โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ : Siam Intelligence Unit
ในคราวที่แล้วผมได้พูดถึงการแสวงหาความหมายชีวิตในภาพใหญ่ และเหตุผลที่ควรสร้างเป็นธุรกิจไปแล้ว มาคราวนี้จะลงรายละเอียดในเชิงปฏิบัติการทั้งในส่วนของปัจเจก และการประยุกต์ใช้ในทางธุรกิจ เพื่อให้ความฝันของมวลชนจำนวนมาก ซึ่งไม่ได้มีความสามารถและเวลา เหมือนปัจเจกชนบางท่านจะได้มีที่พึ่งพาช่วยเหลือ
และผมขออุทิศรายการวันนี้ ให้กับ รศ.ดร. ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ของผม ซึ่งท่านไม่เพียงมอบความรู้เศรษฐศาสตร์การเมืองที่ล้ำลึกกว่าในกากตำราหนังสือทั่วไปแล้ว ท่านยังเน้นย้ำเสมอถึงการประยุกต์ใช้พุทธศาสนามาเป็นหลักในการต่อสู้ฝ่าฟัน พัฒนาสังคม การประยุกต์ใช้ของท่านนั้นเป็นแง่มุมที่พิสดาร เหมือนเป็นวิชาการแขนงหนึ่ง ไม่ใช่การบำเพ็ญเพียรเพื่อการหลุดพ้น ที่สำคัญ ท่านประยุกต์อย่างโดดเด่นยิ่ง ไม่เหมือนปราชญ์ในเมืองไทยบางท่าน ที่ประยุกต์ใช้อย่างน่ามืดตามัว เป็นเพียงคำเทศนาพร่ำบ่นที่ไร้สาระ ทั้งที่ตนเองไม่เคยปฏิบัติตามที่พูดแม้แต่เพียงครึ่งข้อ
ปรกติผมก็มักประยุกต์ใช้ในแง่มุมพิสดารอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่กล้าใช้มาก ยิ่งไม่กล้าเผยแพร่ต่อสาธารณชน เพราะกลัวถูกหาว่าเป็นมารนอกรีต แต่เมื่อเห็นอาจารย์เป็นตัวอย่าง ผมจึงมีความมั่นใจในแนวทาง แต่ต้องขอบอกไว้ก่อนว่า การประยุกต์ใช้ของอาจารย์แม้จะค่อนข้างแปลกจากนักวิชาการทั่วไป แต่ก็ยังอยู่ในแนวทางสายตรง แต่สำหรับของผมนั้น ออกจะค่อนข้างยึดไปในแนวของมหายาน จึงออกจะเพี้ยนๆสักนิด แต่ก็หวังว่าท่านผู้ฟังจะยินดีรับฟัง เพราะเท่าที่ผ่านมา ท่านคงเห็นความแปลกแหวกแนวของผมจนเคยชินแล้ว
1. ค้นหาสิ่งที่รัก ค้นหาตัวเอง ต้องฝึกฝนการคิด แสวงหาความรู้ เพื่อทำให้จิตใจเปิดกว้าง เราควรสัมผัสเรื่องราวและการทำงานด้วยความรู้สึก มากกว่าตรรกะและเหตุผล หากเราไม่ยอมทุ่มเทคุณค่าให้งานที่ทดลองทำ เราจะพลาดนาทีสำคัญของชีวิต ซึ่งความรู้สึกอันแรงกล้าบ่งบอกว่า นี่คือ งานแห่งความรัก งานแห่งการสร้างสรรค์ ไม่มีใครสามารถบ่งบอกแทนเรา ต้องค้นหาด้วยตัวเอง แต่เมื่อพบมันแล้ว เราจะรู้ทันทีว่าพบแล้ว ถ้าหากเราเข้าทดลองด้วยจิตใจแห่งการแสวงหาอันเปิดกว้าง ไม่จำกัดตัวเองด้วยตรรกะและธรรมเนียมประเพณีอันรกรุงรัง
