Practical Report การผงาดของเงินหยวนและสงครามเงินตราน้ำมัน (Yuan Internationalization and Petro Currency War)

โดย เบ๊นซ์ สุดตา

วิกฤตการเงินโลกที่เพิ่งผ่านพ้นไปในช่วงปี 2007-2008 ต่อด้วยวิกฤตหนี้สาธารณะที่ปะทุขึ้นในยุโรปนับแต่ปี 2010 และมีแนวโน้มบานปลายไปสู่ประเทศญี่ปุ่น สหรัฐฯ และอังกฤษนั้นได้ส่งผลให้เกิดการตั้งคำถามและการปรับกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ต่อระบบการเงินโลกในปัจจุบันที่เรียกร้องให้มีการจัดสรรและปรับโครงสร้างการทำงานของระบบเสียใหม่ให้มีความยุติธรรมและสอดคล้องกับความเป็นจริงด้วย เพื่อลดความเสี่ยงจากการที่ประเทศเจ้าของเงินตราสกุลหลักโดยเฉพาะสหรัฐฯประสบปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัวมหาศาลและมีการใช้นโยบายการเงินและการคลังที่ส่งผลต่อเสถียรภาพของค่าเงินดอลลาร์และระบบการเงินโดยรวมทั้งหมด

ปี 2010 ถือได้ว่าก้าวย่างสำคัญในการเริ่มกระบวนการปรับโครงสร้างและถ่ายโอนอำนาจในระบบเศรษฐกิจและการเงินได้เกิดขึ้นแล้วก็ว่าได้ โดยปี 2010 เป็นปีที่จีนก้าวขึ้นมาเป็นเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลกอย่างเป็นทางการ แทนที่ญี่ปุ่นซึ่งครองตำแหน่งเบอร์ 2 มาหลายทศวรรษ ขณะเดียวกันปี 2010 จีนได้มีการดันสารพัดมาตรการเพื่อ “ดันเงินหยวนสู่เวทีโลก” หรือที่เรียกกันว่านโยบาย “Yuan Internationalization” (สังเกตไม่ใช้คำว่า Globalization) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบมากกว่า 1 ทศวรรษที่มีมหาอำนาจโลกขั้วอื่นพยายามท้าทายชิงบัลลังก์มหาอำนาจการเงินโลกจากเงินดอลลาร์นับแต่การเกิดขึ้นของเงินยูโรนับแต่ปี 1999 เป็นต้นมา แต่วิกฤตหนี้สาธารณะในเขตเงินยูโรที่ปะทุที่กรีซจนลุกลามไปทั่วประเทศชายขอบยูโรและค่อยๆเกาะกินฐานะการเงินของประเทศแกนกลางอย่างเยอรมนีนั้น เป็นการพิสูจน์ชัดแล้วว่า เงินยูโรไม่ใช่คู่แข่งที่จะชิงตำแหน่งเบอร์ 1 แข่งกับเงินดอลลาร์ได้ ขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาจากโครงสร้างทุนสำรองโลกก็ยิ่งชี้ชัดว่า การเกิดขึ้นของเงินยูโรนั้นไม่ได้ทำให้สถานะของเงินดอลลาร์ในระบบทุนสำรองทั่วโลกสั่นคลอนมากเท่าใดนัก

Currency Composition of Foreign Exchange Reserves 1999-2004 (%) , Source: Currency Composition of Foreign Reserves (COFER) Database, IMF

 

Currency Composition of Foreign Exchange Reserves 2005-2010 (%), Source: Currency Composition of Foreign Reserves (COFER) Database, IMF

จุดที่น่าสังเกตก็คือ แม้ว่าดอลลาร์จะค่อยๆลดความสำคัญลงนับแต่เงินยูโรเกิดขึ้นมาและจากปัญหาที่เงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าต่อเนื่องหลังหมดสมัยประธานาธิบดีคลินตัน แต่เงินยูโรเองกลับไม่สามารถทะยานขึ้นมาเป็นตัวเลือกที่ท้าทายเงินดอลลาร์ได้อย่างสำคัญ เห็นได้ชัดจากการที่สัดส่วนของเงินยูโรในโครงสร้างทุนสำรองโลกไม่กระเตื้องมากมายนักในรอบ 5-8 ปีที่ผ่านมา แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ สัดส่วนของทุนสำรองที่ถูกจัดสรรลงไปในเงินสกุลอื่นๆนั้นสูงขึ้นอย่างชัดเจนและรวดเร็วมาก และจุดนี้เองก็เป็นจุดที่เงินหยวนของจีนมีโอกาสที่จะค่อยๆแทรกเข้ามาในรอยปริแตกของระบบการเงินโลกที่เต็มไปด้วยความไม่สมดุลนานัปการ

