Practical Report ยิ่งลักษณ์ฯ เยือนกัมพูชา: มุมมองของสื่อต่างชาติ

หลังจากนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้าดำรงตำแหน่งได้ไม่นาน มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อื้ออึงสำหรับประเด็นที่หยิบยกมาเป็นนโยบายหาเสียง จะปฏิบัติได้จริงหรือไม่และใช้ระยะเวลานานเพียงใด ตลอดจนบุคลิกของผู้นำหญิงคนแรกคนใหม่ของไทย ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไป แต่ในด้านการต่างประเทศนั้น เมื่อวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมาจากหมายกำหนดการเพื่อเยือนกัมพูชาที่เรียงตามตัวอักษรของการต่างประเทศไทยในยุคคุณยิ่งลักษณ์ฯ นั้น ถูกจับตามองอย่างยิ่งจากสื่อหลายแขนง

ไล่เรียงมาตั้งแต่ Phnompenh Post ซึ่งเป็นสื่อของกัมพูชา ตามด้วยสื่อดังหลายสถาน อาทิ Voice of America, Huffington Post และ Boomberg Businessweek และ Wall Street Journal (ท่านสามารถคลิกอ่านข้อมูลเพิ่มเติมจาก link ด้านล่าง)

คงไม่ต้องถามว่าทำไมสื่อจึงให้ความสนใจ เพราะทั้งไทยและกัมพูชาต่างมีความขัดแย้ง รุนแรง ถึงขั้นยิงปืนใหญ่ปะทะกันมาจนเป็นเรื่องราวใหญ่โต และถูกจับตามองอยู่พักใหญ่ ถึงขนาดองค์การสหประชาชาติต้องเข้ามาแสดงบทบาทในการพยายามไกล่เกลี่ยผ่านองค์การระดับภูมิภาคเช่น อาเซียน โดยมีประธานอาเซียนอย่าง มาตีร์ นาตาเลกาวา รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซียรับไม้ต่อเพื่อยุติความขัดแย้ง จนเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง บัน คีมูน ยังแสดงท่าทียินดีกับไทยหลังการลงคะแนนเสียงผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

ภาพจาก Friends of The Nation

สื่อ Phnompenh Post รายงานว่า นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร พยายามแสวงหาวิถีทางในการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ในประเด็นของแหล่งสำรองน้ำมัน บริเวณพรมแดนประสาทเขาพระวิหาร รวมทั้งประเด็นการจำคุกของสองคนไทยในกัมพูชา (คุณวีระฯ, คุณราตรีฯ) การรายงานความขัดแย้งของประเด็นดังกล่าวถูกฉายภาพผ่านสื่อและรัฐบาลออกมาจากทั้งสองประเทศ จากข้อเสนอแนะที่ว่า คนไทยทั้ง 2 รายที่ถูกคุมขังอยู่ ทั้งคุณวีระ สมความคิด และคุณราตรี พิพัฒนาไพบูลย์ ควรได้รับการอภัยโทษเมื่อคุณยิ่งลักษณ์ฯ ไปเยือนถึงกัมพูชาแล้ว

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ฐิติมา ฉายแสง กล่าววานนี้ เกี่ยวกับคณะผู้แทนของรัฐบาลไทย แต่ยืนยันว่า ระดับวาระที่หยิบยกมาหารือกันในช่วงการเยือนกัมพูชาเพื่อพบปะกับฮุน เซน อย่างเป็นทางการของคุณยิ่งลักษณ์ฯ นั้น มีวาระสำคัญดังนี้ ประเด็นของน้ำมัน 27,000 ตารางกิโลเมตรในทะเลที่มีการทับซ้อนระหว่างพื้นที่ของกัมพูชาและเขตอ่าวไทย “นี่คือประเด็นร้อนๆ ที่ทางกัมพูชาประกาศและแสดงให้เราเห็นเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาว่าด้วยประเด็นของน้ำมัน” ฐิติมาฯ กล่าว แต่ไม่ได้อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเอกสารใดๆ ทั้งสิ้น

“มีการประชุมอย่างลับๆ ระหว่างรองนายกรัฐมนตรี ซอก อัน กับอดีตรองนายกรัฐมนตรีไทย (สุเทพ เทือกสุบรรณ) ทำให้เราจำเป็นต้องเตรียมตัวสำหรับประเด็นที่เกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อน (Overlapping Claims Area: OCA)”

“ทีมคุณยิ่งลักษณ์ฯ กำลังพิจารณา MoU 2544 กับประเทศเพื่อนบ้านว่าด้วยประเด็นพื้นที่ทับซ้อนที่ถูกยกเลิกในสมัยอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในปี 2552 โดย Phnompenh Post รายงานว่า การยกเลิก MoU ในสมัยคุณอภิสิทธิ์ เกิดขึ้นภายหลังมีการแต่งตั้งขั้วตรงข้ามทางการเมืองอย่างคุณทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ

ยิ่งลักษณ์น่าจะหารือเกี่ยวกับการถอนทหารออกจากเขตปลอดทหาร (demilitarized zone) บริเวณโดยรอบปราสาทเขาพระวิหาร และพิจารณาประเด็นของ 2 คนไทยที่ถูกคุมขังอย่าง คุณวีระ สมความคิด และคุณราตรี พิพัฒนาไพบูลย์ Phnompenh Post ระบุว่าทั้ง 2 เป็นนักชาตินิยมเสื้อเหลือง ถูกตัดสินโทษให้คุมขัง 6 ปี และ 8 ปี เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

โฆษกกระทรวงต่างประเทศกัมพูชา Koy Kuong ปฏิเสธข่าวการปล่อยตัว 2 คนไทยว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีมูลความจริง ขณะที่คุณฐิติมา ฉายแสง กล่าวว่า คุณยิ่งลักษณ์ฯ อาจจะกำลังหาทางล็อบบี้ให้มีการปล่อยตัวคนไทยทั้ง 2 รายได้ แต่ต้องเคารพต่อเขตอำนาจศาลของกัมพูชาด้วย ในส่วนของไทยนั้น ยังมีความกระตือรือร้นที่จะพัฒนาพื้นที่บริเวณปราสาทเขาพระวิหาร และอาจจะผลักดันให้มีการถอนทหารออกจากเขตปลอดทหาร (DMZ) ที่ใกล้ตัวปราสาท เพื่อจะทำความตกลงกับฝ่ายสังเกตการณ์ของชาติสมาชิกอาเซียนที่จะสามารถดำเนินกระบวนการอย่างสันติต่อไป

อย่างไรก็ตาม ก่อนการเยือนของคุณยิ่งลักษณ์นั้น Phnompenh Post ระบุว่า ทหารไทยพยายามจะข้ามรั้วลวดหนามบริเวณปราสาทตาเมือน บริเวณจังหวัดอุดรมีชัย ใกล้กับพรมแดนไทย-กัมพูชา ขณะที่ พลโท May Mao รองผู้บัญชาการกองพลน้อยทหารราบที่ 41 บริเวณปราสาทตาเมือน กล่าววานนี้ว่าสถานการณ์ดังกล่าวยังไม่ได้มีการยิงปะทะกัน “ทหารไทยตัดสินใจที่จะไม่ข้ามรั้วลวดหนามมา หลังจากที่ทหารกัมพูชาป้องกันแนวรั้วอยู่ สถานการณ์ด้านการทหารจึงกลับเข้าสู่ภาวะปรกติ” ขณะที่ฝ่ายไทยปฏิเสธว่าไม่มีสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น

ภาพจาก Daylife

ทางด้าน Voice of America ระบุว่า นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ฯ เยือนกัมพูชาครั้งแรกเพื่อปรับดุลความสัมพันธ์ใหม่ ระดับความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาตกต่ำถึงขีดสุดในช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ ความขัดแย้งบานปลายจากสงครามน้ำลายและขยายตัวจนเกิดการปะทะกันทางทหารทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 28 คน จนนำไปสู่การพยายามเป็นตัวกลางเพื่อไกล่เกลี่ยปัญหาให้มีการหยุดยิงของประธานอาเซียน

จนนำไปสู่การออกมาตรการคุ้มครองของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศให้ถอนทหารออกจากบริเวณเขาพระวิหารที่เกิดเหตุขัดแย้ง ในด้านความสัมพันธ์ทวิภาคี รัฐมนตรีกระทรวงข่าวสาร Khieu Kanharith ระบุ “ประการแรก เมื่อเราต้องหารือกันในเรื่องของพรมแดน นายกรัฐมนตรีฮุน เซน กล่าวว่า การตัดสินใจของเราจะเป็นไปตามศาลโลก และจะยังรักษาบทบาทประธานอาเซียนด้วย”

สำหรับประเด็นด้านธุรกิจ ไทยจะส่งกลุ่มนักธุรกิจไปยังกัมพูชาเพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุนมากขึ้น หลังจากการค้าของทั้ง 2 ประเทศนิ่งมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ประเด็น 2 คนไทยที่ถูกจับกุม ทางกัมพูชายังคงย้ำให้เป็นไปตามกระบวนการของศาลเช่นเดิม ประเด็นสำคัญของ VOA คือ ทั้ง 2 ประเทศจะร่วมแบ่งสันปันส่วนน้ำมันและก๊าซธรรมชาติบนพื้นที่ทับซ้อนในอาณาเขต 27,000 กิโลเมตรบริเวณอ่าวไทยอย่างไร