2. เชื่อว่าแนวทางที่ตนเองทำนั้นยิ่งใหญ่ หรือปรับประยุกต์ให้งานที่รักนั้นมีคุณค่า การหมกมุ่นกับสิ่งที่รักมากเกินไป จนกลายเป็นความหลงใหลนั้น แทนที่จะเป็นการส่งเสริม กับกลายเป็นความจำกัดและความหลงผิดไป เราต้องเปิดกว้างวิธีคิดสู่เส้นทางอันยิ่งใหญ่ ค้นหาแนวทางที่เหมาะสมในการเผยแพร่สู่มหาชน ค้นหาวิธีการพัฒนาผลงานสู่ความเป็นเลิศ อย่าจำกัดตนเองอยู่ในกะลา จำต้องศึกษาค้นคว้าจากผู้รู้ และการทำให้งานของตนเป็นงานที่ยิ่งใหญ่นั้น จะทำให้เกิดความรู้สึกเปี่ยมล้นแรงกล้าที่จะคอยผลักดันปลุกเร้าเวลาที่เราเกียจคร้านและท้อถอย ทำให้เราก้าวเดินต่อไป ฝ่าฟันอุปสรรคจนพบความสำเร็จ เพราะอย่างที่ได้กล่าวไป เส้นทางแห่งความสำเร็จ ไม่เป็นเส้นตรง เริ่มต้นจะช้านาน ผ่านจุดผกผันจะพลิกเปลี่ยนเพิ่มพูนอย่างรวดเร็ว เป็นโบนัสใหญ่ภายหลังผ่านการทดสอบอันหนักหน่วง

ภาพประกอบจาก Flickr : Zen Garden โดย Image Zen
มีแต่ทำเช่นนี้เท่านั้น ชีวิตจึงมีคุณค่าความหมาย ไม่กลายเป็นคนล้มเหลว หมดอาลัยตายอยากในชีวิต การค้นหาความหมายย่อมไม่จำกัดเพียงฐานะรวยจน คนที่เกิดมาร่ำรวยยิ่งเกิดความเบื่อหน่ายในชีวิตแสนสุข จำต้องแสวงหาสิ่งใหม่ ใส่ความทุ่มเท เพื่อผลักดันชีวิตเข้าสู่จุดสูงสุดใหม่ ซึ่งไม่อาจซื้อได้ด้วยเงิน แต่ต้องทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกาย เพื่อทำความฝันให้เป็นจริง เมื่อพิจารณาในแง่มุมนี้แล้ว คนรวยย่อมไม่ต่างจากคนจน อาจมีความได้เปรียบกว่าด้านทรัพยากร แต่เมื่อยืนอยู่เบื้องหน้าความฝันแล้ว ทุกคนต้องทุ่มเทฝ่าฝัน ไม่มากก็น้อย ไม่มีสิ่งใดสำเร็จโดยไม่อาบเหงื่อ
3. บ่มเพาะจิตวิญญาณหรือเทพหยางที่มีสติตื่นตัวขึ้นมา เพราะการมองตัวเองแบบเลือดเนื้อ กายจิตนั้นมีความบกพร่องในบางด้าน โดยเฉพาะความบางเบายืดหยุ่น คุณจะหมกมุ่นกับเรื่องทางวัตถุมากเกินไป ซึ่งการเสพของพวกนี้มากเกินขนาด แม้ว่าจะเป็นของดี มีคุณภาพ ย่อมเกิดความอิ่มตัวเบื่อหน่าย หากมากกว่านี้อาจส่งผลด้านลบอย่างรุนแรง
เราต้องฝึกจิตใจให้ว่างเปล่า และข้ามพ้น Transcend เพื่อรองรับกับความหมายที่อาจเกิดขึ้นกับเราได้ทุกเมื่อ เฉกเช่นเดียวกับการฝึก Zen ซึ่งไปพ้นตรรกะเหตุผล ก่อเกิดความเปลี่ยนแปลงฉับพลันเพียงชั่วเสี้ยววินาที เราต้องมีความสามารถในการดูดรับคุณค่าความหมายได้อย่างฉับไวทันเหตุการณ์ ไม่ปล่อยให้ทุกอย่างสายเกินไป