ปี 2010 จีนตอกย้ำความพร้อมของนโยบาย Yuan Internalization ด้วยการยกเลิกการตรึงเงินหยวนกับดอลลาร์และค่อยๆปล่อยให้แข็งค่าเรื่อยมา และนับแต่การปล่อยให้เงินหยวนเคลื่อนไหวภายใต้การจัดการของทางการนั้น จีนได้ออกสารพัดมาตรการขึ้นมาเพื่อหาช่องทางให้เงินหยวนค่อยๆมีพื้นที่โลดแล่นในเวทีเศรษฐกิจและการเงินโลก โดยทุกอย่างยังคงทำภายใต้หลักของการระมัดระวังและควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งมาตรการในภาพรวมของจีนนั้นมีการค่อยวางรากฐานให้เงินหยวนเข้าไปมีบทบาทในองคาพยพต่างๆทางเศรษฐกิจและการเงินทั้งมาตรการในตลาดทุน ภาคการธนาคาร การบริหารความเสี่ยง ธนาคารกลาง และการค้า

ภาพนี้ใช้สัญญาอนุญาตสิทธิ์แบบ CC ที่มา - http://www.flickr.com/photos/mr_laser/4442407961/sizes/z/in/photostream/

สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ แม้จีนต้องการให้เงินหยวนมีบทบาทสำคัญในเวทีโลกในอนาคตเช่นเดียวกับเงินดอลลาร์หรือเงินยูโร แต่วิธีการที่จีนเลือกใช้ในการผลักดันเงินหยวนนั้นมีลักษณะที่เป็น “ภูมิภาคนิยม” (Regionalism) มากกว่า ทั้งนี้เนื่องจากในความเป็นจริงๆนั้นนอกจากอิทธิพลในทางการค้าและทรัพยากรทางการเงินแล้ว อำนาจสำคัญอย่างความมั่นคงของจีนนั้นอยู่ในขอบเขตที่จำกัดวงมากเฉพาะในบริบทด้านภูมิรัฐศาสตร์ภายในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งการที่เงินสกุลใดสกุลหนึ่งจะเป็นที่ยอมรับในวงกว้างได้นั้น นอกจากจะมีปัจจัยทางเศรษฐกิจรองรับแล้ว ประเทศที่เป็นเจ้าของสกุลเงินนั้นต้องมีอำนาจทางการทหารหนุนหลังด้วย แบบที่อังกฤษเคยมีในสมัยจักรวรรดินิยมหรือสหรัฐฯในปัจจุบัน ทั้งนี้ยุทธศาสตร์ด้านเงินหยวนของจีนนั้นสามารถแบ่งได้เป็น 2 ส่วนหลักๆดังนี้

ยุทธศาสตร์ฝั่งตะวันออก โดยยุทธศาสตร์ในฝั่งตะวันออกของจีนนั้นมีฮ่องกงเป็นศูนย์กลางหลักเนื่องจากมีระบบการเงินและโครงสร้างสถาบันในระดับโลกรองรับไว้อย่างชัดเจน ฮ่องกงถือว่าเป็นประตูด้านการเงินและเศรษฐกิจที่สำคัญประตูหนึ่งของเอเชียและของโลก ดังนั้นฮ่องกงจะถูกใช้เป็นประตูการเงินเพื่อเชื่อมต่อเงินหยวนกับศูนย์กลางเศรษฐกิจและการเงินแห่งอื่นๆของโลกโดยเฉพาะกับเอเชีย และจะทำหน้าที่ในลักษณะคล้ายๆลอนดอนนั่นคือ เป็นศูนย์กลางของตลาด “ยูโรหยวน” (Euroyuan) นั่นคือ ฮ่องกงจะเป็นศูนย์กลางด้าน Offshore Yuan Business เพื่อสร้างฐานของตลาดทุนและตลาดเงินนอกแผ่นดินจีนสำหรับให้ต่างชาติระดมทุน รวมถึงการวางระบบการค้าเงินหยวนกับเงินตราต่างประเทศด้วย

