Practical Report มะเร็งปอดคร่าชีวิตคอลัมนิสต์ ′ไมเคิล ไรท์′ ฝรั่งหัวใจไทย

“ไมเคิล ไรท์” ฝรั่ง หัวใจไทย นักคิด- นักเขียนหนังสือด้านประวัติศาสตร์ไทย ประจำนิตยสารศิลปวัฒนธรรมและมติชนสุดสัปดาห์ เสียชีวิตแล้วด้วยโรคมะเร็งปอดอย่างสงบที่โรงพยาบาลกรุงเทพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 7 มกราคม นายไมเคิล ไรท์ นักคิด นักเขียน คอลัมนิสต์ชื่อดัง ซึ่งเขียนคอลัมภ์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย และลงนิตยสารศิลปวัฒนธรรม เครือบริษัทมติชน จำกัด (มหาชน) เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอด อย่างสงบที่โรงพยาบาลกรุงเทพ รวมอายุ 68 ปี

สำหรับพิธีศพนั้น รดน้ำศพ เวลา 16.30 น. วันที่ 8 มกราคม 2551 ณ ศาล 3 วันเสมียนนารี ประชานิเวศน์ 1 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม. สวดพระอภิธรรม วันที่ 8 -12 มกราคม เวลา 19.00 น. ฌาปนกิจ วันอังคารที่ 13 มกราคม เวลา 15.00 น.

“ไมเคิล ไรท์” (Michael wright) หรือ ที่รู้จักกันดีในนาม ไมค์ มีชื่อไทยว่า นายเมฆ มณีวาจา เกิดเมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ.2483 ที่เมืองเซาแธมตัน ทางตอนใต้ของประเทศอังกฤษ จบการศึกษาที่ St.Michaels College ,Hitchin ,Herts,U.K. โดยเขาเดินทางเข้ามาอยู่ประเทศไทยตั้งแต่ปี ค.ศ. 1961 (พ.ศ.2504) และสนใจเรียนภาษาไทย วัฒนธรรมไทยและโบราณคดี โดยอาศัยการศึกษางานประพันธ์ของอาจารย์ อนุมานราชธน, ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช และหนังสือ สารสมเด็จ

สุจิตต์ วงษ์เทศ ผู้ก่อตั้งศิลปวัฒนธรรม ได้เขียนถึง ไมเคิล ไรท์ ลงในคำนำเสนอ หนังสือ “ฝรั่งคลั่งสยาม นามไมเคิล ไรท์” ว่า ตนและไมเคิล ไรท์ รู้จักและสนิทสนมกันจากการที่นัดถกกันเรื่องแคว้นสุโขทัยและศิลาจารึก ที่ร้านเหล้าริมถนนราชดำเนินเป็นประจำ ต่อมาจึงได้ชวนไมเคิล ไรท์ ให้มาเป็นหนึ่งในผู้เขียนคอลัมภ์ลงนิตยสารศิลปวัฒนธรรมฉบับปฐมฤกษ์ ซึ่งออกเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2522 โดย ไมเคิลไรท์ ได้เขียนบทความเรื่องส้วม เป็นบทความแรกในงานเขียนของเขา ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ไมเคิล ไรท์ ก็กลายเป็นคอลัมนิสต์ประจำนิตยสารศิลปวัฒนธรรม มาจนถึงปัจจุบัน และมีงานเขียนลงในมติชนสุดสัปดาห์ตั้งแต่ปี พ.ศ.2543

สุจิตต์ เล่าถึงประวัติของไมเคิล ไรท์ ในคำนำหนังสือดังกล่าวต่อว่า ไมเคิล ไรท์ เป็นชาวอังกฤษที่ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย เพระไม่ชอบห้องเรียน แล้วหนีออกจากบ้านตามประสาลูกฝรั่งวัยรุ่น ร่อนเร่ไปรับจ้างทำงานอยู่ลังกา จนเข้ามาเผชิญโชคในกรุงเทพฯ ท้ายที่สุดก็ได้งานเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายแปลเอกสารที่ธนาคารกรุงเทพ เมื่อพ.ศ.2513 ปัจจุบันเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านต่างประเทศ อยู่ประจำศูนย์สังคีตศิลป์ ธนาคารกรุงเทพ สาขาผ่านฟ้า นั่งทำงานห้องเดียวกับเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

