Practical Report ไทยควรจะก้าวต่อไปอย่างไร? หลังจากที่ธนาคารโลกจัดอันดับให้ไทยเป็นชนชั้นกลางระดับบน

รายงานจากธนาคารโลก เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2554 ธนาคารโลก ได้มีการพิจารณาปรับระดับรายได้คนไทยโดยประเมินจากรายได้ประชาชาติ หรือ GNI โดยประเทศไทยมีรายได้ที่จัดอยู่ในเกณฑ์ชนชั้นกลางระดับบนคือผู้ที่มีรายได้ระหว่าง 3,976 -12,275 เหรียญสหรัฐ ต่อปี ซึ่งตามข้อมูลขณะนี้ประเทศไทยมีรายได้ประชาชาติเฉลี่ย 4,210 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี

แต่ก็ยังมีข้อแนะนำจากนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ให้ความเห็นต่อกรณีนี้ว่า การปรับอันดับให้กับประเทศไทยนั้นเป็นการยอมรับในความสามารถทางเศรษฐกิจของไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดย GNI ของไทยเพิ่มขึ้น 2 เท่า ขณะที่ความยากจนลดลงอย่างเห็นได้ชัด และแสดงความเห็นว่าประเทศไทยมีการจัดการกับเศรษฐกิจมหภาคอย่างระมัดระวัง มีระบบการคลังที่เข้มแข็งและรัดกุมและมีหนี้สาธารณะและอัตราเงินเฟ้อในระดับต่ำ ตลอดทศรรษที่ผ่านมา และยังมีความสามารถดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาลงทุนภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง

ธนาคารโลก จัดอันดับไทยเป็นประเทศชนชั้นกลางระดับบน

ธนาคารโลก จัดอันดับไทยเป็นประเทศชนชั้นกลางระดับบน

ดร.กิริฎา มีความเห็นว่า ประเทศไทยสามารถดำเนินกิจการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในอัตราที่ดี มีความหลากหลายทางการผลิต ซึ่งถือว่าเป็นความสำเร็จของประเทศไทย แต่ก็ยังคงมีความเป็นห่วงในเรื่องของความเหลื่อมล้ำซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในประเทศไทย และไทยต้องไม่ติดกับดัก โดยต้องไม่พึ่งพิงภาคอุตสาหกรรมมากจนเกินไป ต้องให้ความสำคัญกับภาคอื่นๆอย่างภาคเกษตรและภาคบริการด้วย ทั้งนี้การศึกษาและทักษะที่สูงขึ้นของแรงงานรวมไปถึงความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และการแข่งขันก็เป็นสิ่งจำเป็น

 

ดร.กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารโลก

ดร.กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารโลก

SIU มีความเห็นว่าปัจจัยที่ท้าทายประเทศไทยหลังจากนี้ 3 ประการก็คือ ประเด็นแรก คือ เราจะลดความเหลื่อมล้ำภายในประเทศได้อย่างไร เพราะถึงแม้มีรายได้เฉลี่ยรวมสูงขึ้นแต่ก็ยังกระจุกตัว ซึ่งปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำด้านอื่นๆ เช่น ความเหลื่อมล้ำทางการเมือง และความเหลื่อมล้ำด้านอำนาจ ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาตามมาอีกหลายประการ น่าจับตานโยบายการปรับค่าแรงของรัฐบาลเพื่อไทยว่าจะส่งผลกระทบในแง่บวกกับประเด็นนี้หรือไม่

ประเด็นที่สองคือ การมองภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังติดอยู่ในกรอบเฉพาะภายในประเทศไทย ไทยควรหันมามองภาพรวมเศรษฐกิจระดับภูมิภาคอาเซียน เมื่อถึงปี 2015 ตลาดของไทยจะใหญ่ขึ้นหลายเท่าตัวซึ่งจะเกิดทั้งผลดีและความท้าทายใหม่ๆ การพัฒนาศักยภาพของคนไทยเพื่อให้พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงและการวางรากฐานโครงสร้างต่างๆ จะสามารถช่วยให้ไทยรักษาความสามารถในการแข่งขันได้อย่างไม่เสียเปรียบ

และประเด็นสุดท้ายคือ อัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น หลังจากดัชนีราคาสินค้ามีแนวโน้มที่สูงขึ้น รวมถึงสินค้านำเข้าอย่าง น้ำมันและทองคำไทยควรจะส่งเสริมตลาดภายในควบคู่ไปกับการรักษาระดับการส่งออก ซึ่งรัฐบาลเพื่อไทยที่สืบทอดมรดกทางความคิดของพรรคไทยรักไทยเดิม ควรจะนำนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยมีข้อแนะนำให้เจาะตลาดประเทศร่ำรวยใหม่อย่าง ประเทศโลกอาหรับ จีน รัสเซีย และอินเดีย เพื่อรักษาสมดุลกับเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาที่กำลังถดถอยด้วย

ข้อมูลจาก : Worldbank