สำหรับนโยบายในการขยายระบบการซื้อขายเงินหยวนในขอบเขตที่กว้างไปกว่าฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ซึ่งจะมีการเชื่อมโยงกับศูนย์กลางการเงินอื่นๆของโลกนั้นจีนใช้วิธีการหลัก 2 วิธีในการขยายระบบการซื้อขายเงินหยวนใน 2 แนวทางด้วยกันได้แก่ การประกาศขยายสกุลเงินที่สามารถซื้อขายกับหยวนได้อย่างเป็นทางการ และการลงนามในสัญญาสวอปเงินหยวนกับเงินสกุลท้องถิ่น

Eligible Currencies Allowed to Traded Against Chinese Yuan, Source: Reuters

Summary of China's Bilateral Currency Swap Agreement Between PBOC and Other Central banks, Source: Reuters

ขณะที่บทบาทของเซี่ยงไฮ้นั้นจะเน้นไปที่การพัฒนาตลาดการเงินควบคู่ไปกับฮ่องกงเพื่อรองรับกระแสทุนจากต่างชาติอีกต่อหนึ่ง ไมได้เน้นการพัฒนาเพื่อให้มีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอกอย่างเต็มตัว ทั้งนี้บทบาทที่เซี่ยงไฮ้น่าจะเล่นเป็นหลักก็คือ การเป็นเสาหลักของระบบตลาดทุนในประเทศที่ต้องมีความก้าวหน้าเพื่อรองรับบทบาทในอนาคตที่เซี่ยงไฮ้จะต้องรองรับทุนต่างประเทศมหาศาลที่ต้องการถือสินทรัพย์ในรูปเงินหยวนในระยะยาวมากขึ้น โดยเฉพาะเงินจากธนาคารกลางที่จะค่อยๆโยกทุนสำรองเข้าสู่เงินหยวนมากขึ้นตามจังหวะการเปิดระบบการเงินของจีนและตลาดสินทรัพย์ที่จะมีความใหญ่โตและหลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดพันธบัตรรัฐบาลจีนในสกุลหยวน ซึ่งขณะนี้มาเลเซียกลายเป็นชาติแรกที่เข้ามาลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลจีนแล้ว และประเทศอื่นๆอย่างไทย ฮ่องกง เกาหลีใต้ และคาซัคสถานก็แสดงความสนใจในการโยกทุนสำรองเข้ามาซื้อสินทรัพย์หยวนเช่นกัน

ยุทธศาสตร์ฝั่งตะวันตก ขณะที่ฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ถูกใช้เป็นประตูสู่การค้าและการเงินสำหรับเงินหยวนโดยเฉพาะในฝั่งเอเชีย ศูนย์กลางของเงินหยวนในฝั่งตะวันตกนั้นกลับอยู่ในพื้นที่ที่ดูจะมีความเจริญน้อยกว่าศูนย์กลางการเงินและการค้าในฝั่งตะวันออกมากนั่นคือ เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ (Xinjiang Uygur Autonomous Region) ทั้งนี้ซินเจียงถือเป็นหนึ่งใน 20 มณฑลและมหานครที่ทางการจีนอนุญาตให้มีการใช้เงินหยวนชำระค่าสินค้าระหว่างประเทศได้ (Yuan Cross-Border Trade Settlement Scheme) ขณะเดียวกันทางการจีนเองก็มีแนวโน้มที่จะขยายโครงการนี้ให้มีผลบังคับใช้ทั่วประเทศ ซึ่งจะทำให้วิสาหกิจจีนทั้งภาครัฐและเอกชนนับหมื่นนับแสนแห่งทั่วประเทศสามารถใช้เงินหยวนทำการค้าระหว่างประเทศได้ด้วย

