โดย กานดา นาคน้อย
เมื่อกำลังจัดทำจดหมายข่าวฉบับนี้ ดิฉันเกิดคำถามขึ้นมาว่าควรจะอภิปรายเกี่ยวกับวิกฤตการเมืองไทยดีหรือไม่ วิกฤตครั้งนี้เป็นเรื่องการเมืองและไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับเป้าหมายของ OTEFA ทว่าความขัดแย้งครั้งนี้ได้ลิดรอนความเป็นมนุษย์และความมีเหตุมีผลทางเศรษฐศาสตร์อย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน ยอดผู้เสียชีวิต 90 คน บาดเจ็บ 2000 คน และความสูญเสียทางเศรษฐกิจ 2.5 % ของ GDP ซึ่งถือว่ามีผลกระทบสูงมาก ดังนั้น ดิฉันจึงตัดสินใจที่จะเขียนเกี่ยวกับวิกฤตครั้งนี้ ยิ่งกว่านั้น บทความนี้ยังเป็นคำตอบของดิฉันต่อคำถามของเพื่อนๆในหลากหลายวงการอีกด้วย
“ความไม่ปรกติ” ที่นำไปสู่วิกฤตการเมืองไทย
ในความเห็นของดิฉัน ประเทศไทยได้มีปัญหาหมักหมมที่รอคอยเวลาระเบิดมานานแล้ว เศรษฐกิจมหภาคคือ สาเหตุที่แท้จริงของวิกฤตการเมืองที่ยืดเยื้อในหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาเชิงมหภาคนี้ได้ทำให้การกระจายรายได้ย่ำแย่ลงและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างโดยวิกฤตค่าเงินบาทในปี 2540
ประการแรก คือ ปัญหาเรื่องการกระจายรายได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ในประเทศไทย แต่ไม่เคยมีครั้งใดที่มวลชนออกมาประท้วงมากมายขนาดนี้ สาเหตุก็คือ ปัญหาการกระจายรายได้ที่ยิ่งนานวันก็ยิ่งย่ำแย่ลง ทั้งที่ประเทศไทยมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมาตลอด 4 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยหากประเมินจากสัมประสิทธิ์จีนีของรายได้ในครัวเรือนจะพบว่า 40 ปีที่แล้ว รายได้ของคนไทยมีความเท่าเทียมกันมากกว่ามาเลเซียและฟิลิปปินส์ แต่ในวันนี้การกระจายรายได้ของไทยกลับเลวร้ายกว่า แม้ว่าในช่วงรัฐบาลทักษิณสมัยแรกจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นก็ตาม โดยเมื่อประเมินแยกตามภูมิภาคแล้ว ภาคเหนือและภาคอีสานจะมีแนวโน้มการกระจายรายได้ที่แย่กว่าภาคอื่น ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจว่าทั้งเหนือและอีสานจะกลายเป็นผู้สนับสนุนสำคัญให้กับพรรคการเมืองของอดีตนายกทักษิณ
ประการต่อมา ปัญหาวิกฤตค่าเงินบาทในปี 2540 ได้เปลี่ยนโครงสร้างตลาดของหลายอุตสาหกรรม เมื่อบริษัทเก่าล้มละลายหรือมีปัญหาทางการเงิน ก็จะมีบริษัทใหม่เติบโตขึ้นมาเป็นคู่แข่ง กลุ่มบริษัทของอดีตนายกทักษิณและเพื่อนๆก็จะกลายเป็นผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมและสื่อมวลชน การแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้ไม่เพียงแต่สร้างความร่ำรวยให้ผู้ประกอบการใหม่ แต่ว่ายังช่วยลดต้นทุนในการเข้าถึงข้อมูลของผู้บริโภคอีกด้วย ดังนั้น ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในชนบทจึงยิ่งตระหนักถึงปัญหาความไม่เท่าเทียมกัน ยิ่งกว่านั้น ต้นทุนที่ต่ำลงของการสื่อสารผ่านโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตได้กระตุ้นความไม่พอใจของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งให้เกิดการจัดตั้งรวมตัวกันได้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม
นอกจากนี้ ปัญหาค่าเงินบาทได้ถูกประเมินว่าเกิดจากการบริหารงานที่ผิดพลาดโดยเทคโนแครต ด้วยเหตุนี้ปัญหาค่าเงินบาทได้ปูทางไปสู่การปฏิรูปและแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เมื่อรัฐบาลทักษิณผลักดันการปฏิรูปและการแปรรูปอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2543 ก็ได้เพิ่มความไม่พอใจให้กับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ในที่สุดคนกลุ่มนี้ก็ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการต่อต้านรัฐบาลทักษิณ โดยร่วมมือกับเจ้าพ่อสื่อรายใหญ่ซึ่งประสบปัญหาทางธุรกิจในช่วงวิกฤตค่าเงินบาท ความขัดแย้งอย่างต่อเนื่องระหว่างการต่อต้านปฏิรูปของเหล่าข้าราชการและกลุ่มที่สนับสนุนการปฏิรูปได้นำไปสู่การลุกขึ้นสู้ของประชาชนหลายจังหวัดในช่วงเดือนที่ผ่านมานี้
โดยสรุปแล้ว วิกฤตค่าเงินบาทได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ซึ่งทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญปัญหาความไม่เท่าเทียมกันทางรายได้ เพื่อแก้ไขปัญหานี้ รัฐบาลอภิสิทธิ์จึงได้เสนอให้มีการปฏิรูประบบภาษีโดยเริ่มต้นด้วยภาษีทรัพย์สินและภาษีที่ดินแบบก้าวหน้า อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องจับตาดูต่อไปว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์จะจริงจังกับการปฏิรูปนี้หรือไม่
หมายเหตุ บทความนี้แปลมาจาก OTEFA Newsletter ประจำเดือนมิถุนายน หน้า 3-4
