Practical Report Yin Yang Work Life

ดร. ภุชงค์ อุทโยภาส : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

เมื่อหลายวันก่อนจับกลุ่มคุยกับเพื่อนๆ มีคนถามว่า หลักการของหยินและหยาง ในการทำงานนั้นเป็นอย่างไร ผมกลับมานอนคิดที่บ้าน รู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องน่าสนใจมาก ขอดึงความคิดจากประสบการณ์มาอธิบายบ้าง

ก่อนอื่น หยิน หยาง คืออะไร?

หยินและหยางมาจากความเชื่อจีนว่าในธรรมชาติจะเกิดสมดุลย์จากพลังสองสิ่งที่ตรงข้ามกัน หยาง คือ ความร้อน แสงสว่าง กลางวัน ส่วนหยิน คือ ความเย็น ความมืด กลางคืน ผมว่าทุกคนมีหยินและหยางในตัว

ในแง่การทำงานแล้ว

หยาง คือ ความกระฉับกระเฉง พลัง ความร้อนแรง อารมณ์อยากชนะ ความมุ่งมั่น บุกตลุย

หยิน คือ ความเยือกเย็นในการทำงาน ความไต่ตรอง ความอดกลั้น

ตอนเราอายุน้อยๆ เรามักจะติดใช้หยางมาก ทำอะไรก็มุ่งมั่นมาก ร้อนแรง ทำให้การทำงานถึงวแม้จะรวดเร็ว ได้ผล แต่กระทบกระทั่งกับคนทั่วไปหมด อยากชนะ อยากมี อยากได้ อยากสำเร็จ ไม่ได้จิตใจก็ร้อนรนเผาผลาญ

ผมเองเป็นคนแสวงหาทางชีวิตตลอด พออายุถึง 40 ก็เริ่มพบหนทางใหม่ เริ่มเปลี่ยนการทำงานจากไฟ หรือ หยาง ให้กลายเป็นน้ำ หรือ หยิน ผมพบว่าการทำงาน ด้วยความไตร่ตรอง วางแผน อดทนรอจังหวะ รักษาน้ำใจคน ทำให้ทำงานกับคนหมู่มากได้ราบรื่น และทำให้ตัวเองมีจิตสงบ เบา ทำงานได้ดีขึ้น คนก็อยากทำงานกับเรา

อีกสิ่งที่พบ คือ หยางเป็นแรงจูงใจผลักดันให้เรารุดหน้า หยินเป็นความนิ่ง อยู่กับที่ เบาสบาย
แต่ หยางมากไป ก็จะระราน ร้อนรน หยินมากไปก็จะเชื่องช้า เฉื่อยชา

ทำอย่างไรจึงจะมุ่งมั่นไปข้างหน้า แต่นิ่งเฉยเยือกเย็น อดกลั้น
ทำอย่างไรจึงรวดเร็ว แต่รอบคอบไตร่ตรอง
ทำอย่างไรจึงเข้มแข็งแต่ไม่แข็งกระด้าง
ทำอย่างไรจึงอ่อนโยนโดยมิใช่อ่อนแอ
ทำอย่างไรจึงสงบนิ่ง แต่เคลื่อนไหว

หัวใจ คือ ต้องสร้างสมดุลย์แห่งพลังสองอย่างให้ตัวเองให้ได้ครับ

ฝึกอยู่หลายปีก็เริ่มทำได้มากขึ้นแล้วครับ ชีวิตผมเย็นลง สงบ มีความเมตตากับคนรอบข้าง หากถามเคล็ดลับนะครับ ผมว่าสำคัญ คือ สองอย่าง อย่างแรก คือ จิตเราต้องเปลี่ยนเข้าใจว่าทำอย่างนี้แล้วดี จากนั้นมีสติ ครับ ยึดหลักการแล้วปรับแก้ไปเรื่อย แล้วจะทำได้ จิตที่ดีคือจิตที่ผ่านการฝึกฝนมาครับ ผมเองมองว่า คนเราต้องแสวงหาทางปรับปรุงตนให้ดีขึ้นสม่ำเสมอตลอดชีวิต ทำให้ชีวิตเย็น