แม้ซินเจียงจะไม่มีธุรกิจด้านการเงินระดับโลกแบบฝั่งตะวันออกแต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ซินเจียงกลับกลายเป็นที่แรกที่ทางการจีนเริ่มให้มีการทดลองใช้เงินหยวนเป็นสื่อกลางด้านการลงทุนผ่านแดนหรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ให้หยวนเป็นสื่อกลางของ FDI (Foreign Direct Investment) นั่นเอง ทั้งนี้เนื่องจากภูมิรัฐศาสตร์ในภาคตะวันตกของจีนนั้นเปิดกว้างต่อโลกาภิวัตน์ทางการเงินน้อยมาก ไม่มีกิจกรรมการเก็งกำไรทางการเงินและก็เป็นการยากที่จะใช้พื้นที่ภาคตะวันตกเพื่อการหลบหลีกการลักลอบเก็งกำไรเงินหยวนด้วยเนื่องจากความไม่สะดวกต่างๆนานาในการเงินและการคมนาคม ซึ่งนั่นเท่ากับว่าจีนมีการแง้มช่องให้กับการผ่อนคลายบัญชีทุนซึ่งถูกควบคุมอย่างหนักไปบ้างแล้วในทางปฏิบัติ

และประโยชน์ที่ได้จากมาตรการนี้อีกอย่างก็คือ ซินเจียงมีความน่าดึงดูดในเชิงเศรษฐกิจไม่น้อยสำหรับธุรกิจจีนทั้งภาครัฐและเอกชนในการใช้ฐานของซินเจียงเป็นประตูด่านแรกในการกรุยทางเข้าสู่ทางสายไหมบนเอเชียกลาง เพราะการใช้เงินหยวนที่ทำได้ทั้งเป็นสื่อกลางในการค้าและการลงทุนตั้งธุรกิจในแถบนี้ย่อมมีต้นทุนที่ถูกกว่าการใช้เงินสกุลอื่นโดยเฉพาะเงินดอลลาร์ ซึ่งก็มีปัญหาความผันผวนสูงและยังมีแนวโน้มอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินสกุลท้องถิ่นของภูมิภาคโดยเฉพาะเงินเตงก์ (Tenge) ของคาซัคสถานด้วย ทั้งนี้สิ่งที่น่าสนใจก็คือ คาซัคสถานซึ่งถือเป็นประเทศเอเชียกลางที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดมีนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนคล้ายๆจีนคือ การให้ค่าเงินเคลื่อนไหวได้ในช่วงที่กำหนด หรือ Trading Band ซึ่งจะออกแนวกึ่งๆการใช้ระบบค่าเงินคงที่ไปด้วย

ปัจจัยที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะทำให้ยุทธศาสตร์ภูมิภาคนิยมของเงินหยวนทางภาคตะวันตกสำเร็จไปด้วยก็คือ การใช้ประโยชน์จากสถาบันอย่าง องค์การความร่วมมือแห่งเซี่ยงไฮ้ หรือ SCO (Shanghai Cooperation Organization) ที่เป็นองค์การด้านความมั่นคงและได้ขยายความร่วมมือไปยังด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และวัฒนธรรมด้วยในปัจจุบัน โดยในการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2010 ซึ่งเป็นการประชุมระดับนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 9 ที่ประเทศทาจิกิสถาน นายกรัฐมนตรีเวิน เจียเป่าของจีนได้มีข้อเสนอในการขยายความร่วมมือระยะยาว 6 ข้อในบรรดาชาติสมาชิก SCO ในแถบเอเชียกลางทั้ง  6 ชาติซึ่งมีจีน รัสเซีย คาซัคสถาน คีร์กิซสถาน ทาจิกิสถาน และอุซเบกิสถาน โดยข้อเสนอทั้ง 6 ข้อนั้นข้อหนึ่งที่น่าสนใจและสำคัญต่ออนาคตของเงินหยวนก็คือ การส่งเสริมการใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการชำระค่าสินค้าระหว่างกันในหมู่ชาติสมาชิก