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรหมกมุ่นกับความรวดเร็วจนเกินไปนัก เพราะอาจนำมาซึ่งจิตอันเคร่งเครียด เราเพียงแต่ฝึกฝนสติให้แหลมคม มีความรู้ตัวตลอดเวลา ไม่ปล่อยให้ความหนักอึ้งของภารกิจในชีวิต มาทำให้เราหลุดพ้นจากความบำเพ็ญเพียรได้ ชีวิตจึงเบาสบายและมีความสุข เราจะรู้สึกถึงการใช้ชีวิตอย่างเข้มข้น เปี่ยมความหมายเป็นครั้งแรก
4. ฝึกฝนวิธีคิดแบบกลยุทธ์ ซึ่งทำให้มองเห็นสรรพสิ่งในมุมมองที่ลุ่มลึก สามารถค้นหาความหมายของชีวิตได้ด้วยตนเอง ค้นหาการมองสรรพสิ่งอย่างหลากหลายมุมมอง Rethink สามารถให้ค่าสรรพสิ่งอย่างถูกต้อง Revalue หรือหัดมองด้านบวก เช่น การหย่าร้าง อาจนำมาซึ่งโอกาสในชีวิต ไม่ใช่วิกฤตเพียงอย่างเดียว คนเราจึงไม่ควรจมจ่อมในความผิดพลาด แต่ควรนำมาเป็นบทเรียนแล้วก้าวเดินใหม่ อย่างที่ได้นำเสนอไปในครั้งเก่าก่อน
หากฝึกฝนถึงขั้นหนึ่ง ย่อมเกิดญาณหยั่งรู้ภายใน Intuition ซึ่งไม่พึ่งพามันสมองและตรรกะเพียงอย่างเดียว แต่มีความฉับไวในการรู้สึกถึงสิ่งต่างๆอย่างล้ำลึก สามารถวิเคราะห์และตีความข้อมูลได้อย่างล้ำลึก จนเกิดความเข้าใจเรื่องราวและสรรพสิ่งอย่างถึงรากฐาน
5. การหลอมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่ง บางครั้งเราไม่ได้อยู่ตามลำพังในโลก เราต้องติดต่อสานสัมพันธ์กับผู้คนมากมาย การฝึกฝนทั้ง 4 ด้านข้างต้น ช่วยให้เรามีความสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลง และความหลากหลายของผู้คนในสังคม หากฝึกฝนถึงขั้นหนึ่ง เราสามารถเติมเต็มความหมายของชีวิต จากผู้คนรอบข้าง ทั้งรูปแบบการใช้ชีวิต คำพูด และปฏิสัมพันธ์ หลอมรวมเป็นความลงตัวแบบ Tao ซึ่งวิถีของเราหลอมรวมเข้ากับวิถีธรรมชาติรอบตัว ไม่แบ่งเขาแบ่งเราอีกต่อไป เป็นความสอดคล้องอันยิ่งใหญ่ Synchornicity
สิ่งหนึ่งที่สำคัญ คือ หนังสือชั้นยอด ซึ่งต้องหมั่นสะสมแง่คิดและมุมมองดีๆมากมาย อย่าจำกัดที่หนังสือประเภทใด เพราะสำหรับผู้เข้าสู่วิถีนั้น ย่อมสามารถเชื่อมโยงร้อยรัดความต่างเข้าเป็นหนึ่งเดียว
