Practical Report เปิดฉากตลาดการเงินโลกในปี 2554 ด้วยข่าวดี

โดยสุรศักดิ์ ธรรมโม

ตลาดการเงินโลกในปีนี้เปิดมาด้วยสัญญาณเศรษฐกิจที่ค่อนข้างดีมาก ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิตของสหรัฐและยุโรปนั้นมีสัญญาณการขยายตัว ดังเห็นจากดัชนีภาคการผลิตที่จัดทำโดยสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) ในเดือนธันวาคมขยายตัวที่ระดับ 57 จุด เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤศจิกายนที่ระดับ 56.6 จุด และทำสถิติขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 17 ซึ่งบ่งชี้ว่าภาคการผลิตสหรัฐยังคงอยู่ในระยะฟื้นตัว
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้ปรับเพิ่มการประมาณการ GDP ไตรมาส 3 ปี 2553 เป็นขยายตัว 2.6% ต่อปี เพิ่มขึ้นจากการประมาณการครั้งก่อนที่ระดับ 2.5% ต่อปี

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่า GDP ของสหรัฐจะขยายตัวรวดเร็วขึ้นในไตรมาส 4 และมีแนวโน้มว่าจะขยายตัวต่อเนื่องไปจนถึงปี 2554 หลังจากรัฐบาลสหรัฐตัดสินใจขยายระยะเวลาการลดหย่อนภาษีของผู้มีรายได้ทุกระดับชั้นออกไปอีก 2 ปี พร้อมกับขยายระยะเวลาการให้สวัสดิการแก่ประชาชนที่ว่างงานต่อไปอีก 13 เดือน โดยมาตรการทั้งหมดคาดกันว่าจะมีมูลค่ารวม 8.58 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ในส่วนของยุโรปพบว่า ภาคอุตสาหกรรมของยุโรปเดือนธันวาคมขยายตัวมากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ซึ่งวัดการขยายตัวของภาคการผลิตชี้ว่าภาคการผลิตของยุโรป ในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 57.1 จากระดับ 55.3 ในเดือนก่อนหน้า

ในกรณีของจีนพบว่าดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของจีนที่จัดทำโดย China’s Logistics federation ในเดือนธันวาคมแม้ว่าจะลดลงมาอยู่ที่ 53.9 จากระดับ 55.2 ในเดือนพฤศจิกายน และถ้าไปดูดัชนี PMI ของอีกค่ายที่จัดทำโดย HSBC Holdings Plc และ Markit Economics ให้ผลคล้ายๆกัน คือ ดัชนีลดลงมาอยู่ที่ 54.4 ในเดือนธันวาคม จากระดับ 55.3 ในเดือนพฤศจิกายน แต่การที่ดัชนียังคงยืนเหนือระดับ 50 จุดยังสะท้อนว่าภาคการผลิตของจีนยังอยู่ในเกณฑ์การขยายตัว

ความมั่นใจในกรณีของการฟื้นตัวเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลก ยังดูได้จากการที่สถาบันการเงินชั้นนำของโลก Goldman Sachs ถึงกับออกบทวิเคราะห์ โดยระบุว่าปีนี้ 2554 คือปีที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว (Year of Recovery) และมองว่าปี 2552 คือปีแห่งการเอาตัวรอด (Year of Survival ) และปี 2553 คือปีแห่งความไม่แน่นอน (Year of Doubt) และ Goldman Sachs ยังประเมินว่าเศรษฐกิจสหรัฐในปีนี้และปีหน้าจะขยายตัวที่ 3.4 % และ 3.8 % ตามลำดับ ซึ่งถ้าเป็นไปตามการประเมินของ Goldman Sachs การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในอัตราที่สูงกว่า 2.5 % และสูงกว่า 3.0 % มีความหมายมากเพราะสามารถลดปัญหาการว่างงานและยังดึงเศรษฐกิจเอเชียและประเทศเกิดใหม่ให้ขยายตัวในอัตราที่สูงตาม ( ดู GEW:No:11/01: Year of Recovery, January 5,2011)

อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้เห็นด้วยกับบทวิเคราะห์ของ Goldman Sachs ทั้งหมดและประเมินว่าถ้าเศรษฐกิจสหรัฐและโลกเป็นไปตามที่ Goldman Sachs วิเคราะห์เท่ากับว่า เรายังอยู่ในปัญหาเดิม คือ “เศรษฐกิจโลกยังอยู่ความไม่สมดุล” (Global Imbalance) ซึ่งในโอกาสต่อไป ผมคงจะมาวิเคราะห์เจาะลึกเศรษฐกิจโลกให้มากขึ้นและเสนอปัญหาและความเสี่ยงที่ต้องจับตา

แต่ในท่ามกลางข่าวดีทั้งหมดในสัปดาห์แรกของปีนี้ ผมคิดว่าข่าวรองนายกรัฐมนตรีจีน นายหลี่เคอะเฉียง ผู้นำระดับสูงของจีนและกำลังจะก้าวขึ้นไปเป็นนายกรัฐมนตรีจีนในอนาคต ซึ่งปัจจุบัน อยู่ในระหว่างการเดินทางเยือนสเปนและยุโรป ได้แสดงคำมั่นในการเข้าช่วยเหลือสเปนด้วยการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสเปนและอาจจะรวมถึงการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลประเทศในยุโรปที่มีปัญหาการคลัง

นี่เป็นข่าวดีที่สุด เพราะความเสี่ยงที่แท้จริงของเศรษฐกิจโลกในปีนี้คือ สถานการณ์การคลังและเศรษฐกิจยุโรป โดยเฉพาะสถานการณ์เศรษฐกิจสเปน เพราะถ้าเศรษฐกิจสเปนล้ม เศรษฐกิจยุโรปและเงินยูโรอาจจะพังครืนลงมา และอาจจะดึงเศรษฐกิจโลกให้เข้าสู่ภาวะถดถอยอีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าการเข้าซื้อพันธบัตรของสเปนและประเทศอื่นๆในยุโรปอาจจะมีวาระแฝงของจีนเรื่องการเมือง หลังจากที่ปลายปีที่แล้ว รัฐบาลจีนแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อการให้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพแก่นักโทษการเมืองจีนต่อรัฐบาลหลายประเทศในยุโรปก็ตาม แต่ในแง่เศรษฐกิจแล้ว การเข้าช่วยยุโรปของจีน อีกนัยหนึ่งคือการเข้าช่วยเศรษฐกิจจีนด้วยเช่นกัน เพราะถ้าสเปนล้ม สกุลเงินยูโรพัง และเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอยอีกครั้ง เศรษฐกิจจีนอาจจะไม่แข็งแกร่งพอที่จะฟันฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจระดับโลกถึงสองครั้งในเวลาไม่ถึง 5 ปีอย่างแน่นอน

หมายเหตุ: บทความนี้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ โพสท์ทูเดย์ในวันที่ 7 มกราคม 2554