ทั้งหมดนี้คือภาพรวมในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ของยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเงินหยวนสู่เวทีโลกของจีนซึ่งมีการใช้เครื่องมือหลายๆอย่างประกอบกันไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจและการเงิน และการใช้เครื่องมือด้านความมั่นคงให้เหมาะสมกับข้อจำกัดในแต่ละส่วน แต่สิ่งที่น่าสนใจมากที่สุดอีกประการนั้นก็คือ หากมองยุทธศาสตร์ทั้งด้านตะวันออกและตะวันตกอย่างเชื่อมโยงกันแล้วนั้นก็จะเห็นแนวโน้มที่น่าสนใจอีกประการซึ่งถือเป็นผลลัพธ์ของพลวัตเงินหยวนที่ถูกขับเคลื่อนโดยยุทธศาสตร์ทั้ง 2 นี้

เมื่อจับจิ๊กซอว์ของการที่จีนเปิดให้มีการซื้อขายเงินหยวนกับเงินรูเบิ้ลของรัสเซีย (ซึ่งต่างจากสกุลอื่นๆตรงที่มีการซื้อขายทั้งที่เซี่ยงไฮ้และมอสโคว์ด้วยกัน) ต่อเข้ากับหมากยุทธศาสตร์เงินหยวน การพัฒนาและความมั่นคงในซินเจียง และความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างจีนและประเทศรัสเซียและคาซัคสถานที่แน่นแฟ้นนั้นก็จะสามารถประกอบเป็นภาพของ “เปโตรหยวน” (Petroyuan) ออกมาได้อย่างลงตัว โดยโครงสร้างด้านการคมนาคม การค้าและพลังงาน การเงิน และความมั่นคง ที่จีนมีปฏิสัมพันธ์กับรัสเซียและเอเชียกลางจะเป็นตัวสนับสนุนให้เปโตรหยวนเกิดขึ้นและปักธงในภูมิภาคนี้เป็นทีแรก

และเมื่อผ่าดูโครงสร้างระบบเปโตรดอลลาร์ทั่วโลกจะพบว่ามีความน่าสนใจอยู่ประการหนึ่งก็คือ เงินเปโตรดอลลาร์ที่มาจากการค้าน้ำมันนั้นไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในมือชาติอาหรับในกลุ่ม GCC เป็นหลัก ซึ่งกลุ่ม GCC 6 ชาติได้แก่ ซาอุดิอาระเบีย UAE คูเวต กาตาร์ โอมาน และบาห์เรนนั้นล้วนมีนโยบายด้านการต่างประเทศที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯอย่างชัดเจน อีกทั้งกลุ่ม GCC ยังมีนโยบายการเงินที่ยังคงตรึงค่าเงินคงที่ไว้กับดอลลาร์อย่างใกล้ชิด (ยกเว้นคูเวตที่เลิกระบบนี้ในปี 2007 และหันไปใช้ระบบตะกร้าเงินแทน)

ข้อมูลจากของ McKinsey Global Institute ในเดือนกรกฎาคม 2009 ที่รายงานถึงสถานการณ์ล่าสุดของทุน Petrodollar ระบุว่า เงินเปโตรดอลลาร์ทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 4.99 ล้านล้านดอลลาร์ ณ สิ้นปี 2008 โดยอยู่ในมืออาหรับ 2.09-2.10 ล้านล้านดอลลาร์ นอร์เวย์ 860,000 ล้านดอลลาร์, รัสเซียและผู้ส่งออกน้ำมันรายอื่นประมาณ 2.03-2.04 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งประเทศอื่นๆนั้นล้วนกระจายอยู่ในประเทศเกิดใหม่ทั่วโลก โดยรัสเซียที่เดียวก็คุมกระแสเงินเปโตรดอลลาร์ทั่วโลกมากกว่า 1.1 ล้านดอลลาร์แล้ว อีกทั้งคาซัคสถานและประเทศในเอเชียกลางก็ล้วนอยู่ในอิทธิพลของทั้ง 2 ประเทศในทางความมั่นคงทั้งในด้านของที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และข้อตกลงด้านความมั่นคงภายใต้กรอบของ SCO (Shanghai Cooperation Organization) ดังนั้นหากจีนและรัสเซียสามารถพาเงินหยวนปักธงได้แน่นในรัสเซียและเอเชียกลางได้แล้ว ก็เชื่อได้ว่าจะเกิดการปักธงของเปโตรหยวนในผู้ส่งออกน้ำมันนอกชาติอาหรับกลุ่ม GCC  ในอนาคตด้วย