สำหรับไมเคิล ไรท์ เป็นชาวอังกฤษที่สนใจในเรื่องประวัติศาสตร์สังคมวัฒธรรมสยามประเทศไทย ด้วยความที่เขาเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือมาก จึงมักมีข้อมูลใหม่ๆ มาเสนอ หรือความคิดเห็นกับข้อสังเกตที่น่าสนใจต่อวงวิชาการด้านประวัติศาสตร์สังคมวัฒธรรมอยู่เสมอ บางคราวสามารถเชื่อมโยงหลักฐานทางประวัติศาสตร์เพื่อให้เห็นภาพพรวมของประวัติศาสตร์อุษาคเนย์ให้เห็น แล้วนำผ่านคอลัมภ์ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรมและมติชนสุดสัปดาห์ ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากผู้อ่านเป็นจำนวนมาก ไม่ใช่แต่เฉพาะวิธีการคิดเท่านั้น แต่รวมไปถึงวิธีการเขียนที่มีใจความกระชับและสอดแทรกอารมณ์ขันได้อย่างแนบเนียน

ผลงานของไมเคิลไรท์ที่ผ่านมาทั้งหมด มีดังนี้ ฝรั่งคลั่งสยาม พ.ศ.2541,ฝรั่งอุษาคเนย์ พ.ศ.2542,ตะวันตกวิกฤติ คริสต์ศาสนา พ.ศ.2542,โองการแช่งน้ำ พ.ศ.2543,ฝรั่งหลังตะวันตก พ.ศ.2547,พระพิฆเนศ พ.ศ.2548,แผนที่แผนทาง พ.ศ.2548,ไมเคิล ไรท์ มองโลก พ.ศ.2549,โลกนี้มีอนาคตหรือ? พ.ศ.2550,ฝรั่งคลั่งผี พ.ศ.2550,ฝรั่งหายคลั่งหรือยัง พ.ศ.2551 นอกจากนี้ยังมีผลงานอื่นๆ อีกมาก และ มีบทความลงในหนังสือพิมพ์ The Nation ตั้งแต่ พ.ศ.2538 บทความภาษาอังกฤษต่างๆ ในวารสารสยามสมาคม

ไมเคิล ไรท์ ได้รับการยกย่องจากมูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป ให้เป็นผู้มีอุปการคุณต่อวงการไทยคดีศึกษา นอกจากนี้ ยังเป็นบุคคลผู้ได้รับการยอกย่องเชิดชูเกียรติเป็นผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่นโดยกระทรวงวัฒนธรรมอีกด้วย

ที่มา : มติชนออนไลน์
…………………………..

หมายเหตุ

ทาง SIU ขอแสดงความเสียใจด้วยครับ
ผมเคยอ่านงานของท่าน อย่างชื่นชมหลงใหล
จะถูกจะผิดอีกเรื่องหนึ่ง แต่ท่านเป็นคน “กล้า”
กล้าที่จะเปิดมุมมองใหม่ กล้าที่จะคิดต่าง

ผมเคยเขียนชื่นชมหนังสือท่านไว้ในบทความนี้

http://www.siamintelligence.com/sublime-of-the-elite-3/

เมื่อวานได้ข่าวนี้จากพี่ปรเมศวร์
“ใจหายว๊าบ” เลยครับ

เมืองไทยช่วงนี้เศร้าสร้อยหดหู่จริงๆ

แต่ผมเชื่อมั่นว่า “สิ่งดีๆ” จะกลับมาโดยไว

  • สุรศักดิ์ SIU

    ขอไว้อาลัยได้คน

  • http://bact.blogspot.com/ bact’