วรรณกรรมระดับโลกเป็นเครื่องขัดเกลาจิตใจได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะวรรณคดีเรื่อง In search of lost time ท่านจะได้เห็นสีสีนและคุณค่าของชีวิต ในความธรรมดาเรียบง่ายน่าเบื่อ สามารถจุดความสว่างไสวขึ้นได้เสมอ ขอเพียงแต่เรามีจิตใจแห่งศิลปะเท่านั้น ความหมายของสรรพสิ่งจะพลิกฟื้นขึ้นมา มีชีวิตโลดแล่น ไม่ใช่จินตนาการเพ้อฝัน แต่เป็นศิลปะที่รุ่มรวยและทรงคุณค่า
ล่าสุด ผมไปงานสัปดาห์หนังสือ ได้อ่านผลงานของ John Lane พบสิ่งมีคุณค่ามากมาย เขาพูดถึง “ความเงียบ” ได้อย่างน่าสนใจ เราไม่จำเป็นต้องเชื่อเขาทั้งหมด ผมคิดว่างานชิ้นนี้มุ่งวิจารณ์ระบบทุนนิยมและความทันสมัยอย่างเกินพอดีไปบ้าง แต่ผมสามารถประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพการต่อสู้ในยุคทุนนิยมของผมดีขึ้น ผมเข้าใจแล้วว่า ทำไมเวลาที่ผมคิดอะไรดีๆออกมา มักจะเป็นห้วงยามที่เงียบสงบ ได้อยู่กับตนเอง อย่าดูถูกพลังของความเงียบ เพราะการทำงานมุ่งที่คุณภาพ ไม่ใช่ปริมาณ หากคุณมีหลักคิดที่ถูกต้อง งานของคุณย่อมเสร็จรวดเร็ว การลงทุนเวลาเพียงสัปดาห์ละ 2-3 ชั่วโมง อาจได้ผลงานมากกว่าต้นทุนที่เสียไป
ที่ผมประทับใจมาก คือ การยกตัวอย่างชีวิตของบุคคลในประวัติศาสตร์ ซึ่งมีชื่อเสียง แต่หากพิจารณาเพียงผิวเผิน เราจะไม่ทราบเลยว่า ท่านเหล่านี้ ล้วนอยู่ในยุคที่เลวร้ายของประเทศ แต่ท่านสามารถดำรงชีวิตและผลิตผลงานชั้นเลิศบนความผันผวนและความไม่สงบของเหตุการณ์ภายนอกได้อย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะ Virgil ซึ่งรอบข้างแลเห็นแต่ไฟสงคราม การหลบหนีไปในชนบทยังไม่วายโดนทำลายก่อกวนจากสงคราม จนต้องสูญเสียที่ดินไป แต่ท่านกลับสามารถรวบรวมสมาธิ เพื่อนิพนธ์งานชั้นเลิศถึง 3 ชิ้น โดยเฉพาะ Aeneid มหากาพย์อันลือลั่น ซึ่งทรงอิทธิพลต่อชนรุ่นหลังมากมาย เป็นพลังเป็นขุมทรัพย์ วิจิตรตระการลึกซึ้ง บรรลุมหาศักดิ์สิทธิ์เคียงข้างมหากาพย์ Iliad and Odyssey ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าเป็นงานประพันธ์ของบุคคลเดียว แต่ Aeneid นั้นยืนยันได้ว่าเป็นของ Virgil มหากวีแห่งยุคทองของมหาจักรวรรดิโรมันอันยิ่งใหญ่แต่เพียงผู้เดียว