และนั่นย่อมหมายความว่า พลวัตด้านนโยบายเงินหยวนและความมั่นคงของจีนที่มีทิศทางตามที่กล่าวมาข้างต้นนั้นย่อมก่อให้เกิดสงครามใหม่ที่มีความซับซ้อนกว่าสิ่งที่เรียกว่า “สงครามเงินตราระหว่างประเทศ (International Currency War)” นั่นคือ “Petro Currency War” หรือ “สงครามเงินตราน้ำมัน” ซึ่งจะเป็นการขับเคี่ยวที่ซับซ้อนกว่าสงครามเงินตราแบบทั่วๆไปมาก ซี่งมักจำกัดวงอยู่ที่การต่อสู้ด้านนโยบายการเงินและการขับเคี่ยวกันในตลาดเงินโลก (Global Currency Market) เพราะสงครามเงินตราน้ำมันนั้นจะมีมิติด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการแย่งชิงพื้นที่ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์มาเกี่ยวข้อง ทั้งนี้จีนสามารถชิงพื้นที่ด้านการเริ่มให้หยวนเป็นสกุลเงินตราในการค้าน้ำมันได้ง่ายๆกับรัสเซียและคาซัคสถาน โดยอาศัยความสัมพันธ์ในเชิงของ “ทุนนิยมโดยรัฐ” (State Capitalism) เข้าช่วย ซึ่งในปัจจุบันด้วยกรอบข้อตกลงต่างๆและการเชื่อมโยงด้านการขนส่งและการค้าย่อมเอื้อให้เริ่มมีการชำระค่าน้ำมันบางส่วนเป็นเงินหยวนได้ เพราะในตอนนี้เงินหยวนสามารถใช้ค้าขายกับสินค้าต่างๆได้แทบทุกอย่างแล้วในปัจจุบัน

นี่ถือเป็นสงครามการเงินที่สำคัญมากต่อสถานะของเงินดอลลาร์และสหรัฐฯในเวทีโลกเพราะต้องไม่ลืมว่า การที่น้ำมันขายเป็นดอลลาร์นั้นมีส่วนช่วยอย่างมากในการเป็นแหล่งอุปสงค์ที่มีต่อเงินดอลลาร์ซึ่งจะช่วยพยุงค่าเงินดอลลาร์และราคาสินทรัพย์ของสหรัฐฯเอาไว้ และยังส่งผลสำคัญต่อโครงสร้างการไหลเวียนของเงินทุนโลก นอกจากนั้นแล้วนั่นยังเป็นการสร้างหลักประกันว่า สหรัฐฯจะมีความสามารถในการเข้าถึงน้ำมันได้ง่ายหากยังจ่ายในรูปเงินดอลลาร์ อีกทั้งการมีเปโตรดอลลาร์ยังเป็นทางเลือกหนึ่งในการระดมทรัพยากรทางการเงินของสหรัฐฯในการสนับสนุนด้านงบประมาณต่างๆโดยเฉพาะด้านความมั่นคง เป็นการป้องกันไม่ให้สหรัฐฯเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ (Default) อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือในการถ่วงดุลไม่ให้จีนและรัสเซียใช้อาวุธทางการเงินคือ ทุนสำรองมหาศาลและการเป็นเจ้าหนี้สหรัฐฯ มาขู่หรือบีบบังคับให้สหรัฐฯยอมจำนนหรือจำกัดทางเลือกทางนโยบายได้

การเคลื่อนจากสงครามเงินตราระหว่างประเทศสู่สงครามเงินตราน้ำมันจึงเป็นแนวโน้มที่มีความเป็นไปได้และจะมีส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางและพลวัตทางเศรษฐกิจ การเงิน และภูมิรัฐศาสตร์โลกในอนาคต ซึ่งจะได้เห็นการขับเคี่ยวกันหนักระหว่างสหรัฐฯซึ่งต้องการพิทักษ์ระบบเปโตรดอลลาร์เอาไว้และจีนซึ่งต้องการดันเงินหยวนสู่เวทีโลกและสร้างอิทธิพลรอบๆบ้านตัวเอง และผลลัพธ์ใดๆที่เกิดจากสงครามนี้จะมีส่วนสำคัญในการกำหนดโครงสร้างของระบบโลกในอนาคตต่อไป