    RIP
    เป็นหนึ่งในคอลัมนิสต์ที่ผมชอบมาก ๆ เลย

    เปิดมติชนสุดมา ก็อ่าน ประชา ก่อน
    ตามด้วย นิธิ ไมเคิล หมอประเสริฐ …

    แต่ชั่วโมงนี้มาแรงที่สุด ต้อง ‘คำ ผกา’

    … ในทวิตเตอร์มีแต่คนถามถึงอีนังแมวโมหิณี

  • เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

    นึกว่าจะไม่แวะเข้ามาทักทายซะแล้ว

    เจอ “อาท” อย่างบังเอิญมากๆ
    ด้วยห้วงเหตุการณ์หลายอย่างที่ซ้อนทับกัน

    เราคุยกันเรื่องวรรณกรรมโนเบล
    นักเขียนในยุคสงครามโลก
    ความยากง่ายของการเขียนเรื่องสั้นและนิยาย
    ฯลฯ

    นอกจากนี้ ผมยังได้บอกถึงความไม่มีเวลาว่างของผมที่จะเขียน “เรื่องสั้น” ไปประกวดใน “จุดประกายวรรณกรรม” ทั้งที่พึ่งคิดพลิอตเรื่องเด็ดๆได้ แต่ผมกลับไม่รีบฉวยจังหวะนั้น รังสรรค์มันออกมา ตอนนี้คิดจะทำก็อาจจะสายเกินไปแล้ว

    ระหว่างกลับบ้าน ผมคิดทบทวนจากเรื่องที่คุย

    และในจังหวะที่ผม “ปล่อยวาง” เพราะความเหนื่อยอ่อน

    ได้เกิดภาวะ “พลันคิดได้”

    ผมตื่นเต้นมาก มันเป็นการค้นพบ “ศิลปะการเขียน” ที่ยิ่งใหญ่
    ที่ผมค้นหามานาน

    เคยอ่านบทวิจารณ์เกี่ยวกับ Proust ยอดนักเขียนฝรั่งเศส

    เขาก็พลันคิดได้ถึงการเขียนเรื่องดีๆสักเรื่อง
    ขณะกำลัง “ลิ้มรส” ขนมเค้กจุ่มชาไลม์

    Proust ค้นพบ “ศิลปะ” การประพันธ์ของตนเอง
    การเชื่อมร้อยประสบการณ์ทั้งหมดเข้าด้วยกันอย่างงดงาม

    ไม่จำเป็นต้องเขียนเรื่องราวของวีรบุรุษ เราสามารถนำเรื่องในชีวิตประจำวันมาทำให้มีศิลปะได้

    ผมอยากจะเลียนแบบแนวทางนี้ แต่ก็ทำไม่ได้สักที เพราะไม่เข้าใจมันอย่างแท้จริง

    จนกระทั่งเมื่อวานนี้
    ผมสามารถเข้าใจมันได้ และพอจะสัมผัสถึงวิธีการใช้

    พอกลับบ้าน ผมมานั่งทบทวนศิลปะนี้อีกที
    กลับค้นพบความสอดคล้องอย่างพอดีกับทฤษฏีการสร้างสรรค์ดนตรีของ
    Beethoven ที่กล่าวไว้ในเรื่อง Copying the Beethoven

    “ไม่ใช่จุดสิ้นสุด ไม่มีจุดเริ่มต้น เป็นเพียงการเลื่อนไหล”
    “ไม่ใช่การใช้ แต่เป็นการเติบโต ท่อนแรกกลายเป็นท่อนที่สอง แนวคิดใดตายไปก็เกิดแนวคิดใหม่”
    “ในงานของเธอ เธอหมกมุ่นอยู่แต่กับโครงสร้าง การเลือกรูปแบบที่ถูกต้อง เธอต้องฟังสิ่งที่มันผุดอยู่ในใจ จงฟังเสียงดนตรีภายในใจ”

    มันเป็นทฤษฏีที่สวยหรู ทว่าใช้จริงได้ยาก แต่ Beethoven ได้ทำให้มันสมบูรณ์พร้อมด้วย Symphony 9