สุดท้ายทั้งหมดอาจเป็นวิถีเพื่อเข้าสู่ “ตรงกลางที่ดีที่สุด” ตามแนวคิดของ อู๋ชิงหยวน หรือ ทางสายกลาง ของพระพุทธเจ้า ก็สุดแท้แต่จะประยุกต์ใช้ ความจริงแล้ว ถ้าคนเราได้ฝึกฝนตนเองจนถึงระดับหนึ่ง ย่อมสามารถเดินบนหนทางแห่งการแสวงหาความหมายได้ด้วยตนเอง ความลำบากอยู่ที่ตอนเริ่มต้นเท่านั้น ดังนั้นจึงอาจต้องมีคนช่วยเหลือ เพื่อปรับวิถีลมปราณให้ถูกต้องเสียก่อน หลังจากนั้นจึงเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล ที่ต้องแสวงหาตามวิถีของตน
“ตรงกลางที่ดีที่สุด” ไม่ใช่เพียงเรื่องราวทางศาสนาเท่านั้น ในปัจจุบัน โลกเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เราต้องปรับเปลี่ยนมุมมองให้ฉับไวเพียงพอ รู้เท่าทัน ประสบการณ์ตรงของผม คือ ประสบการณ์ในตลาดหุ้น ซึ่งมีความผันผวนสูงมาก เราต้องไม่หวั่นไหวไปกับสถานการณ์ แต่ต้องใช้จิตใจนิ่งสงบในการรับเหตุเปลี่ยนแปลง แม้นผมพยายามฝึกฝนอย่างยาวนาน แต่เมื่อถึงเวลามักหวั่นไหวอยู่เสมอ ในที่สุดเมื่อผมปรับมุมมองใหม่ในการเล่นหุ้น ไม่ใช่คิดเพียงผลกำไรขาดทุน แต่เป็นการฝึกฝนตัวเอง ไม่คิดเล็กคิดน้อย ขายสูงสุด ซื้อต่ำสุด เฝ้ามองแต่ระยะสั้น โดยเฉพาะการควบคุมความเป็นกลางทางความคิด ไม่ถูกชี้นำโดยความโลภและความกลัว เรื่องนี้ละเอียดอ่อนมาก บางครั้งคุณกลัวหรือโลภโดยไม่รู้ตัว แต่หากคุณสำรวจตรวจตราอย่างใกล้ชิด คุณจะเห็นความจริง และเข้าไปแก้ไขได้ ที่สำคัญ คือ การปรับมุมมอง ในช่วงตลาดไม่ดี ต้องไม่รีบซื้อ รอให้ลงถึงจุดที่มีการซื้อหนาแน่น มีแนวรับชัดเจน ขณะเดียวกัน ในยามขาขึ้น ต้องไม่ใช้มุมมองเดิม ต้องกล้าที่จะซื้อสูงสักนิด ตามอารมณ์ตลาดที่เปลี่ยนไป แต่ไม่ใช่ไล่ตามซื้อแบบไร้เหตุผล ดังนั้น ความสามารถในการปรับตัวและประเมินสถานการณ์จึงสำคัญอย่างยิ่ง ในการเข้าถึง “ตรงการที่ดีที่สุด” จิตใจที่ลุ่มลึก จึงแยกไม่ออกจากความสามารถในการทำกำไร ฝึกฝนสิ่งเดียว ได้รับประโยชน์ 2 ทาง
ในที่สุด ผมจึงกล้าพูดได้ว่า ผมพบเห็นวิถีทาง อาจไม่ได้ทำกำไรมหาศาล แต่ผมสบายใจ และเชื่อมั่นในหลักการที่ว่า “ได้กำไรพอสมควร ด้วยความเสี่ยงต่ำ” นอกจากนี้ ผมยังได้เรียนรู้การทำงานและการใช้ชีวิตมากมาย จากการฝึกฝนจิตใจนิ่งสงบ แปรประสบการณ์ตลาดหุ้นเป็นความหมายลึกล้ำของชีวิต เราไม่ควรมองข้ามไป เพราะคนเรายากที่จะมองเห็นอะไรในภาวะปรกติ แต่ต้องอาศัยปัจจัยภายนอกมากำหนด โดยเฉพาะเมื่อเราเผชิญกับความผันผวนของสิ่งต่างๆ ทำให้เราเห็นภาวะอนิจจังได้เป็นอย่างดี แต่เราไม่ควรหลบหนี แต่ควรต่อสู้อย่างรู้เท่าทัน
