการเร่งตัวของเงินเฟ้อ การขึ้นดอกเบี้ยจึงเป็นสิ่งจำเป็น แต่สำหรับประเทศอื่นๆ ที่ไม่ได้มีพื้นฐานและความแข็งแกร่งและผูกติดกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจจีนเช่นออสเตรเลีย การขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อกดราคาสินทรัพย์และยับยั้งการเร่งตัวของเงินเฟ้ออาจจะทำร้ายเศรษฐกิจ ดังจะเห็นจากวิวาทะของกระทรวงการคลังเกาหลีใต้และธนาคารกลางเกาหลีใต้ในมุมมองที่แตกต่างกันในการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ผลคือกระทรวงการคลังเกาหลีใต้ได้ดำเนินการแทรกแซงอย่างอ่อนต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลางเกาหลีใต้เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ด้วยการส่งรัฐมนตรีช่วยกระทรวงการคลังไปร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางเกาหลีใต้ซึ่งเป็นคณะกรรมการกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในวันที่ 8 ม.ค. 2553
ผมคิดว่าความยากลำบากในการดำเนินนโยบายรับมือภาวะฟองสบู่นี้ จะเป็นปัญหาที่ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2553 นี้ ประเทศเกิดใหม่ที่มีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งกว่าประเทศตะวันตกจะต้องเผชิญ และถ้าความเห็นระหว่างรัฐบาลนั้นแตกต่างจากธนาคารกลาง นั่นคือความขัดแย้งเชิงนโยบายของรัฐบาลกับธนาคารกลางและผลที่ตามมาเป็นได้ทั้งโศกนาฎกรรมทางเศรษฐกิจหรือสุขนาฎกรรมทางเศรษฐกิจ
โศกนาฎกรรมทางเศรษฐกิจคือการที่เศรษฐกิจชะลอลงจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือเกิดการเร่งตัวของอัตราเงินเฟ้อ จนบ่อนทำลายเสถียรภาพทางเศรษฐกิจด้วยการไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ในขณะที่สุขนาฎกรรมทางเศรษฐกิจคือความสำเร็จในการรักษาขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน ด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อยับยั้งการเร่งตัวของเงินเฟ้อผ่านการคาดการณ์ หรือการไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อประคองให้ภาคธุรกิจยังคงมีต้นทุนทางการเงินที่ต่ำจนสามารถดำเนินการผลิต การจ้างงานและเอื้อให้เศรษฐกิจขยายตัว
การขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายหรือไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายนำมาซึ่งผลที่ยากจะคาดเดา (Uncertainty) และนั่นคือความเสี่ยงที่แท้จริงของการดำเนินนโยบายเพื่อจัดการปัญหาฟองสบู่ของสินทรัพย์ตามทรรศนะผม
(4) อัตราการว่างงานในระดับสูง (Unemployment)
แม้ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวอย่างแท้จริงและต่อเนื่องแต่อัตราการว่างงานนั้นจะไม่ลดระดับลงในทันทีตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ นั่นคือเหตุผลที่นักวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจจำนวนมากถึงได้พิจารณา อัตราการว่างงานในฐานะดัชนีชี้ตามภาวะเศรษฐกิจ (Lagging Indicator) เพราะอัตราการว่างงานนี้จะเปลี่ยนแปลงตามหลังการเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจนั่นเอง ที่เป็นเช่นนั้น เพราะว่าในช่วงวิกฤตินั้น ภาคธุรกิจจะปลดแรงานส่วนเกินที่ไม่จำเป็นอย่างแท้จริงต่อการผลิตออก แต่เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว ระดับการจ้างงานยังคงไม่ปรับขึ้นตาม โดยที่ตัวเลขล่าสุดของอัตราว่างงานประเทศสำคัญโดยเฉพาะกลุ่ม G-3 ซึ่งเป็นเศรษฐกิจสำคัญของโลกได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่นยังอยู่ในอัตราที่สูงโดยสหรัฐอเมริกา ณ เดือน ธ.ค. 2552 อัตราการว่างงานยังคงอยู่ที่ 10 % สหภาพยุโรป ณ พ.ย. 2552 อยู่ที่ 9.5 % ในจำนวนนี้ สเปนเป็นประเทศที่มีอัตราการว่างงานสูงสุดที่ 19.4 % ในขณะที่ญี่ปุ่นของเดือน พ.ย. 2552 อยู่ที่ 5.2 %
อัตราการว่างงานในระดับสูงของกลุ่ม G-3 ไม่เพียงแต่กดดันการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของ G-3 หากแต่ส่งผลไปยังการนำเข้าของ G-3 หรืออีกด้านหนึ่งคือการส่งออกของประเทศตลาดเกิดใหม่จำนวนมากให้ไม่สามารถขยายตัวอย่างต่อเนื่องในอัตราที่สูงได้ ซึ่งถ้าภาวะอัตราการว่างงานของกลุ่มประเทศ G-3 ยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี นั่นหมายความว่า การส่งออกไม่อาจจะขยายตัวอย่างยั่งยืนได้เพราะการบริโภคใน G-3 ได้รับแรงกดดันจากปัญหาการว่างงาน
ทั้ง 4 ปัจจัยที่ผมระบุในข้างต้นนี้นั้น สามารถลดทอนหรือบรรเทาได้ ถ้าสถาบันการเงินในประเทศ G-3 นั้นกลับมาปล่อยสินเชื่ออีกครั้ง รวมทั้งการเริ่มต้นของกระบวนการปรับสมดุลของเศรษฐกิจโลก (Global Rebalancing) โดยสหรัฐฯ ลดการนำเข้าและเพิ่มการส่งออกในขณะที่ประเทศที่ส่งออกและมีการเกินดุลการค้ามหาศาลโดยเฉพาะประเทศในเอเชียจะต้องลดการเกินดุลการค้าลงผ่านการลดการส่งออกและเพิ่มการนำเข้าแต่ ณ ขณะนี้ ผมยังไม่เห็นสัญญาณทั้ง 2 ประการข้างต้น ดังนั้น การติดตามการเปลี่ยนแปลงปัจจัยทั้ง 4 ประการนี้ยังคงสามารถบอกทิศทางชะตากรรมเศรษฐกิจโลกได้ดีอยู่
สุรศักดิ์ ธรรมโม เป็นนักเศรษฐศาสตร์ประจำ Siam Intelligence Unit หรือ SIU โดยคอลัมน์ “Political Economy Intelligence by SIU” เป็นคอลัมน์รายสัปดาห์ ที่นำเสนอการวิเคราะห์เศรษฐกิจการเมืองรอบด้าน ตั้งแต่เศรษฐกิจการเมือง ทั้งระดับโลก จนถึงระดับประเทศไทย
Comments
One Response to “ความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก ปี 2553”
Got something to say?






[...] 3 ปัญหาหลักคือ ปัญหาการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจโลก และปัญหามาบตาพุด [...]