    ผมเคยคิดว่าเข้าใจ แต่แท้จริงแล้วไม่เข้าใจ เพราะยังประยุกต์ใช้ไม่ได้

    แต่เมื่อวานนี้ ทุกสิ่งได้เปลี่ยนไป ผมมองเห็นหนทางในการประยุกต์ใช้
    โดยไม่ตั้งใจ ไม่ใช่โดยความคิด แต่เป็นความรู้สึก

    ทั้งหมดนี้ต้องขอขอบคุณ
    “อาท นิ้ว และมาร์ค” ที่ช่วยทำให้ผมค้นพบความจริงนี้

    ส่วนจะรังสรรค์เป็น “เรื่องสั้น” หรือ “นิยาย” ออกมาได้หรือไม่ ต้องติดตามต่อไป

    หากทว่า อย่างน้อย ความฝันของผมที่จะเป็นนักเขียนยิ่งใหญ่นั้น ยังไม่หมดสิ้นไปเสียทีเดียว
    หลังจากยอมแพ้เพื่อเปลี่ยนแนวมาเป็นนักเขียน How to มา 2 ปีแล้ว

    ปล. อาท แอบกระซิบผม ระหว่างคุยว่า “แฟน” เว็บไซต์ SIU นั้น มีคนน่าสนใจเยอะมาก แต่ละคนมีความรู้ไม่ธรรมดา ผมแอบคิดในใจว่า “ใช่แล้ว นี่ยังแค่ที่โพสต์ตอบยังน่าสนใจขนาดนี้ แล้ว มังกรซ่อนกลาย ที่แอบอ่านเว็บของเรา แต่ยังไม่เผยแสดงตัวนั้น จะยิ่งใหญ่ขนาดไหน”

    อย่าลืมติดตามผลงานของผมนะครับ ที่รักทุกคน

  • Tentty

    วันนั้นตื่นมาเปิดเวปมติชน เจอข่าวนี้ ก็ตกใจเหมือนกันครับ เหมือนเพิ่งเจอแกอยู่หลัดๆ (ที่จริงก็นานโขอยู่) มานั่งทบทวนเรื่องแก ก็นึกเสียใจ(นิดนึง)ที่เมื่อก่อนชอบไปบ่นแกกับพวกพี่ที่มติชนว่า แกเป็นฝรั่งขี้บ่น..ฮ่าๆ แต่ถึงบ่น ก็ยังอ่านงานแกต่อเนื่องนะเออ

    ยินดีด้วยครับพี่ เจอแนวทางการเขียนเรื่องสั้นของตัวเองแล้ว ..

    ตอนแรกก็คิดจะส่งจุดประกายเหมือนกัน แต่ไอ่ที่เขียนๆไว้ก็เป็นภาษาปะกิตซะนี่ จะให้มาวางโครงเรื่องใหม่ก็ไม่ไหว งานมันรัดตัวเหลือเกิน..(อันที่จริงก็ขี้เกียจด้วยแหละ)

  • big

    วันอาทิตย์ลองไปใช้สูตรใหม่ดูแล้ว รู้สึกว่าได้ผลดีทีเดียว
    แต่สรุปแล้ว คงทำไม่ทัน แม้จะมี “วิธีการวิเศษ” แต่ก็ยังต้องใช้ความพยายาม
    เช่นเดียวกับ พรูสต์ ก็ต้องใช้เวลาเขียน 15 ปีทีเดียว

    แต่ผมก็รู้สึกปลื้มปิติมาก ที่เข้าใจ “วรรณกรรมและศิลปะ” มากขึ้น

    มันเป็นเรื่องของ “วิธีการเขียน/วาด/แสดง” มากกว่าเนื้อหา

    หากทว่า ผมถนัดใช้จินตนาการในเรื่องเนื้อหา มากกว่ารูปแบบ ดังนั้น จึงเป็นนักเขียนวรรณกรรมได้ยาก