ภาพจาก Daylife

ส่วน Huffingtonpost รายงานว่า ผู้นำทั้ง 2 ฝ่ายระหว่างไทยและกัมพูชามีความเห็นพ้องที่จะถอนทหารบริเวณปราสาทเขาพระวิหารเพื่อลดความตึงเครียดระหว่างกัน โดยรัฐมนตรีต่างประเทศ ฮอร์ นัมฮง ระบุว่า นายกรัฐมนตรีไทย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ฮุน เซน ได้ทำความตกลงเมื่อบ่ายวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา ณ กรุงพนมเปญ ฮอร์ นัมฮง กล่าวว่านี่เป็นสัญญาณแห่งการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ถือเป็นย่างก้าวสำคัญระหว่างทั้ง 2 ประเทศ

ความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ฝ่ายตึงเครียดมาตั้งแต่กรกฎาคม 2008 ที่มีการปะทะกันมาตลอด ขณะที่มีประชาชนเสียชีวิต ทั้ง 2 ฝ่ายต่างโทษกันไปมาว่าอีกฝ่ายเป็นผู้จุดชนวนให้เกิดความขัดแย้ง

ขณะที่ Bloomberg ระบุว่า การเยือนกัมพูชาของคุณยิ่งลักษณ์ฯ จะทำให้ความสัมพันธ์ดียิ่งขึ้นหลังปะทะกันจนเป็นเหตุให้คนเสียชีวิตกว่า 20 รายและนำไปสู่การแทรกแซงขององค์การสหประชาชาติ อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนที่ผ่านมา กัมพูชาได้พูดคุยอย่างเป็นทางการกับคุณยิ่งลักษณ์ฯ เพื่อหาทางร่วมกันพัฒนาบริเวณอ่าวไทย ที่มีบริษัทเชฟรอน, บริษัท รอยัล ดัทช์ เชลล์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเหมืองแร่ขนาดใหญ่ บีเอชพี บิลลิตัน ที่มีสิทธิสำรวจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในบริเวณดังกล่าว

“บรรยากาศระหว่างประเทศทั้ง 2 เริ่มเข้าสู่สันติ และเริ่มมีการร่วมพัฒนาเพื่อผลประโยชน์แก่ทั้ง 2 ประเทศ” โฆษกรัฐบาลกัมพูชา ไพ สีพัน กล่าววานนี้ทางโทรศัพท์ “ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาในช่วงของรัฐบาลอภิสิทธิ์ฯ และรัฐบาลยิ่งลักษณ์ฯ แตกต่างกันอย่างชัดเจน เพราะอภิสิทธิ์มองว่ากัมพูชาเป็นลูกไล่ของไทย (Cambodia as a second-class nation) เสมอ”

การเยือนนายกรัฐมนตรีไทย ยิ่งลักษณ์หารือข้อราชการกับ สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และเดินทางเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี ณ พระราชวังเขมรินทร์ ทั้งนี้ ข้อมูลทางสถิติของอาเซียน ระบุว่าไทยมีขนาดทางเศรษฐกิจใหญ่กว่ากัมพูชาถึง 26 เท่า หรือมูลค่า 2.64 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

ภาพจาก Daylife

The Wall Street Journal ให้ความเห็นถึงการเยือนกัมพูชาของคุณยิ่งลักษณ์ฯ ว่า จะเป็นการดำเนินความสัมพันธ์ที่มีความราบรื่นมากขึ้น หลังเหตุปะทะกันเมื่อต้นปีที่ผ่านมา การลดความตึงเครียดไม่น่าจะเป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะอย่างน้อยนายกรัฐมนตรีฮุน เซน กับพี่ชายของคุณยิ่งลักษณ์ฯ หรืออดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ก็มีความสัมพันธ์ที่อบอุ่น จนโฆษกรัฐบาลระบุว่า คุณทักษิณฯ เป็นเสมือนเพื่อนแท้ของเขา

พื้นที่ทับซ้อนขนาด 27,000 ตารางกิโลเมตรของทั้ง 2 ประเทศ ขัดขวางผลประโยชน์บริษัทพลังงานจากต่างประเทศทั้ง บริษัท Conoco Phillips และ BHP Billiton โดยบริษัทเชฟรอน ระบุว่า “เป็นพื้นที่ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในการสำรวจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของโลก” ซึ่งเป็นข่าวหลุดจากเคเบิลของวิกิลีกส์ที่มาจากสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำกรุงพนมเปญ และได้วิเคราะห์ว่า พื้นที่ดังกล่าว มีทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมหาศาล ควรค่าแก่การลงทุนในกัมพูชา เพื่อสร้างผลประโยชน์ในการจัดสรรรายได้ก้อนโตของรัฐบาลต่อไป

ที่มา:

Phnompenhpost, Voice of AmericaHuffingtonpostBloomberg Businessweek และ The Wall Street Journal

  • Sosad

    “มีการประชุมอย่างลับๆ ระหว่างรองนายกรัฐมนตรี ซอก อัน กับอดีตรองนายกรัฐมนตรีไทย (สุเทพ เทือกสุบรรณ) ทำให้เราจำเป็นต้องเตรียมตัวสำหรับประเด็นที่เกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อน (Overlapping Claims Area: OCA)”