น้องๆ หลายคนที่ผมคุยจะไม่เชื่อครับ ว่าการทำงานแบบน้ำที่ดูเหมือนช้าจะได้ผล เรื่องบางเรื่องต้องเห็นรู้ด้วยใจตนครับ

ตอนนี้ผมเองเริ่มเห็นขั้นถัดไปลางๆแล้วครับ กำลังจับเคล็ด วิถีแห่งความว่าง อยู่ครับ

  • ฟ้าหลังฝน

    สงสัย ผมคงอายุมากขึ้นเหมือนกันครับ เลยอ่านแล้วค่อนข้างอิน
    อย่างไรก็ตาม ผมขอแสดงความเห็นเพิ่มเติม พอเป็นกระสาย

    1.ในปีนี้ ผมเริ่มค้นพบว่า หลายสิ่งที่เราพยายามแล้วไม่สำเร็จ ส่วนหนึ่งเพราะเวลาในตอนนั้นไม่เหมาะสม ถ้าเราฝืนทำไป อาจสำเร็จได้ แต่เสียทรัพยากรไปมาก แต่เมื่อเราปล่อยให้เวลาผ่านไปสักพัก จนถึงจังหวะเหมาะสม เรากลับทำได้โดยง่ายดาย
    อันนี้ อาจดูเหมือนมองหลังเหตุการณ์ แต่เนื่องจาก ผมเริ่มไม่ค่อยฝืน หากทำสิ่งใดไม่สำเร็จ ผมจะคอยจังหวะกลับเข้ามา จนในที่สุดก็พบทางออก

    2. เดิมผมเป็นคนธาตุหยินอยู่แล้ว ยิ่งมาตอนหลังยิ่งกลายเป็นหยินหนักมือขึ้น แต่กระนั้นก็ตาม ผมค้นพบว่า มันไม่สำคัญว่า ควรเป็นหยินมาก หรือหยางมาก แต่สำคัญที่ว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ และเรื่องนั้น ต้องใช้สัดส่วนหยินหยางเท่าไร
    ดังนั้น ผมจึงค้นพบว่า บางครั้ง ผมก้เป็นหยางมากขึ้น ในบางเรื่องราว แต่ในบางเรื่องราวก็กลับเป็นหยินมากขึ้น
    พยายามหาจุดลงตัวอยู่ครับ และเริ่มเข้าใจว่า ไม่ควรตีความว่า หยินดีกว่าหยาง หรือหยางดีกว่าหยิน ควรใช้ให้เหมาะสมมากกว่า โดยเฉพาะกับเรื่องราวที่กระทำ

    ผมรู้สึกว่า การที่ผมหยินมากไป บางครั้งก็ทำให้เกียจคร้าน และพลังชีวิตลดลง

    3. ผมเห็นด้วยเลยครับว่า บางครั้งการทำงานแบบน้ำ กลับได้ผลดีกว่า เพราะโลกนี้ไม่เป็นเส้นตรง บางครั้งทำน้อยกลับได้มาก ทำมากกลับได้น้อย (แต่ไม่ทำเลยคือ เกียจคร้าน)

    ผมอยากมองเห็นวิถี เพื่อค้นพบว่า เราควรจะใช้หยินในจุดไหน ใช้หยางในจุดใด เพื่อให้ได้ผลสูงสุด ทั้งในระดับส่วนตัว ระดับสังคม และระดับจักรวาล

    ขอบคุณ อาจารย์ ภุชงค์ ที่มาให้ข้อคิดดีๆกับพวกเรานะครับ

  • กานต์

    ครบรอบ 1 ปี SIU, สรุปบทเรียน และก้าวเดินไปข้างหน้า, เรียนเชิญทุกท่านให้ความเห็นด้วยครับ http://www.siamintelligence.com/smf/index.php?topic=12.0

  • http://g41act.multiply.com Ink

    ขอบคุณครับอาจารย์ สำหรับคำสั่งสอนดีๆ เช่นนี้ ผมตั้งใจไว้ว่าจะดำเนินตามแนวทางของอาจารย์เหมือนกันครับ ไม่อยาก Aggressive เกินไป และไม่อยากเฉื่อยเกินไป แต่ยังทำไม่ได้ครับ ยังต้องปรับปรุงอีกต่อไป :)