    แต่หากร่ำรวยและมีเวลาว่างมากพอ อาจได้อ่านงานวรรณกรรมดีๆจากปลายปากกาของผม อิอิ

    ขอบคุณ Tentty มากครับ ที่ให้กำลังใจ

  • http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=tentty Tentty

    เขียนให้ได้แบบ Proust แต่อย่ามีชีวิตอย่าง Proust เลยนะครับ (ต้องตายก่อน ถึงจะมีคนรู้จัก ฮ่าๆ)

    พูดถึง Proust ปีใหม่ปีนี้ มีเพื่อนจากแดนไกล คงทนฟังผมบ่นไม่ไหว จัดการส่งของขวัญมาHNY มาเป็น in search of lost time Boxset 6 เล่ม พร้อมกับ reader’s guide ให้มาอ่านกันงง เออใช่..มี paintings in proust อีกเล่มนึงด้วย..อิอิ (ชาตินี้ไม่รู้จะอ่านจบเลยรึป่าวครับ)

  • เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

    โห เจ๋งครับ ยินดีด้วยครับ
    เคยอ่านงานวิจารณ์พรูสต์ของ อาจารย์ นพพร หรือเปล่าครับ สุดยอดมากๆ

  • สุวรรณี

    ว้าว จะรออีกนานมั๊ย เนียะ ขอเป็นกำลังใจให้ดีกว่า จะซื้ออ่านเป็นคนแรก เล้ย ไม่ต้องยาวนักนะ คุณเจริญชัย เล่มเดียวจบ (ตังค์น้อย) ขอ ตัวหนั้งสือตัวใหญ่ ๆ หน่อย ……..

  • เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

    นิยายเขียนยากครับ
    แต่สำหรับ หนังสือแนว How to วางแผนจะออกเดือนกุมภานี้
    ไม่รู้ทำทันหรือเปล่า อิอิ ตอนนี้ทำงานตัวเป็นขนเลยครับ 555

  • สุวรรณี

    สงสัย โลโก้ ของ SIU มีความหมายว่าอย่างไร เป็นสัญาลักษณ์ ชื่อว่าอะไร มีที่มาอย่างไร ทำไม ถึงได้ ใช้ แบบนี้ ดูสวย และ มีเอกสักษณ์ของ เวป ดี น่าจะเป็น อักษร กรีก, เป็นสระ ของภาษาอาหรับด้วย คล้าย ๆ …………….

  • isriya

    ตอบคุณสุวรรณี

    ไม่มีความหมายอะไรเป็นพิเศษครับ อาจจะมองเป็นตัว S ก็พอได้ เพราะเป็นชื่อต้นของ SIU แล้วก็พยายามดัดให้เป็นลายไทยสมัยใหม่เล็กน้อย

    ส่วนเรื่องสีนั้นซินแสของเราจัดให้ และดีไซเนอร์ของเราก็เก่งด้วยครับ

  • http://www.imenn.com iMenn

    ตอบคุณ isriya

    “ดีไซเนอร์ของเราเก่ง” กระผมถือว่าคุณมาร์คชมตัวเองละกันนะครับ เพราะคุณมาร์คเป็นคน Sketch มาให้กระผม กระผมแค่วาดตามนะขอรับ :)

    คำว่า Intelligence หมายถึงหน่วยข่าวกรอง แต่เมื่อชื่อขึ้นต้นด้วย Siam มันจึงมีลักษณะบางประการที่พิเศษขึ้น โดยท่านซินแสได้ให้เกียรติวิเคราะห์ธาตุต่างๆ ในโลโก้ให้ ผมขอคัดที่สรุปมาว่า

    อธิบายความเชื่อมโยงของ 5 ธาตุตามหลักฮวงจุ้ยได้ดังนี้
    ธาตุทอง ก่อเกิด –> ธาตุน้ำ ก่อเกิด –> ธาตุไม้ ก่อเกิด –> ธาตุไฟ
    ความกล้าหาญ ก่อให้เกิดปํญญาที่พึงพาและเชื่อถือได้ เพราะยึดหลักวิชาการ

    หากสนใจเรื่องธาตุต่างๆ ต้องรบกวนทีมงานตัวจริงมาอธิบายแล้วล่ะครับ :)